บางวันเราก็เป็น Maker บางวันเราก็เป็น Manager

Maker คือผู้สร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ก็คือการเขียนโค้ด ถ้าเป็นพนักงานขายก็คือการออกไปคุยกับลูกค้าและ “สร้างความตื่นเต้นของลูกค้าที่จะซื้อโปรดักท์ของเรา” และถ้าเป็น CEO ก็คือการวางแผนคิด mission สำหรับปี 2021

ส่วน Manager ก็คือผู้จัดการ เช่นจัดการไฟล์ในระบบ กรอกข้อมูลการเข้าพบลูกค้า หรือเซ็นเอกสารอนุมัติ

เป็น Maker นั้นยากกว่าแต่ก็เติมเต็มได้ดีกว่างาน Manager ส่วนงาน Manager นั้นแม้จะง่ายแต่ถ้าทำเยอะๆ ก็น่าเบื่อ

ถ้าต้องทำงานเป็น Manager ทุกวัน เราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้บรรลุอะไรที่มีคุณค่า แต่ถ้าเราเป็น Maker แต่อย่างเดียว เราก็อาจทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนได้เพราะรอข้อมูลหรือลายเซ็นจากเราอยู่

เราจึงต้องเป็นให้ได้และเป็นให้ดีทั้งสองอย่าง แต่จะจัดสรรตารางเวลาอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะขององค์กรและจังหวะการทำงานของเรา เพราะการทำงานสองอย่างนี้เป็นคนละโหมดกัน เป็น Maker มักจะโฟกัสแค่ทีละงาน ไม่ว่อกแว่ก ไปอย่างช้าๆ แต่ชัวร์ ในขณะที่การเป็น Manager นั้นอาจต้องเน้นที่ความเร็ว ความมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทำงานจบหลายชิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว

ลองจัดตารางของเราดูนะครับ เช่นวันจันทร์กับศุกร์เป็น Manager ดีมั้ย เอาการประชุม การทำเอกสาร การอนุมัติต่างๆ มากองไว้ในสองวันนี้ เพื่อให้สามวันที่เหลือในสัปดาห์เราสามารถเป็น Maker ได้อย่างเต็มที่ครับ


อ่านเรื่อง Maker/Manager ต่อได้ที่ Trello Blog: Maker vs. Manager: How To Schedule For Your Productivity Style

กล้าแค่วันละ 20 วินาที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนกล้าหาญอะไรเลย

เราอาจจะเป็นคนที่ขี้ขลาดเกือบทั้งวันก็ยังได้

แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ ขอให้กลั้นใจใช้ความกล้าแค่ 20 วิเท่านั้น

กล้าที่จะยกหูโทรหาคนนั้นที่เราผัดผ่อนมานาน

กล้าที่จะบอกว่าเราไม่เห็นด้วย

กล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองพลาด

ทุก action ที่กล่าวมาใช้เวลาแค่ 20 วินาทีในการลงมือทำ จากนั้นทุกอย่างก็จะเป็นไปตามครรลอง เราแทบไม่ต้องอาศัยความกล้าอีกเลยจนการกระทำนั้นสำเร็จลุล่วง

แค่กล้าให้ได้วันละ 20 วินาที แล้วลองดูครับว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีอย่างไร


ขอบคุณประกายความคิดจาก Darren Hardy: How to Destroy Fear with 20 Seconds of Courage

ชวนฟังเพลงภาษาใจ: https://bit.ly/pasajaiyt

พ่อแม่ต้องโตให้ทันลูก

เมื่อเช้านี้ผมกับแฟนพา “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยเกือบสามขวบไปทดลองเรียนมอนเตสซอรี่ที่ซอยพัฒนาการ 69 มาครับ

เขาให้ผู้ปกครองเข้าไปนั่งกับเด็กได้หนึ่งคน ผมกับ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ก็เลยรอด้วยการไปเล่นที่สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ทั้งเล่นทราย เดินบนสะพานเชือก และกระโดดแทรมโปลีน

กิจกรรมที่ใกล้รุ่งได้ทำวันนี้ก็เช่นจำแนกตุ๊กตาสัตว์ หยอดลูกบอลแต่ละสีให้ลงรู เอาฟองน้ำชุบน้ำจากเหยือกหนึ่งไปใส่อีกเหยือกหนึ่ง และทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายอย่าง

ผมกับแฟนชอบการเรียนการสอนแบบนี้ตรงที่มันเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก สำรวจตรวจสอบ ไม่กลัวที่จะออกนอกกรอบ ไม่กลัวที่จะทำอะไรเสี่ยงๆ

เสร็จจากทดลองเรียน ผมกับแฟนก็ไปดูเฟอร์นิเจอร์แถวเกษตร-นวมินทร์ ระหว่างดูเฟอร์นิเจอร์ เด็กๆ ก็วิ่งไปเล่นโน่นเล่นนี่ เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวจนผมต้องปรามหลายทีเพราะเกรงใจคนอื่นเขา ดูเสร็จก็หิวได้ที่เลยพาเด็กๆ ไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นที่คริสตัลพาร์ค

ระหว่างที่ผมกำลังสั่งอาหารอยู่ ปรายฝนกับใกล้รุ่งก็ยังไม่เลิกซน เอาพริกป่นมาเทใส่จานกองใหญ่จนพนักงานบริการในร้านตกใจเพรากลัวพริกจะเข้าตาน้อง ผมเลยต้องดุไปอีกรอบว่าอย่าเล่นพริก

สั่งอาหารเสร็จใกล้รุ่งก็เอาซุปมิโสะมาใส่ในแก้วน้ำเด็กแล้วยกซด พอเผลอแป๊บเดียวก็เอากระดาษทิชชู่เปียกยัดใส่แก้วใบเดิมจนกินซุปแก้วนั้นไม่ได้และต้องขอแก้วใหม่

ระหว่างที่ผมหงุดหงิดว่าทำไมลูกซนจัง ผมก็คิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

เออ เมื่อเช้าเราเพิ่งพาเขาไปมอนเตสซอรี่มาเอง

ที่เราพาเขาไปเรียนแบบนี้ ก็เพื่อที่จะให้ชอบการลองผิดลองถูก ไม่กลัวที่จะทำอะไรๆ ที่มันนอกกรอบ

แต่พาออกจากโรงเรียน ผมกับแฟนกลับคาดหวังให้เด็กๆ เชื่อฟังเราทุกอย่าง ห้ามเสียงดัง ห้ามเล่นพริกป่น ห้ามเอาทิชชู่เปียกมาใส่แก้ว อะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม เสียมารยาท เราห้ามเขาหมดเลย

ตกลงเราอยากให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์แค่ในโรงเรียนอย่างนั้นหรือ ตกลงเราต้องการให้ลูกของเราเป็นเด็กแบบไหนกันแน่

คิดได้อย่างนี้ ก็เลยขำๆ และเล่นไปตามน้ำกับใกล้รุ่งแทน ตราบใดที่มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้โต๊ะข้างๆ และพนักงานในร้านมากเกินไป ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

พ่อผมเคยเขียนไว้ว่า เมื่อต้องการฝนก็ต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง ของทุกอย่างมันมาเป็นแพ็คเกจ เราจะเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เราชอบอย่างเดียวนั้นมันเป็นไปไม่ได้

เมื่ออยากให้เด็กคิดและทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องยอมรับด้วยว่าบางครั้งเขาก็จะไม่ฟังเราหรอก ซึ่งนั่นแหละถูกแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่อย่างเราว่าจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้มีชั้นเชิงมากพอที่จะรับมือกับลูกเรารึเปล่า

เมื่ออยากให้ลูกเติบโต พ่อแม่ก็ต้องเติบโตให้ทันลูกด้วยเช่นกันครับ

นิทานไม้กางเขนกับพุทธะ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงนะครับ

แม่ชีฝรั่งท่านหนึ่งถามท่านพุทธทาส

“ศาสนาพุทธสอนอะไร”?

ท่านพุทธทาสจึงตอบไปว่า

“ก็สอนอย่างเดียวกับที่ศาสนาคริสต์สอน”

“อย่างไรหรือ”

“พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ‘กฎ’ ซึ่งหมายถึงกฎธรรมชาติ หรือ ‘ธรรม’ นั่นเอง ส่วนทางคริสต์ก็มีสิ่งสูงสุดที่เรียกว่า God ซึ่งบางทีสิ่งนี้อาจคือสิ่งเดียวกัน เพราะแม้แต่การเปล่งเสียงออกมาก็ยังคล้ายกัน”

แล้วท่านพุทธทาสก็พูดต่อว่า

“สิ่งที่แม่ชีคล้องคออยู่ก็คือสิ่งเดียวกับที่พระพุทธศาสนาสอน คือการละตัวตน การฆ่าความรู้สึกแห่งตัวกูของกู ลองสังเกตรูปไม้กางเขนดูสิ ไม้กางเขนนั้นคือรูปตัวไอในภาษาอังกฤษ อันหมายถึงตัวกู ได้ถูกขีดขวางทิ้ง คล้ายจะให้นึกถึงการละทิ้งความยึดถือแห่งตัวตน”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ คุยกับประภาส ของพี่ประภาส ชลศรานนท์ (ผมปรับเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการเล่าในรูปแบบนิทานนะครับ)

บางทีเราก็ไม่ได้ต้องการ Motivation

บางทีเราก็แค่ต้องการการตกตะกอนทางความคิด

เมื่อใช้แก้วตักน้ำในคลองขึ้นมา ตอนแรกน้ำอาจขุ่นมัว แต่พอตั้งไว้เฉยๆ สักพักน้ำก็จะใสขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไร เพราะตะกอนลงไปนอนบนพื้น

เมื่อน้ำใส ก็เอาไปทำประโยชน์ได้มากมาย

จิตใจที่กระเพื่อมสั่นไหวตลอดเวลาก็ย่อมขุ่นมัวเช่นกัน

ถ้าอยากให้ใจใสขึ้น บางทีเราไม่ต้องทำอะไร แค่ลองอยู่เฉยๆ ตะกอนใจก็จะลงไปนอนก้นได้เช่นกัน

“Most people think they lack motivation when they really lack clarity.”
-James Clear

เมื่อใจนิ่ง เราก็จะเห็นอะไรได้ชัดขึ้น ว่าเราอยากทำอะไร และจะทำไปทำไม

เมื่อใจใส เราก็จะเอามันไปทำประโยชน์ได้มากมายครับ


เหลือ 4 ที่นั่ง – Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20