สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ย

20190714b

นี่คือคำถามก่อนจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ หรือตอนที่ระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรไปตามความเคยชิน

ถ้าเราทะเลาะจนเราชนะ สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ยกับความสัมพันธ์และความรู้สึกดีๆ ที่เสียไป

ถ้าเราทำงานหามรุ่งหามค่ำจนได้มีเงินเดือนสูงๆ สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ยกับสุขภาพที่ย่ำแย่และประสบการณ์ที่เราพลาดไป

ถ้าเรามุ่งสร้างเพจที่ได้ยอดไลค์เยอะๆ สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ยกับการเขียนหรือทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนและคุณค่าที่เรายึดถือ

การมีความมุ่งมั่นนั้นดีแน่ การมีเป้าหมายนั้นดีแน่

แต่ต้องระวังอย่าให้เป้าหมายระยะสั้นมาบดบังเป้าหมายระยะยาวครับ

Reaction แรก คืองอแง

20190714c

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ เวลาเจอใครพูดอะไรที่ขัดใจเรา ปฏิกิริยาแรกของเรามักเป็นการงอแง

สามี: “ไฟเขียวแล้ว”
ภรรยา: “มาขับเองเลยมั้ย”

พนักงาน: “จัดงานอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์เลย”
HR: (คิดในใจ) “งั้นคราวหลังก็ไม่ต้องจัดมันละ”

นักข่าว: “เมื่อไหร่เศรษฐกิจจะดีขึ้น”
นายก: “คุณมาบริหารเองเลยมั้ย”

เหตุผลที่เรามีอาการงอแง เพราะ

หนึ่ง เราปรารถนาดี
สอง เราตั้งใจทำเต็มที่
สาม เรากำลังเหนื่อย

พอมาเจอถ้อยคำที่บั่นทอน ความเป็นผู้ใหญ่ของเราจึงหลบฉาก เด็กน้อยตัวเราโผล่ออกมาหน้าฉาก เมื่อเด็กคุมเวที เราจึงออกอาการอย่างที่เห็น

แต่มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น พอเราหายเหนื่อย พอเราทบทวนด้วยใจเป็นกลางและเห็นว่าที่เขาพูดก็มีส่วนถูก และที่สำคัญ พอเราระลึกได้ว่าความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์ยังไม่ได้หายไปไหน

เราก็ควรเชิญเด็กลงจากเวที แล้วตอบสนองกับเรื่องนี้แบบที่ผู้ใหญ่ควรทำกันครับ

Brave New Work ตอนที่ 9 – คู่มือการทำงานกับผม

20190713

MEMBERSHIP

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี ในเมือง Black Rock City รัฐเนวาดาของสหรัฐอเมริกา จะมีคนยอมจ่ายเงิน $2000 เพื่อไปร่วมเทศกาล Burning Man ถึง 70,000 คน

งาน Burning Man จัดมาแล้วหลายสิบปี และคนอย่าง Elon Musk ก็เคยไปร่วมงานนี้มาแล้วหลายครั้ง ในปีล่าสุด บัตรการเข้าร่วมเทศกาลขายหมดในเวลาเพียง 35 นาที

เทศกาลนี้กินเวลาหนึ่งสัปดาห์ ผู้เข้าร่วมงานจะอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้หลัก Gift Economy คือมอบสิ่งของให้กันโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ละคนจะเลือกเข้าร่วม “แคมป์” ที่ตัวเองสนใจ และแต่ละแคมป์ก็จะมี mission ของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างงานศิลปะอย่างรูปปั้นหรือโครงสร้างที่มีเอกลักษณ์ (ลอง google หาภาพ burning man ดูได้)

Burning Man เป็นตัวอย่างของการสร้าง Membership ที่ดี ทุกชุมชนและทุกองค์กรต่างก็มีกฎระเบียบและข้อปฎิบัติที่สมาชิกพึงทำตาม ถ้าคุณทำได้คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็จะกลายเป็นคนนอก

อย่างที่เคยกล่าวไปในบทที่สาม ในระบบที่ complex อย่างองค์กรนั้น “ปฎิสัมพันธ์” สำคัญกว่า “ส่วนประกอบ” (interactions matter more than the parts) ทีมฟุตบอลที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ไม่ได้การันตีว่าจะได้แชมป์เสมอไป ความสัมพันธ์ที่ผู้เล่นมีต่อกันต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดศักยภาพของทีม

ในองค์กร ทุกสิ่งที่เราทำล้วนมีผลต่อ “สมาชิกภาพ” หรือ membership นับตั้งแต่วันแรกที่เขามาสัมภาษณ์จนถึงวันที่เขากลายเป็น “ศิษย์เก่า” ของบริษัท พนักงานที่ได้รับการต้อนรับอย่างเหมาะสมจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ส่วนพนักงานที่ถูกโยนลงไปทำงานโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้จะรู้สึกไม่มั่นใจว่าที่ทางของเขาอยู่ตรงไหนกันแน่

ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์, การเซ็นสัญญา, การ onboard พนักงานใหม่, การนำคนเข้าทีม, การย้ายคนเข้าทีมอื่น, การลาออก เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบของ membership ที่สำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ HR เพียงอย่างเดียว มันเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคน

อยู่หรือไป

ในองค์กรแบบเก่า ถ้าคุณถูกไล่ออกจากทีมก็เท่ากับการถูกไล่ออกจากงาน แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแยกแยะระหว่างความเป็นสมาชิกของทีมกับความเป็นสมาชิกขององค์กรได้

ในองค์กรวิวัฒน์ คนหนึ่งคนทำหน้าที่ได้หลายหน้าที่และอยู่ได้หลายทีม การที่เขาจบหน้าที่กับทีมทีมหนึ่ง จึงไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องจบความเป็นพนักงานบริษัทไปด้วย

Bill Gore ผู้ก่อตั้ง W.L.Gore บอกว่า องค์กรที่ดีควรจะเป็น Lattice Organization ที่พนักงานสามารถคุยกับใครก็ได้โดยไม่ต้องมีตัวกลาง (ในขณะที่องค์กรแบบเก่า ลูกน้องมักจะต้องคุยผ่านหัวหน้าทีมหรือผู้ใหญ่กว่านั้น) พนักงานของ Gore สามารถเลือกทีมและเพื่อนร่วมงานได้ด้วยตัวเอง ทำให้ที่นี่เหมือนมีองค์กรเล็กๆ อยู่หลายๆ องค์กรที่ต่างก็ต้องหาคนเข้าทีม หางบ หรือแม้กระทั่งคิดค่าใช้จ่ายเมื่อทีมอื่นมาขอให้ทำงานให้ พนักงานแต่ละคนมีอิสระที่จะเลือก เข้าร่วมหรือออกจากทีม แต่ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ตัวเองมี ไม่ต่างอะไรกับคนที่ขับรถในวงเวียนการจราจร

ระวังเรื่อง Culture Fit
จริงอยู่ว่าในช่วงตั้งไข่ขององค์กร เราต้องการดึงคนพันธุ์เดียวกันที่เชื่อในความฝันเดียวกับเรามาร่วมทีม แต่งานวิจัยของ Adam Grant ระบุว่า หลังจากที่องค์กรมั่นคงแล้ว หากเรายังหาแต่คนที่ฟิตกับวัฒนธรรมองค์กรอย่างเดียว องค์กรมักจะไม่ได้มีผลประกอบการที่ดีเท่าที่ควร

บริษัทออกแบบก้องโลกอย่าง IDEO ไม่ได้ hire for culture fit แต่ hire for cultural contribution โดย IDEO ถามตัวเองว่า ณ ตอนนี้องค์กรยังขาด culture ด้านไหนอยู่ แล้วก็หาคนที่จะสามารถเข้ามาเติมเต็มตรงจุดนั้นได้ เมื่อองค์กรมี cultural contribution ใหม่ๆ อยู่เสมอ culture ขององค์กรก็จะพัฒนาและมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใส่กุญแจมือ – No handcuffs
หลายองค์กรพยายามที่จะผูกมัดพนักงานด้วยการระบุในสัญญาห้ามไม่ให้พนักงานไปร่วมงานกับบริษัทคู่แข่งหลังจากลาออกไปแล้ว รวมถึงพยายามมัดใจผู้บริหารด้วยการให้ stock options ที่จะมีผลก็ต่อเมื่อผู้บริหารอยู่กับองค์กรนานหลายปี

แต่การเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นคำขู่หรือข้อแม้มักไม่ได้นำไปสู่ performance ที่ดี จะเป็นการดีกว่ามั้ยที่จะไม่ใส่กุญแจมือพนักงาน แล้วหันไปทุ่มเทให้กับการสร้างองค์กรให้มันดีเสียจนไม่มีใครคิดอยากลาออก

ธรรมนูญทีม – Team Charter
ลองร่วมมือกับทีมสร้างเอกสารที่จะเป็นตัวกำหนดเรื่องสำคัญของทีม เช่น

– ทีมนี้มีไว้เพื่ออะไร?
– ทีมของเราช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
– เราต้องรับผิดชอบเรื่องอะไรบ้าง?
– อะไรคือเป้าหมายหลักๆ ของเราในอีก xx วันข้างหน้า?
– จะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำสำเร็จแล้ว?
– เราจะใช้หลักการอะไรในการนำทางทีมนี้?
– ต้องมีใครทำหน้าที่อะไรบ้าง?
– มีหน้าที่ไหนที่ยังไม่มีคนทำรึเปล่า?
– ลูกค้าของเราเป็นใคร
ฯลฯ

คู่มือการทำงานกับผม – User Manual to Me
Ivar Kroghrud ซึ่งเป็นผู้บริหารของ Norselab บอกว่า เขาเขียน User Manual to Me ให้ลูกทีมและเพื่อนร่วมงานเข้าใจว่าถ้าจะทำงานกับเขาให้ราบรื่น มีอะไรที่ควรรู้และควรระวังบ้าง

ทำไมเราไม่ลองให้ทุกคนในทีมเขียน “คู่มือการทำงานกับผม/ฉัน” ดูบ้าง?

คำถามที่เราสามารถถามตัวเองได้เวลาเขียน User Manual to Me:

– อะไรคือความเป็นตัวเราแบบตรงไปตรงมาไม่ใส่สี?
– อะไรที่ทำให้เราหงุดหงิด?
– เรามีนิสัยแปลกๆ อะไรบ้างมั้ย?
– เพื่อนร่วมงานจะได้คะแนนนิยมจากเราได้อย่างไร?
– นิสัยแบบไหนของเพื่อนร่วมงานที่เราจะให้ค่ามากเป็นพิเศษ?
– อะไรคือสิ่งที่คนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวเรา?
– วิธีการสื่อสารที่เหมาะกับเราที่สุดคือวิธีไหน?
– อะไรคือวิธีที่จะโน้มน้าวเราได้ดีที่สุด?
– เราชอบให้ฟีดแบ็คด้วยวิธีไหน และชอบรับฟีดแบ็คด้วยวิธีไหน?

แล้วก็แชร์ Manual นี้ให้ทุกคนอ่าน จะได้ไม่ต้องมานั่งเดาใจหรือเข้าใจผิดให้เสียเวลา
กล่าวขอบคุณ
หนึ่งในวิธีที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ได้ดีที่สุดก็คือการแสดง appreciation ต่อกันและกัน

ก่อนเริ่มประชุม คุณลองขอให้แต่ละคนกล่าวขอบคุณใครซักคนในทีม ตอนแรกๆ มันอาจจะเขินๆ หน่อย แต่เมื่อทำเสร็จแล้วจะเห็นเลยว่ามันส่งผลดีต่อขวัญและกำลังใจของทีมขนาดไหน

People Positive กับ MEMBERSHIP
เราทุกคนล้วนอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมและส่วนหนึ่งขององค์กร อย่าสร้างกำแพงที่สูงจนคนไม่สามารถขยับตัวไปไหนมาไหนได้ จงเปิดโอกาสให้คนได้ย้ายทีมหรือได้ทำหน้าที่ใหม่ๆ อยู่เสมอ

Complexity Conscious กับ Membership
อย่ายึดติดกับรูปแบบองค์กรแบบเดิมที่ขาดความยืดหยุ่น เราต้องการองค์กรที่พร้อมจะปรับตัวและรับมือได้กับทุกความเปลี่ยนแปลง

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

Brave New Work ตอนที่ 1 – ไฟแดงหรือวงเวียน?.

Brave New Work ตอนที่ 2 – หนี้กรรมขององค์กร

Brave New Work ตอนที่ 3 – เชื่อมั่นในมนุษย์

Brave New Work ตอนที่ 4 – จุดมุ่งหมายสำคัญ

Brave New Work ตอนที่ 5 – เส้น Waterline

Brave New Work ตอนที่ 6 – Red Team

Brave New Work ตอนที่ 7 – Loosely Coupled, Tightly Aligned

Brave New Work ตอนที่ 8 – ทำงานในที่แจ้ง

นิทานโถแก้วเปลี่ยนชะตา

20190711_jar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“มีอะไรบ้างที่ผมสามารถเรียนรู้ได้ใน 20 นาที แต่จะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นได้ใน 30 วัน?”

ผมถามคำถามนี้กับนักปราชญ์ผู้รอบรู้ที่สุด

ชายชราฟังผมอย่างตั้งใจ ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในกระท่อม

อีกห้านาที เขาก็เดินออกมาพร้อมกับโหลแก้ว

“20 นาทีน่าจะมากไปนะพ่อหนุ่ม ข้ามีคำแนะนำที่ง่ายกว่านั้นซะอีก ใช้เวลาไม่ถึง 20 วินาทีด้วยซ้ำ เอ้า รับนี่ไปซะ” ชายชรายื่นโถแก้วมาให้ผม

ผมรับโถนั้นมา ดูแล้วก็เป็นโถแก้วธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันจะเปลี่ยนชีวิตผมได้ยังไงนะ

“วางโถนี้ไว้ตรงหัวเตียง ตอนเช้าเมื่อเจ้าตื่น จงหาเศษกระดาษมาเขียนวันที่ลงไป แล้วเอามันใส่ไว้ในโถ”

“ฟังดูไม่มีอะไรเลยนะครับอาจารย์ ผมอยากได้คำแนะนำที่ถึงอกถึงใจกว่านี้ คำแนะนำที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตผมได้ ที่อาจารย์แนะนำไม่น่าจะช่วยให้ชีวิตผมดีขึ้นได้เลย!”

“สิ่งที่ข้าบอกไม่ได้ง่ายดายเลยนะ จริงๆ แล้วมันยากมากๆ ด้วยซ้ำ รับรองได้เลยว่าเมื่อเจ้ากลับมาหาข้าในอีก 30 วัน ในโถจะมีเศษกระดาษไม่ครบ 30 ชิ้นหรอก แต่ถ้ามีครบ ชีวิตเจ้าก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”

ฟังแล้วผมไม่เชื่อเท่าไหร่ แต่ผมก็ไว้ใจนักปราชญ์ผู้นี้ ผมเลยนำโถนั้นกลับบ้าน

วันแรกช่างง่ายดาย พอนาฬิกาปลุก ผมก็ฉีกมุมกระดาษในสมุดไดอารี่ออกมา เขียนวันที่ลงไป หย่อนมันลงโถ ปิดฝา เท่านี้ก็เรียบร้อย

วันถัดมาก็เหมือนกัน

วันที่สามเป็นวันอาทิตย์ คืนก่อนหน้านั้นผมปาร์ตี้ถึงตี 3 พอตื่นมาเลยแฮงค์หนักมาก เดินโซเซเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า เดินเข้าครัวชงน้ำมะนาวดื่ม จากนั้นก็ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ กว่าจะนึกเรื่องโถแก้วขึ้นมาได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง

ซวยแล้ว!

ผมรีบวิ่งเข้าห้องนอน ฉีกเศษกระดาษมาเขียนวันที่แล้วเอามันไปหยอดในโถ ได้แต่ภาวนาว่าชายชราจะไม่รู้เรื่อง

วันจันทร์ผมถูกเจ้านายโทร.ปลุกแต่เช้าตรู่ ก่อนที่นาฬิกาจะปลุกเสียอีก ที่ออฟฟิศมีงานด่วนผมเลยต้องรีบเข้าไป

หลังจากกรำศึกหนักมาทั้งวัน ผมกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน ทิ้งตัวลงที่นอนโดยไม่ได้อาบน้ำ ระหว่างที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นผมนึกถึงเรื่องโถแก้วขึ้นมาได้ แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรแล้ว

พอถึงวันที่ห้า ผมก็เลิกนึกถึงโถแก้วไปเลย

หนึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ได้เวลากลับไปหาอาจารย์แล้ว ผมหยิบโถแก้วที่ฝุ่นเกาะขึ้นมา ในนั้นมีเศษกระดาษหน้าตาเศร้าๆ อยู่ 3 ชิ้น

เมื่อชายชราเห็นโถแก้ว เขายิ้มอย่างเมตตา

“ดูเหมือนเจ้าพยายามจะทำตามที่ข้าบอกนะ”

“ไม่ใช่ความผิดผมนะครับอาจารย์ อาจารย์ให้ผมทำเรื่องที่น่าเบื่อสุดๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตผมได้สักนิด”

“ถ้ามันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตเธอได้ เจ้าจะทำอะไรต่างออกไปงั้นหรือ?”

“แน่นอนสิครับ เพราะผมจะมี passion กับมัน สาบานได้เลยว่าผมจะทำมันทุกวันแน่ๆ”

“นั่นแหละปัญหาล่ะ เจ้านึกว่าแพสชั่นเป็นยาวิเศษที่จะดลบันดาลทุกสิ่ง แต่ความเป็นจริงก็คือแพสชั่นมันอยู่ได้แค่ไม่กี่วันหรอก เวลาที่เจ้าต้องเจอความลำบากยากเย็น แพสชั่นก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเจ้าคิดแต่จะพึ่งพาแพสชั่นอยู่อย่างเดียว งั้นบอกข้าหน่อยว่าเจ้าจะทำอย่างไรถ้ามันหายไป?”

ผมนิ่งงัน ชายชรากล่าวต่อ

“แบบทดสอบที่ข้าให้เจ้าทำ จริงๆ แล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าข้าให้เจ้าทำอะไร สำคัญที่ว่าเจ้าทำมันรึเปล่าต่างหาก ถึงข้าจะให้เจ้าทำอย่างอื่น เจ้าก็จะกลับมาพร้อมกับโถแก้วที่เกือบจะว่างเปล่านี้อยู่ดี บอกข้าหน่อยสิว่าเจ้าจะเขียนชะตาชีวิตใหม่ใน 30 วันได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องง่ายๆ อย่างเขียนวันที่เจ้ายังทำไม่ได้?”

“ผมผิดไปแล้วครับอาจารย์! ผมควรจะทำยังไงต่อดี?”

ชายชรามองผมด้วยสายตาที่แน่วแน่แต่อ่อนโยน

“เจ้าก็จงกลับบ้านแล้วหลับให้สบาย พรุ่งนี้เช้าเมื่อเจ้าตื่นมา จงหยิบเศษกระดาษขึ้นมาเขียนวันที่”

แล้วชายชราก็ยื่นโถแก้วกลับมาให้ผม

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Abhimanyu Sood’s answer to What can I do for 20 minutes a day that will make my life better in 30 days?

ความกลัวเป็นเรื่องดี

20190711_fearisgood

เพราะมันบอกว่าเราต้องทำอะไร

“Fear is good…Fear tells us what we have to do”
-Steven Pressfield

อะไรที่เราไม่กลัว มันมักจะไม่มีคุณค่ามากนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำได้อยู่แล้ว เข้าข่าย low risk / low return

แต่อะไรที่เรากลัว นั่นคือสิ่งที่ลึกๆ แล้วใจเราอยาก และรู้ว่าถ้าทำได้เราจะแฮปปี้กับตัวเองมากๆ เข้าข่าย high risk / high return

แต่เพราะว่ามัน high risk เราก็เลยกลัวว่าจะล้มเหลว กลัวจะผิดหวัง เราเลยเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งที่จะทำสิ่งนั้นเสมอมา

กลัวลงมาราธอนแล้วจะวิ่งไม่จบ

กลัวเปิดบล็อกแล้วจะไม่มีคนอ่าน

กลัวว่าถ้ารับงานยากๆ แล้วจะทำไม่ได้

คนที่สำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่เป็นคนที่กลัวแล้วแต่ก็ยังทำมันอยู่ดี ทำไปกลัวไป

Fear is good. Fear tells us what we have to do

ความกลัวคือสัญญาณว่ามันคือสิ่งที่เราต้องการ มันคือสิ่งที่เราควรทำ

ใช้ความกลัวเป็นดาวเหนือนำทางเราได้เลยนะครับ