ขอโทษก่อนไม่ได้แปลว่าผิด

20170608_saysorryfirst

มันแค่แปลว่าเราเห็นความสัมพันธ์สำคัญกว่าอีโก้เท่านั้นเอง

Apologizing doesn’t always mean you’re wrong and the other person is right. It means you value your relationship more than your ego.
-Unknown

—–

Edward de Bono ผู้ให้กำเนิด Lateral Thinking และ The Six Thinking Hats บอกว่าวิธีคิดของชาวตะวันตกในยุคนี้ ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากปราชญ์ชาวกรีกเพียงสามคนคือโสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล นั่นคือการใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อค้นหาความจริง (Use logic to find the truth)

de Bono เรียกชายแก่สามคนนี้ว่า The Gang of Three

และเนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่ตะวันตกครองโลก ประเทศแถบเอเชียของเราก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดของ The Gang of Three เช่นกัน

จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ (และน่าเศร้า) ที่วิธีคิดของคน 7 พันล้านคนถูกตีกรอบด้วยคนเพียงสามคนเท่านั้น

เมื่อเจอสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เรา (โดยเฉพาะผู้ชาย) จะทำโดยอัตโนมัติคือใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อสืบค้นว่าความจริงคืออะไร

แต่จุดอ่อนของเหตุผลก็คือมันไม่ได้นำพามาซึ่งอารมณ์ที่สร้างสรรค์ และคำตอบมักจะมีรูปแบบเดียวคือจะต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก และอีกฝ่ายหนึ่งย่อมผิด

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายของความสัมพันธ์ไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่เป็นการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยกล่าวไว้ว่า “โลกนี้คนมีเหตุผลทะเลาะกันมากที่สุด แต่คนมีหัวใจไม่ทะเลาะกัน”

อาจารย์ประเวศ วะสี ก็เคยอวยพรคู่บ่าวสาวในงานแต่งงานว่า “เวลาทะเลาะกันอย่าใช้เหตุผล แต่จงใช้ความรักให้มากๆ”

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เวลาทะเลาะกันทีไร The Gang of Three มักจะโผล่มาผสมโรงด้วยเสมอ

แต่การเป็น “คนถูก” บนซากปรักหักพังแห่งความสัมพันธ์จะมีประโยชน์อะไร?

ครั้งหน้าที่มีปัญหากับคนที่เรารัก ถ้าตาแก่สามคนนี้โผล่มาอีก อย่าลืมไล่ไปให้ไกลๆ ก่อนเลยนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นกน้อยไม่กลัวกิ่งหัก

20170607_BirdNofear

ไม่ใช่เพราะว่ามันมั่นใจในกิ่งไม้ แต่เพราะมันมั่นใจในปีกตนเอง

A bird sitting on a tree is never afraid of the branch breaking, because her trust is not on the branch but on its wings.
-Unknown

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยพูดไว้ว่า เมื่อเรามีเมตตาให้ผู้อื่นบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่จะหายไปคือความกลัว

คนขี้ขลาดจะโกงบ้านโกงเมืองเพราะเขากลัวว่าจะมีเงินไม่พอใช้ และคนขี้ขลาดจะแซงคิวเพราะกลัวว่าต้องรอนานหรือกลัวว่าจะไม่ได้ของ

เมื่อใดก็ตามที่เรามีเมตตา เราจึงเลิกกลัวคนอื่น และเลิกกลัวอนาคต

พระท่านว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อเราเชื่อใจว่าเราพึ่งพาตนเองได้ ก็ไม่มีเหตุให้ต้องกลัวอีกต่อไป

แม้ว่าบริษัทจะเลย์ออฟ เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องหางานใหม่หรือหาช่องทางทำมาหากินได้

แม้ว่าคนๆ นั้นจะทิ้งเราไป เราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือโอกาสในการเริ่มใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิม

และแม้ว่าเราจะล้มป่วยหรือประสบเหตุไม่คาดฝัน แต่ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เวลาก็จะเยียวยาได้แน่นอน

นกไม่กลัวกิ่งหัก เพราะมันเชื่อมั่นในปีกของตนเอง

ถ้าอยากเป็นมนุษย์ที่ไม่ขี้ขลาด ก็ต้องหา “ปีกของตัวเอง” ให้เจอไวๆ นะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด

20170601_watchyourwords

อยู่กับคนอื่นให้ระวังปาก

Take care of your thoughts when you are alone, and take care of your words when you are with people.
-Unknown

ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ ผมว่าปัญหาชีวิตเราจะลดลงไปไม่น้อย

เพราะมนุษย์เรามีระบบทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

การฝึกสติจึงมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ และเพียงแค่รู้ทัน ความคิดอกุศลนั้นก็จะดับไปให้ดู

ถ้าสติช่วยให้เราระวังความคิด ศีลก็เป็นตัวช่วยให้เราระวังปากเวลาอยู่กับคนอื่น

ศีลข้อ 4 ที่ว่าด้วยการไม่โกหกนั้น จริงๆ แล้วยังหมายรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางวาจาอีกด้วย

การพูดจาเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด หรือพูดนินทาคนนั้นคนนี้ (ต่อให้สิ่งที่พูดเป็นความจริง) ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นทางวาจาทั้งนั้น

การฝึกสติกับการถือศีลจึงไม่ใช่เรื่องของคนคร่ำเคร่งศาสนา แต่เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับคนที่อยากมีปัญหากับตัวเองและมีปัญหากับชาวโลกให้น้อยที่สุดครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้

20170605_moretime

เพราะเราไม่มีทางมีเวลามากไปกว่านี้แล้ว

หนึ่งในคำพูดติดปากของคนเราก็คือ “ไว้มีเวลาแล้วค่อยทำ” หรือ “ไว้รอมีเวลาก่อน”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเริ่มโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำมานาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนัดทานข้าวกับคนที่เรารัก

แต่วันที่เราจะมีเวลามากขึ้นนั้นไม่มีทางมาถึง

หนึ่ง เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ความรับผิดชอบและภาระจะมีมากยิ่งขึ้น

สอง สิ่งเย้ายวนจิตใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดภาพสมัย 20 ปีก่อนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ค เทียบกับสมัยนี้เราโดนเทคโนโลยีกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ และในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่เทคโนโลยีจะมอบอะไรที่คนจะติดงอมแงมยิ่งกว่ามือถือซะอีก

สาม นับจากวันที่เราเกิด ระเบิดเวลาก็ได้ถูกจุด เวลาของเราจึงเหลือน้อยลงทุกขณะ

พรุ่งนี้เราจึงจะมีเวลาน้อยกว่าวันนี้ 24 ชั่วโมง และมะรืนนี้เราจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าวันนี้ 48 ชั่วโมง

ดังนั้น “ตอนนี้” คือห้วงขณะที่เรามีเวลามากกว่าวันใดๆ ในชีวิตของเราแล้ว

แทนที่จะ “รอเวลา” สู้เรามา “จัดเวลา” กันดีกว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

เพราะสำหรับสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ นั้น ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าวันนี้แล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วิธีบำบัดโรคขี้อิจฉา

20170603_jealous

วันนี้ผมได้อ่านบล็อกของ Derek Sivers ได้มุมมองที่น่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ลองจินตนาการว่าคุณได้เป็นตัวแทนประเทศไปวิ่งแข่งในกีฬาโอลิมปิกส์

คุณเข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นเพื่อรับเหรียญเงิน คุณจะรู้สึกอย่างไร?

“ถ้าเราวิ่งเร็วกว่านี้อีกนิดเดียวก็ได้เหรียญทองไปแล้ว”

มันคงเป็นความรู้สึกที่ทั้งเสียใจและเสียดายที่พลาดเหรียญทองไปอย่างฉิวเฉียด

แต่ถ้าคุณได้เหรียญทองแดงล่ะ?

“ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็คงไม่ได้มายืนอยู่บนแท่นนี้แล้ว!”

ความสุขนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราโฟกัสไปที่เรื่องใด

ถ้าเรารู้ตัวว่าอิจฉาคนอื่นๆ บ่อยๆ นั่นแสดงว่าเรากำลังคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงิน วิธีบรรเทาก็คือหัดคิดแบบนักวิ่งเหรียญทองแดงซะบ้าง

ถ้าเรามีความสุขกับการใช้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด พอเห็นคนอื่นใช้มือถือรุ่นที่ใหม่กว่าเรา เราก็จะอิจฉาทันที

แต่ถ้าเราพอใจกับมือถือที่คุณภาพดีและราคาสมเหตุสมผล เราก็จะรู้สึกดีเมื่อเทียบกับคนอื่นที่ใช้มือถือคุณภาพต่ำ

ถ้าเราเป็นนักดนตรีที่มีความฝันอยากโด่งดังเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ความจริงยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราก็จะคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดังกว่าตลอด

แต่ถ้าเราเล่นดนตรีเพื่อดนตรี แค่เราได้หาเลี้ยงชีพจากสิ่งที่ตัวเองรัก เราก็พอใจแล้ว

ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัท แล้วเทียบตัวเองกับคนที่เงินเดือนดีกว่า เราก็จะทุกข์ใจ แต่ถ้าเราคิดได้ว่ายังมีอีกหลายคนที่ฝันอยากจะได้มาอยู่ ณ จุดที่เรายืนอยู่ เราก็จะไม่ทุกข์มากนัก

ไม่ได้แปลว่าคนเราไม่ควรมุ่งสู่ความเป็นเลิศนะครับ

ในบางครั้ง เราก็ต้องคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงินเพื่อจะมีแรงฮึดขยันซ้อมให้มากขึ้น

แต่ในเวลาที่เหลือ เราควรจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

ผมเองก็ยังคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงินเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่เห็นบล็อกเกอร์ที่มียอดไลค์ยอดแชร์เยอะๆ

แต่ความคิดนี้ก็จะดับลงเมื่อมีคนมาขอบคุณหรือบอกว่าบทความวันนี้มีประโยชน์มากเลย

เพราะมันได้ช่วยย้ำเตือนว่า ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้เพื่ออะไร

—–

(UPDATE 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce)

ขอบคุณเนื้อหาจาก Derek Sivers: Think like a bronze medalist, not silver

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/