พลาดคนที่ใช่

20180924_falsepositive

ดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่

เคยได้ยินคำว่า false positive กับ false negative มั้ยครับ?

คำนี้น่าจะถูกเริ่มใช้ในแวดวงการแพทย์ก่อน ว่าด้วยความผิดพลาดในผลการตรวจและการวินิจฉัย

false positive คือการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่ได้เป็นโรค เช่นตรวจผลเอ็กซ์เรย์แล้วหมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็งปอดนะ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น

false negative คือการวินิจฉัยว่าคุณไม่ได้เป็นโรค แต่จริงๆ แล้วคุณเป็น

ตอนที่แฟนตั้งครรภ์ลูกคนแรก เราซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มา แล้วผลก็คือบนแถบมีขีดขึ้นสองขีด ผมเล่าเรื่องนี้ให้เจ้านายที่คนอังกฤษฟัง เขาก็แสดงความยินดี พร้อมทั้งบอกว่าการตรวจแบบนี้มันไม่มี false positive มีแต่ false negative คือถ้าขึ้นสองขีดแสดงว่าท้องชัวร์ แต่ถ้าขึ้นขีดเดียว อาจจะท้องหรือไม่ท้องก็ได้

—–

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ผมยังได้เห็นคำนี้อีกครั้งในหนังสือ How Google Works ที่เขียนโดย Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google และ Jonathan Rosenberg อดีต SVP of Products ของ Google

กูเกิ้ลเป็นบริษัทที่ได้รับใบสมัครปีละ 2 ล้านฉบับ ดังนั้นจึงมีกระบวนการคัดคนที่เข้มข้นมาก

แต่ถึงจะเข้มข้นเพียงใด ก็ย่อมต้องมีโอกาสผิดพลาดได้ และความผิดพลาดก็มีสองแบบคือ false negative กับ false positive

false negative คือแคนดิเดตที่กูเกิ้ลตัดสินใจไม่รับ (เพราะนึกว่าไม่เหมาะกับกูเกิ้ล) แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่เก่งและเหมาะกับกูเกิ้ลมาก

ส่วน false positive ก็คือแคนดิเดตที่กูเกิ้ลตัดสินใจรับเข้ามา แต่แล้วก็พบว่าคนๆ นี้ไม่เหมาะกับกูเกิ้ลเลย

เอริกบอกว่าเขาไม่กลัว false negative แต่เขากลัวมากเรื่อง false positive

ซึ่งฟังดูก็เมคเซ้นส์ เพราะแม้กูเกิ้ลจะพลาดได้คนดีๆ ไปหนึ่งคน แต่ยังมีคนดีๆ อีกนับพันนับหมื่นที่จ่อคิวรออยู่

แต่ถ้ากูเกิ้ลตัดสินใจพลาด รับคนไม่ดีมาหนึ่งคน คนๆ นั้นย่อมส่งผลเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งเสียเวลาในการเทรน ค่าใช้จ่ายเรื่องเงินเดือน ผลกระทบที่มีต่อลูกทีม และสุดท้ายถ้าพนักงานคนนั้นปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องหาคนมาแทนแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่

การพลาดคนที่ใช่จึงไม่อันตรายเท่ากับการได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมทีม

ที่ Wongnai ที่ผมทำงานอยู่ก็ค่อนข้างซีเรียสในการคัดคนที่ใช่พอสมควร เจอ false negative ไม่เป็นไร ขออย่าให้มี false positive ก็พอ

เรื่อง false negative / false positive นี่เอาไปใช้ได้กับหลายอย่างในชีวิตนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกงาน การเลือกคู่ การเลือกครู หรือการเลือกคู่ค้าครับ

หลายสิ่งหลายอย่าง เราคิดเองเออเองทั้งนั้น

20180923_kideng

ไม่กล้ารับงานยากๆ เพราะกลัวทำไม่ได้

ไม่กล้ากลับบ้านเร็วกว่าเพื่อนในทีม (ทั้งๆ ที่ตัวเองทำงานเสร็จแล้ว) เพราะกลัวว่าจะโดนมองไม่ดี

ไม่กล้านำเสนอวิธีการทำงานที่ดีกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ

ไม่กล้าออกจากงานที่ไม่สนุก ไม่มีโอกาสพัฒนา เพราะกลัวว่าจะหางานอื่นไม่ได้

ทั้งหมดนี้ สามารถย่อยเหลือเป็นปัญหาแค่สองข้อ

1. เราประเมินความสามารถในการทำนายอนาคตของเราสูงเกินไป
2. เราประเมินความสามารถในการปรับตัวของเราต่ำเกินไป

นิ้วกลมเคยสัมภาษณ์พี่เก้ง จิระ มะลิกุลแห่ง GTH และ GDH ว่าการทำหนังร้อยล้านมีปุ่มกดมั้ย ประมาณว่าถ้ากดปุ่มนี้ร้อยล้านแน่นอน พี่เก้งตอบว่า “มี” แต่ปุ่มมันเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ หนังเรื่องนี้กดปุ่มนี้ได้ร้อยล้าน หนังเรื่องหน้ากดปุ่มเดิมกลับเจ๊งไม่เป็นท่า

คำตอบก็คือไม่มีนั่นเอง

ลองนึกถึงศิลปินที่เราชื่นชอบ แล้วถามตัวเองว่าเราร้องเพลงเขาได้ทุกเพลงมั้ย หรือเพลงเขาดังทุกเพลงรึเปล่า คำตอบก็คือไม่

แต่ถามว่าตอนทำเพลง เขาตั้งใจทำทุกเพลงมั้ย คำตอบก็คือใช่ คงไม่มีศิลปินคุณภาพคนไหนบอกว่า อัลบั้มนี้ทำ 10 เพลง ตั้งใจทำให้ดังแค่ 3 เพลงพอ ที่เหลืออีก 7 เพลงก็ทำส่งๆ ไป

เพราะในแง่คนทำงาน เขาต้องทำให้ดีที่สุดทั้ง 10 เพลงอยู่แล้ว ส่วนเพลงไหนจะเด่น เพลงไหนจะดัง ก็ขึ้นอยู่กับแฟนเพลง เขาไม่สามารถคาดเดาหรือกำหนดอนาคตได้

ขนาดเจ้าของค่ายหนังหรือศิลปินชื่อดังยังไม่สามารถทำนายอนาคตได้ ทำไมเราถึงคิดว่าเราจะทำนายอนาคตได้?

หลายสิ่งหลายอย่าง เราจึงคิดเองเออเองทั้งนั้น

ดังนั้น ถ้ากำลังกลัวอะไรบางอย่าง ลองสำรวจความคิดเองเออเองของเราให้ดีนะครับ

เพราะมันอาจจะผิดก็ได้

และวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ว่าที่เราคิดนั้นถูกหรือผิด คือต้องลองดูเท่านั้น

อย่าให้ชีวิตต้องพลาดโอกาสดีๆ ด้วยการคิดเองเออเองเลยนะครับ

เสพก่อนผ่อนทีหลัง

20180922_consumefirst

วันนี้มาเขียนค่ำหน่อย เพราะเพิ่งกลับมาจากการจัด Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ไปครับ

ผมพูดเรื่อง Storytelling ส่วน “ผึ้ง” แฟนผมพูดเรื่อง Powerpoint

การสอนจบไปด้วยดี แต่นักเรียนคงไม่รู้ว่ากว่าจะมาสอนวันนี้ได้ ผึ้งต้องตื่นนอนตอนตี 3 มาตลอดทั้งสัปดาห์เพื่อมานั่งทำสไลด์ก่อนไปทำงาน

—–

ธรรมดาที่บ้านผมจะไม่กินข้าวเย็น ส่วนใหญ่จะกินแค่ผลไม้หรือซุปเห็ด

แม่ผมเอาทุเรียนมาให้เมื่อต้นสัปดาห์ ผึ้งก็เลยได้กินหนึ่งเม็ดตอนค่ำวันจันทร์ และอีกหนึ่งเม็ดตอนค่ำวันพุธ

และทั้งสองครั้ง ผึ้งก็จะบ่นในเช้าวันถัดมาว่านอนไม่สบายเลย ไม่น่ากินทุเรียนเข้าไปเลย

—–

ไม่ได้อยากจะเอาแฟนมานินทา เพียงแต่ว่ามันเป็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ

พฤติกรรมของการเสพก่อนผ่อนทีหลัง

ทุเรียนนี่เห็นภาพง่ายหน่อย คือกินทุเรียนก่อน ได้เสพความอร่อยก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวตลอดทั้งคืน

ส่วนการที่แฟนผมไม่ยอมทำสไลด์แต่เนิ่นๆ ก็คือการเสพความสบายในวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วผ่อนจ่ายด้วยการตื่นนอนตี 3 ติดต่อกันในวันธรรมดา

ไอ้อาการเสพก่อนผ่อนทีหลังนี่ผมว่าเป็นกันทุกคนนะครับ จะมากหรือจะน้อยเท่านั้นเอง

คำถามคือทำไมเราถึงทำตัวกันอย่างนี้?

คำตอบที่ผมพอจะนึกได้ก็คือ เพราะตอนที่เรากำลังจะเสพสิ่งนั้นมันดูเหมือนจะฟรี

ทุเรียนเม็ดนี้มีคนให้มาฟรีๆ และบัดนี้มันก็ถูกใส่จานวางอยู่ตรงหน้าแล้ว แค่ตักเข้าปากก็อร่อยได้ทันที

เมื่อความสุขรออยู่ตรงหน้า ใครเล่าจะไม่คว้าไว้

แต่เราลืมไปว่าทุกอย่างมีราคาของมัน อาจจะคิดเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่เราก็ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ดูบอลแชมเปียนส์ลีก ได้เชียร์ทีมรัก แต่ผ่อนจ่ายด้วย productivity ที่รวนไปทั้งสัปดาห์

ช็อปกระหน่ำช่วง flash sale ได้ฟินจากการซื้อของถูก แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยพื้นที่ในบ้านที่หายไป

เข้าเฟซบุ๊คที่ทำงานทุกๆ 15 นาที ได้รู้เรื่องชาวบ้าน แล้วค่อยผ่อนจ่ายด้วยสมาธิที่สั้นลงทุกวัน

อะไรก็ตามที่เราซื้อแบบผ่อนนั้น ย่อมมีดอกเบี้ยแฝงอยู่ด้วยทุกครั้ง ต้นทุนมันจึงแพงกว่าการอดเปรี้ยวไว้กินหวานแน่นอน

ก่อนจะปล่อยตัวปล่อยใจไหลตามกิเลส หากเราคำนึงถึงราคาทั้งหมดที่ต้องจ่ายในวันหลัง ก็น่าจะพอลดพฤติกรรมเสพก่อนผ่อนทีหลังได้บ้างนะครับ

—–

ป.ล. บทความนี้ขออนุญาตผึ้งก่อนเขียนแล้ว

นิทานต้นไผ่

20180913_bamboo

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บนภูเขาสูงเทือกหนึ่ง มีต้นไผ่ต้นหนึ่งได้ผลิดอกออกใบบานสะพรั่งเป็นที่ร่ำลือถึงความงดงามกับผู้คนที่ได้พบเห็น

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ใบไผ่ได้เอ่ยขึ้นว่า “การที่ต้นไผ่มีชื่อเสียงนั้นเป็นเพราะข้า ใบที่เขียวสดจึงทำให้ต้นไผ่ดูมีชีวิตชีวา”

ขณะที่ใบไผ่พูดยังไม่จบ ดอกไผ่ก็เอ่ยขึ้นว่า “เป็นเพราะดอกไผ่ต่างหาก ดอกไผ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก คนที่มาชื่นชม เขามาชื่นชมความมหัศจรรย์ของดอกไผ่กันทั้งนั้น”

“เปล่าเลย ยอดไผ่ต่างหากที่งดงาม พวกเจ้าไม่เห็นเวลาสายลมมาแล้วเราลู่ลมเหรอ อ่อนช้อยสวยงามที่สุด ผู้คนชอบตรงนั้นแหละ ” แว่วเสียงแทรกมาจากยอดไผ่

ในขณะที่ทุกส่วนของต้นไผ่กำลังถกเถียงกัน ต้นไผ่ซึ่งอยู่กับกอไผ่มานานได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า

“อาจจะเป็นเพราะปุ๋ยไผ่ด้วยกระมัง”

พูดเสร็จก็ชำเลืองมองดูเศษใบไผ่ กิ่งไผ่รุ่นเก่าๆ ที่ร่วงลงไปเป็นปุ๋ยไผ่

พอต้นไผ่พูดจบ ใบไผ่ ดอกไผ่ และยอดไผ่ก็หยุดพูดและคิดตาม

แต่ไม่ทันที่จะเข้าใจความหมายที่ต้นไผ่สื่อสาร ทันใดนั้นก็มีลมพายุใหญ่พัดมาอย่างหนัก ทำเอาใบไผ่ ดอกไผ่ กิ่งไผ่ ร่วงลงไปกองรวมเป็นปุ๋ยไผ่

คงเหลือแต่ต้นไผ่ที่ยืนอย่างเดียวดายและเฝ้ารอใบไผ่และดอกไผ่รุ่นต่อๆไป

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

การตัดสินใจจะถูกต้องขึ้น

20180919_decisions

ถ้าเราชัดเจนว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ

เพราะคนแต่ละคนให้ความสำคัญกับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน

บางคนให้ความสำคัญกับงาน

บางคนให้ความสำคัญกับเงิน

บางคนให้ความสำคัญกับสุขภาพ

บางคนให้ความสำคัญกับเวลา

บางคนให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูด

บางคนให้ความสำคัญกับครอบครัว

บางคนให้ความสำคัญกับความยุติธรรม

บางคนให้ความสำคัญกับการดูดี

ไม่มีอะไรถูก-ผิด มีแค่ว่ามันพาเราไปสู่ที่ที่เราอยากจะไป หรือทำให้เราเป็นคนที่เราอยากจะเป็นรึเปล่า

เมื่อถึงคราวต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง ถ้าเราชัดเจนว่าอะไรสำคัญกว่ากัน เราก็จะตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เราบอกแม่ว่าจะกลับไปกินข้าวเย็นด้วย แต่ก่อนเลิกงานเจ้านายดันสั่งงานด่วน ขอเร็วที่สุด

เราจะเลือกทำอะไร?

ถ้าคนที่ไม่ชัดเจนว่าอะไรสำคัญ เราอาจจะเลือกทำงานด่วนก่อน แล้วค่อยไปกินข้าวกับแม่วันหลัง

เพราะเรามักจะสับสนว่าเรื่องด่วนคือเรื่องสำคัญ

แต่ถ้าเราชัดเจนว่าเราให้ความสำคัญกับครอบครัวและการรักษาคำพูด มากกว่าความต้องการที่จะดูดีในสายตาเจ้านาย เราก็จะคิดทางออกเพิ่มได้อีกหลายทาง เช่น

ต่อรองกับเจ้านายว่าขอส่งพรุ่งนี้

ไหว้วานคนอื่นให้ช่วยทำงานนี้แทน (แล้วค่อยซื้อขนมมาขอบคุณทีหลัง)

ไปกินข้าวกับแม่ แล้วค่อยทำงานต่อที่บ้านให้เสร็จ (แม้จะต้องอดหลับอดนอน)

ส่วนจะเลือกวิธีไหนในสามทางนี้ ก็ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเช่นกัน

ลองคิดให้ดีถึงคุณค่าที่เรายึดถือ รวมไปถึงเป้าหมายระยะยาวที่เรามี แล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นเข็มทิศนำทางในการตัดสินใจของเราในทุกๆ วันครับ