เราไม่อาจเริ่มชีวิตบทใหม่

20161226_newchapter

ถ้าเรามัวแต่อ่านบทที่แล้วซ้ำไปซ้ำมา

You can’t start the next chapter of your life if you keep re-reading the last one.

– Michael McMillan

จริงอยู่ ที่คนเราควรเรียนรู้จากอดีต

แต่อดีตเป็นเพียงสถานที่ให้เราเยี่ยมเยียน ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้

วันแต่ละวัน เปิดโอกาสให้เราได้เขียนบทใหม่เสมอ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะหยิบปากกาขึ้นมา หรือจะพลิกหน้ากลับไปอ่านบทก่อนๆ

การที่เราโหยหาอดีต ก็เพราะว่ามันหอมหวานกว่าปัจจุบัน

แต่เราสามารถสร้างอดีตที่หอมหวานยิ่งกว่า หากเราเริ่มอยู่กับปัจจุบันตั้งแต่วันนี้นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎ 10/10/10 สำหรับการตัดสินใจ

20161225_101010rule

เราทุกคนล้วนแต่เคยต้องเจอเรื่องที่ยากเย็นสำหรับการตัดสินใจ

และบ่อยครั้ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากอารมณ์ชั่วขณะ เช่นความโกรธ ความกลัว ความโลภ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เราจึงควรให้เวลาซักหน่อย เหมือนคำพูดฝรั่งที่ว่า You should sleep on it ซึ่งหมายความว่าให้กลับไปนอนคิดซักคืนหนึ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง แค่นอนอย่างเดียวไม่พอ เราควรจะมีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆ ด้วย

หนึ่งในเครื่องมือที่ค่อนข้างมีประโยชน์คือกฎ 10/10/10 ที่เขียนโดน Suzie Welch

กฎนี้เรียบง่ายมาก แค่ให้มองการตัดสินใจของเราใน 3 ระยะ

จะรู้สึกยังไง (กับการตัดสินใจของเรา) 10 นาทีต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 เดือนต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 ปีต่อจากนี้?

แอนนี่ หญิงสาววัย 36 กำลังคบหากับคาร์ลวัย 45 ซึ่งเคยแต่งงานและหย่ามาแล้ว

การหย่าร้างคราวนั้นทำร้ายจิตใจคาร์ลมาก คาร์ลจึงค่อนข้างระวังตัวและไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยบอกรักอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำไป

แต่แอนนี่อยากให้ความสัมพันธ์คืบหน้าเร็วกว่านี้ เพราะเธอเองก็อยากจะมีลูก และเธอก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะบอกรักคาร์ลดีหรือไม่ ถ้าบอกไปแล้วคาร์ลจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ทำให้แอนนี่ลังเลที่จะเอ่ยปากตลอดมา

แอนนี่ก็เลยใช้กฎ 10/10/10 กับตัวเอง ว่าถ้าเธอบอกรักคาร์ลตอนนี้ อีก 10 นาทีเธอจะรู้สึกอย่างไร “ฉันน่าจะยังกระวนกระวาย แต่ก็ยังภูมิใจที่ได้พูดมันออกไปและแสดงความรู้สึกในใจฉันออกมา”

แล้วอีก 10 เดือนจะรู้สึกอย่างไร – “ก็จะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะฉันก็อยากให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้าจริงๆ  ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้ซักทีจริงมั้ย”

แล้วอีก 10 ปีจะรู้สึกอย่างไร – “ไม่ว่าคาร์ลจะตอบว่ายังไงก็ไม่น่าจะสำคัญมากหรอก ฉันกับคาร์ลอาจจะได้แต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นฉันก็อาจจะแต่งงานกับคนอื่นแทนเท่านั้นเอง”

เมื่อใช้กฎ 10/10/10 แล้ว จึงทำให้การตัดสินใจของแอนนี่ง่ายขึ้น แอนนี่จึงเป็นฝ่ายบอกรักคาร์ลก่อน และแม้คาร์ลจะไม่ได้บอกรักกลับในทันที แต่เขาก็เปิดใจมากขึ้นและกล้าแสดงความรู้สึกมากกว่าเดิม

การคำนึงถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจในสามช่วงเวลา จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่า อารมณ์ชั่วขณะของเราจะไม่ใช่ตัวกำหนดทุกอย่าง เราจะมองผลของการตัดสินใจในระยะกลางและระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อนั้นเราจะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นดีต่อเราจริงหรือไม่ครับ

ลองเอากฎนี้ไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: The 10/10/10 Rule For Tough Decisions by Chip & Den Heath

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 3 – ยุคแห่งการล่าสัตว์เก็บพืชผล

20161225_sapiens3

อ่าน Sapiens ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2

ทำไมเราถึงชอบกินของหวานและอาหารที่มีไขมัน?

ทำไมการรักเดียวใจเดียวจึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน?

ทำไมสัตว์ตัวใหญ่ๆ อย่างแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบหรือจิงโจ้ยักษ์สูง 2 เมตรถึงสูญพันธุ์ไปหมด?

เราะมาหาคำตอบกันในตอนนี้ครับ

Homo Sapiens อย่างพวกเราอยู่กันมาสามยุคสามสมัย

เราใช้ชีวิตแบบพนักงานโรงงานหรือพนักงานออฟฟิศมา 200 ปี หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านั้น เราใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนาอยู่ถึง 12,000 ปี

และก่อนหน้านั้น เราใช้ชีวิตแบบ “นักล่า-เก็บพืชผล” อยู่ถึง 60,000 ปี

ช่วงเวลาหลายหมื่นปีที่เราใช้ชีวิตแบบ Hunter-Gatherers หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า foragers (ผู้ออกหาอาหาร) นั้น มีผลอย่างมากต่อการหล่อหลอมสัญชาติญาณของเราในปัจจุบัน เราจึงควรกลับไปทำความเข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้และ “รอยเท้า” ที่เขาได้ทิ้งเอาไว้

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการศึกษาวิถีของชาว foragers ก็คือ นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือและเศษกระดูกแล้ว พวกเขาไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เราศึกษาเลย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีภาษาเขียน นักมานุษยวิทยาจึงถกเถียงกันโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานและการอนุมานเอาเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงควรฟังหูไว้หูนะครับ


เหตุผลที่เราโปรดปรานของหวาน

เมื่อครั้งที่บรรรพบุรุษของเราเป็น forager นั้น ผู้ชายจะร้บหน้าที่ “ออกล่า” ส่วนผู้หญิงจะรับหน้าที่ “เก็บของป่า”

สมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น อะไรก็ตามที่ล่าหรือเก็บมาได้จึงต้องใช้หรือกินให้หมดภายในวันสองวัน ไม่มีการเก็บอาหารเป็นเสบียงเอาไว้ เมื่ออาหารละแวกนั้นหมดก็ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปเริ่มต้นใหม่

ในทุ่งสะวันนาที่เราเคยอาศัยอยู่ อาหารหวานที่มีพลังงานสูงนั้นหายากมาก และอาหารหวานชนิดเดียวที่คนสมัยนั้นจะหากินได้ก็คือผลไม้สุก ดังนั้นหากผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปเจอผลไม้สุกงอมออกอยู่เต็มต้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะทำได้ก็คือเด็ดมันมากินให้มากที่สุด ก่อนที่ฝูงลิงบาบูนจะมาเจอและขนผลไม้กลับรังไปจนหมด

สัญชาติญาณของการกินของหวานและอาหารที่มีไขมันอย่างมูมมามนี่เอง ที่ส่งผลให้มนุษย์ในปัจจุบันหลงใหลและมักอดใจไม่ไหวเมื่อเจออาหารประเภทนี้


รวมกันเราอยู่

นักมานุษวิทยาเชื่อว่า เหล่า foragers นั้นอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ ไม่มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีทรัพย์สินส่วนบุคคล และแม้กระทั่งลูกก็ไม่ใช่ลูกของใครคนใดคนหนึ่ง!

ผู้หญิงคนหนึ่งจะหลับนอนกับผู้ชายหลายคนในเผ่า ด้วยความเชื่อที่ว่าลูกจะได้ส่วนดีจากพ่อแต่ละคนมา พ่อคนหนึ่งอาจจะเป็นนักล่าที่เก่งที่สุด อีกคนหนึ่งอาจจะเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกที่สุด ส่วนอีกคนอาจจะเป็นนักรบที่องอาจที่สุด เด็กที่ออกมาจึงเป็น “ลูกของทุกคน” ในเผ่า (ชนเผ่าบารีในเวเนซูเอล่าก็ยังใช้ระบบ “พ่อหลายคน” นี้อยู่)

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่โลกสมัยนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นทุกที เพราะเราอยู่กันเป็น “ครอบครัวใหญ่” มาหลายหมื่นปี เพิ่งจะมาใช้ระบบครอบครัวเล็กและความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวมาเมื่อไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันปีมานี้เอง

(อ่านถึงตรงนี้ผมหวังว่าหลายๆ คนจะไม่ใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการนอกใจนะครับ เพราะอย่างที่เตือนไว้ข้างต้นว่านี่เป็นเพียงสมมติฐาน แถมนักมานุษวิทยาอีกกลุ่มหนึ่งก็ออกมาค้านแนวคิดนี้ โดยชี้ประเด็นว่า การที่สังคมในปัจจุบันซึ่งอยู่ต่างสถานที่ ต่างวัฒนธรรมล้วนมีความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว ก็เป็นหลักฐานที่บ่งบอกอยู่แล้วว่ามนุษย์เรานั้นเหมาะกับสังคมแบบนี้)


ชีวิตที่น่าอิจฉา

จะว่าไป ชาว foragers นั้นมีวิถีชีวิตที่น่าอิจฉากว่าคนสมัยนี้ในบางแง่มุมด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างหญิงชาวจีนที่มีฐานะยากจนในสมัยนี้ ชีวิตของเธอจะมีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปนั่งทำงานอยู่ในโรงงานนรกเป็นเวลา 10-12 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาบ้านเพื่อทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้าและล้มตัวลงนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะต้องตื่นมาเจอวันเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อ 30,000 ปีที่แล้ว หญิงชาวจีนจะได้ออกจากแคมป์ไปพร้อมเพื่อนสาวหลายคนเพื่อเสาะหาผลหมากรากไม้ เก็บเห็ด ขุดมัน จับกบ หรือบางครั้งก็วิ่งหนีเสือ ตอนบ่ายๆ ก็กลับมาถึงแคมป์เพื่อทำอาหารกินกัน จากนั้นเธอก็จะมีเวลาเหลือเฟือที่จะมานั่งเมาธ์มอยและเล่นกับลูก

นอกจากวิถีชีวิตที่จะชิลล์กว่าแล้ว foragers ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกหลายอย่าง

สมองใหญ่กว่า – ใหญ่กว่าคนเราสมัยนี้ด้วยซ้ำ เพราะพวก foragers นั้นต้องทำอะไรเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาวุธ จุดไฟ ทำอาหาร ล่าสัตว์ คัดผลไม้ที่ไม่มีพิษ ฯลฯ ทำให้เหล่า foragers ได้ใช้สมองแทบจะทุกส่วน ในขณะที่คนสมัยใหม่อย่างเราๆ ทำอะไรเองแทบไม่เป็นเลย เน้นแต่ใช้เงินซื้ออย่างเดียว

สุขภาพแข็งแรงกว่า – ด้วยความที่ต้องออกล่าทุกวัน แต่ละวันก็ได้เหยื่อต่างกันไป คนกลุ่มนี้จึงได้กินอาหารที่หลากหลายได้รับโปรตีนและวิตามินมากกว่า ขณะที่คนรุ่นหลังๆ ที่เป็นชาวไร่ชาวนามักจะได้กินแต่ข้าวหรือแป้งชนิดใดชนิดหนึ่งทุกวันติดต่อกันหลายปีหรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต

ไม่มีโรคระบาด – โรคระบาดนั้นมักจะเริ่มมาจากสัตว์เลี้ยงก่อน แต่คนยุคนั้นยังไม่ได้เริ่มเลี้ยงสัตว์ (ยกเว้นหมา) แถมเมื่อมีการย้ายถิ่นฐานตลอดเวลาจนไม่มีการสต๊อกอาหาร จึงไม่มีหนูหรือสัตว์พาหะอื่นๆ มาก่อกวนหรือแพร่เชื้อได้

ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ – เพราะไม่มีใครมีทรัพย์สินส่วนตัว จึงไม่มีการแก่งแย่งกัน ไม่มีการรบกับเผ่าอื่นเพื่อปล้นสะดมภ์ เพราะไม่มีอะไรให้ปล้น “ทรัพย์สิน” ที่สำคัญที่สุดที่คนๆ หนึ่งจะมีได้คือความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในเผ่า

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักมานุษวิทยาได้ตั้งชื่อสังคม foragers นี้ว่าเป็น “The Original Affluent Society” – สังคมมั่งมีแบบดั้งเดิม



ยึดครองออสเตรเลียและอเมริกา

แม้รุ่นพี่อย่าง Neanderthals และ Homo erectus จะอาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและเอเชียมาตั้งแต่ 2 ล้านปีก่อนหน้า แต่รุ่นพี่ทั้งสองยังไม่เคยไปถึงทวีปออสเตรเลียหรือทวีปอเมริกาเลย

มนุษย์เซเปี้ยนเดินทางไปถึงออสเตรเลียได้ด้วยการเดินเรือเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว โดยอาจจะเริ่มจาการต่อเรือและออกหาปลาอยู่ตามหมู่เกาะนับร้อยนับพันของอินโดนีเซียและก่อนจะจับพลัดจับผลูไปลงเอยที่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย

ส่วนทวีปอเมริกานั้น เหล่าเซเปี้ยนส์ไปถึงด้วยวิธีเดินเท้า เพราะสมัยนั้นระดับน้ำทะเลนั้นอยู่ในระดับต่ำเสียจนเกิดแผ่นดินที่เชื่อมระหว่างไซบีเรีย (รัสเซีย) และอลาสก้า (อเมริกา) เหตุผลที่ Homo สายพันธุ์อื่นๆ ไม่เคยไปถึงอเมริกาก็เพราะว่าไซบีเรียนั้นหนาวเกินไป แต่เซเปี้ยนส์นั้นฉลาดพอที่จะถักทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าหนาๆ ที่จะรองรับสภาพอากาศอันทารุณได้ จึงออกล่าสัตว์ใหญ่ที่มีสารอาหารเยอะอย่างแมมมอธและกวางเรนเดียร์ไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เดินทางมาถึงอลาสก้าเมื่อประมาณ 14,000 ปีที่แล้ว

การเดินไปทางไปถึงทวีปออสเตรเลียโดยเหล่า Homo Sapiens ถือเป็นการเดินทางที่มีนัยทางประวัติศาสตร์พอๆ กับการค้นพบทวีปอเมริกาของโคลัมบัส และการพิชิตดวงจันทร์ของยานอพอลโล 11

เหตุผลที่เหตุการณ์นี้สำคัญมาก ก็เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

ในทวีปแอฟริกา ยุโรป หรือเอเชียนั้น เหล่า Homo ล้วนวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับสัตว์ชนิดอื่นๆ ร่วม 2 ล้านปี จึงรู้ทางหนีทีไล่กันดี แต่สัตว์ที่อยู่ในออสเตรเลียหรืออเมริกานั้นไม่เคยเจอเผ่าพันธุ์มนุษย์เลย มันจึงไม่มีสัญชาตญาณหรือทักษะใดๆ ที่จะต่อกร หรือหลีกเลี่ยง สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ หน้าตาคล้ายลิงที่เดินสองขานี้

ออสเตรเลียเคยเป็นที่อยู่ของสัตว์ยักษ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจิงโจ้สูง 2 เมตร, สิงโตที่มีกระเป๋าหน้าท้อง (marsupial lion), หมีโคอาล่าไซส์จัมโบ้ นกบินไม่ได้ที่ตัวใหญ่กว่านกกระจอกเทศสองเท่า และตัววอมแบทหนัก 2 ตัน

ภายในเวลาแค่สองสามพันปีนับจากที่เหล่าเซเปี้ยนส์จอดเรือที่ชายฝั่งของทวีปออสเตรเลีย สัตว์ใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้ก็สูญพันธุ์

สรรพสัตว์ในทวีปอเมริกาก็เจอชะตากรรมไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบ หนูตัวเท่าหมี สิงโตยักษ์ หรืออูฐอเมริกา (อเมริกาก็มีอูฐด้วย!) ต่างก็สูญพันธุ์ไปภายในเวลาไม่กี่พันปีหลังจากที่มนุษย์เข้ามายึดครองทวีปนี้

สัตว์ใหญ่ (ที่มีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม) มักจะโดนกระทบมากที่สุด เพราะมันไม่มีสัญชาติญาณในการระวังตัวจากมนุษย์ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือสัตว์กลุ่มนี้มักมีลูกคราวละไม่กี่ตัวและใช้เวลาตั้งครรภ์นาน ทำให้อัตราการเกิดไม่เพียงพอจะชดเชยกับอัตราที่มันถูกฆ่าจากนักล่าสายพันธุ์ใหม่

เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว มีสัตว์ใหญ่อยู่ทั่วโลกประมาณ 200 สายพันธุ์ แต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว โลกใบนี้ก็เหลือสัตว์ใหญ่เพียง 100 สายพันธุ์เท่านั้น

พวกเราเหล่า Homo Sapiens จึงเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ใหญ่หลวงที่สุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ในตอนหน้า เราจะเข้าสู่ยุคแห่งการทำเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว และได้ชื่อว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” – History’s Biggest Fraud กันครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เหตุผลของการพบกัน

20161221_reasonwemeet

“There will always be a reason why you meet people. Either you need to change your life, or you’re the one that’ll change theirs.”
– Madeline Sheehan


โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ

อาจจะเป็นบุญ กรรม พรหม(ลิขิต) หรือพระเจ้า ที่นำพาให้คนสองคนได้พบกัน เพื่อเราจะได้เรียนรู้บางอย่างจากอีกฝ่าย และได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง

เพราะบางทีเราก็อยู่กับตัวเองและคนที่คุ้นเคยมานานจนมองข้ามข้อดีข้อด้อยอะไรบางอย่างไป จึงจำเป็นต้องให้คนที่แตกต่างจากเรามากๆ มาชี้ให้เห็นข้อดีข้อด้อยเหล่านั้น

เมื่อคำนึงถึงหนทางอันยาวไกลในชีวิตและในสังสารวัฏแล้ว การพบกันจึงเป็นโอกาสพิเศษที่มีระยะเวลาเพียงสั้นๆ ให้เราได้เรียนรู้และเติบโต

ขอให้เราได้ใช้ความสัมพันธ์ช่วงสั้นๆ นี้ให้คุ้มค่านะครับ



facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานฟาร์มขายสุนัข

20161221_dogfarm

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ทอมมี่ เด็กชายวัย 6 ขวบเดินเข้าไปในฟาร์มเพาะสุนัขแล้วถามคุณลุงคนขายว่า

“คุณลุงครับ สุนัขที่นี่ตัวละเท่าไหร่ครับ”

“มีหลายราคานะ ตั้งแต่พันห้าถึงแปดพันบาทเลย”

เด็กชายหน้าเจื่อน

“ผมมีตังค์แค่ 200 เองครับ แต่ยังไงผมขอดูหมาหน่อยได้มั้ยครับ”

“ได้สิเจ้าหนูน้อย” ว่าแล้วคุณลุงก็เดินไปเปิดกรง และลูกหมาก็วิ่งกรูกันออกมานับสิบตัว แต่มีตัวหนึ่งที่วิ่งช้ากว่าใครเพื่อนเพราะขาหลังมันกะเผลก

ทอมมี่ชี้ที่หมาที่อยู่รั้งท้าย “ผมอยากได้ตัวนั้นครับลุง”

“อย่าซื้อเลยเจ้าหนู ถ้าอยากได้ตัวนี้ลุงจะยกให้หนูฟรีๆ”

“ไม่ได้นะครับคุณลุง หมาตัวนี้ก็ควรจะมีคุณค่าเท่ากับตัวอื่น เอาอย่างนี้ได้มั้ยครับ ผมจ่ายให้คุณลุงก่อนสองร้อยบาทวันนี้ และผมจะผ่อนอีก 100 บาททุกเดือนจนกว่าจะจ่ายครบ”

“เจ้าหมาตัวนี้กระดูกสะโพกมันมีปัญหาตั้งแต่เกิด พอมันโตไปมันก็จะวิ่งไม่ได้ กระโดดไม่ได้ และเล่นปาลูกบอลกับหนูไม่ได้นะ”

ทอมมี่เดินไปหาเจ้าหมาน้อยตัวนั้น ย่อตัวลง เอามือลูบหัวหมา ก่อนจะถลกขากางเกงข้างขวาขึ้นมาจนโชว์ให้เห็นว่าขาของเด็กน้อยทำจากแท่งเหล็กอลูมิเนียม

ทอมมี่เอ่ยว่า “ผมเองก็วิ่งไม่ค่อยได้เหมือนกันครับ ผมเชื่อว่าหมาตัวนี้น่าจะอยากได้เจ้าของที่เข้าใจหัวอกมันนะครับ”


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com