การวัดผลแบบ Lag Measure กับ Lead Measure

20190807_leadmeasure

ช่วงนี้องค์กรต่างๆ พูดถึงเรื่อง OKR หรือ Objectives & Key Results กันมาก วันนี้ผมเองก็ต้องไปร่วมพูดคุยเรื่องนี้ในงาน Thailand HR Forum ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ใครอยากรู้เรื่อง OKR สามารถอ่านได้ในบทความ ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ที่ผมเขียนไว้ใน Life@Wongnai หรือติดตามเพจ Performance Management ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ ที่ศึกษาเรื่อง OKR รวมถึงการวัดผลอื่นๆ อย่างเข้มข้นและลึกซึ้งได้เลยนะครับ

วันนี้ผมจะไม่ได้มาอธิบายว่า OKR คืออะไร แต่จะมาคุยกันเรื่องความแตกต่างระหว่าง Lag Measures และ Lead Measures ครับ

การวัดผลต่างๆ ที่เราเห็นในองค์กรอย่าง OKR และ KPI นั้นมักจะเป็น Lag Measures

Lag แปลว่า หลัง, ล้าหลัง หรือเชื่องช้า

คำว่า Lag Measures คือ “ผลลัพธ์ที่ตามมาทีหลัง”

มันคือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราอยากได้นั่นแหละ

เช่นขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาทในเดือนนี้ หรือวิ่งมาราธอนให้จบภายใน 4 ชั่วโมง หรือ ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์หนึ่งเล่ม

ข้อดีของ Lag Measures คือมันเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง แต่ข้อเสียคือมันใช้เวลาและขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะมาก

กว่าจะขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท ต้องมีเค้กที่อร่อย ลูกค้าต้องเข้าถึงและพร้อมซื้อ ฝนต้องไม่ตก ฯลฯ

กว่าจะจบมาราธอนได้ต้องซ้อมกันเป็นแรมปีและต้องภาวนาว่าตัวเองจะไม่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

และกว่าจะได้หนังสือเบสต์เซลเลอร์ซักเล่ม ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความเพียร และวาสนาพอสมควร

เมื่อเป้าหมายมันยิ่งใหญ่ ดูห่างไกล และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางทีก็ทำเอาคนที่จิตไม่แข็งท้อได้เช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะวัดแค่ Lag Measures แต่เพียงอย่างเดียว เราควรจะวัด Lead Measures ด้วย

Lead Measures คือผลลัพธ์ที่ “เกิดก่อน” และมีโอกาสจะนำเราไปสู่ Lag Measures ได้ในภายหลัง

Lag Measure: ขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท
Lead Measure: แจก sample ขนมเค้กวันละ 100 ชิ้น
Lead Measure: โพสต์รูปขนมเค้กลง IG ร้านวันละ 2 รูป
Lead Measure: ปรับปรุง operations ในการทำ/ขายเค้กวันละ 1 เรื่อง

Lag Measure: วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมง
Lead Measure: วิ่งสะสมระยะให้ได้สัปดาห์ละ 40 กิโลเมตร
Lead Measure: Warm-up / Cool-down ทุกครั้งที่ซ้อม
Lead Measure: วิ่งเพซ 6 สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

Lag Measure: ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์
Lead Measure: เขียนหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง
Lead Measure: อ่านหนังสือวันละ 30 นาที
Lead Measure: ติดต่อหานักเขียนเบสต์เซลเลอร์สัปดาห์ละ 1 คน

ข้อดีของ Lead Measures คือมันอยู่ใกล้ตัวเรา สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะอันใกล้ และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก โชคชะตา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Lag Measure ให้ค่ากับผลลัพธ์

Lead Measure ให้ค่ากับการกระทำและการสร้างอุปนิสัยอันดี

ใช้การวัดผลทั้งสองแบบให้สมดุลกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Deep Work ของ Cal Newport

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน (เพิ่มรอบบ่ายแล้ว) >> http://bit.ly/2ODqv0M