ชีวิตนี้ไม่มีรอบซ้อมใหญ่

20161025_rehearsal

มีแต่รอบการแสดงจริงเพียงรอบเดียวเท่านั้น

และไม่รู้จะได้กลับมาขึ้นเวทีนี้อีกเมื่อไหร่

ดังนั้น มีเท่าไหร่ก็ใส่ให้เต็มที่

ถ้าจะเล่นก็เล่นให้สุดฝีมือ ถ้าจะร้องก็ร้องให้สุดเสียง ถ้าจะรักก็รักให้สุดใจ

เมื่อถึงตอนจบ เราอาจได้ยินเสียงปรบมือ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ความกังวลคือการใช้จินตนาการในทางที่ผิด

20161025_worry_imagine

“Worry is a misuse of the imagination.”

– Dan Zadra


สมองมนุษย์เป็นเครื่องรีเพลย์ชั้นยอด เราจึงสามารถฉายภาพการกระทำบางอย่างในอดีตได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และสมองก็เป็นนักรังสรรค์ชั้นยอดด้วย เราจึงสามารถนึกคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดได้เป็นตุเป็นตะ

โดยส่วนใหญ่ ภาพแห่งอนาคตที่เราสร้างขึ้นมักจะหน้าตาไม่ดีเท่าไหร่ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ขี้กังวล จึงชอบคิดอะไรเผื่อในทางร้ายไว้ก่อน

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะมันเป็นกลไกที่ทำให้บรรพบุรุษของเรารอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ มาได้หลายแสนปี

คำถามก็คือ ความขี้กังวลนี้ยังเป็นคุณอยู่รึเปล่า ในเมื่อโลกปัจจุบันมันไม่ได้อันตรายเหมือนแต่ก่อนแล้ว

แทนที่จะมัวกังวลถึงสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด สู้เราใช้จินตนาการเพื่อวาดภาพสิ่งที่เราอยากให้เป็นดีกว่ามั้ย?

แม้สุดท้ายแล้วคนมองโลกในแง่ดีและคนที่มองโลกในแง่ลบจะคาดการณ์ผิดพอๆ กัน

แต่ระหว่างทาง คนมองโลกในแง่ดีนั้นน่าจะมีความสุขกว่ากันเยอะเลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เปลี่ยนตัวเองก็ยากพออยู่แล้ว

20161024_changeoneself

เรื่องที่จะไปเปลี่ยนคนอื่นนั้นแทบเลิกหวังได้เลย

“Consider how hard it is to change yourself and you will understand what little chance you have in trying to change others”

– Jacob M. Braude

แต่เราก็ยังมิวายแอบหวังที่จะเปลี่ยนคนอื่นอยู่ร่ำไป

คำถามก็คือ ทำไมเราถึงอยากไปเปลี่ยนเขา?

ลึกๆ แล้วก็เพื่อที่จะให้เราสบายใจขึ้นใช่หรือไม่?

ถ้าต้องการใจที่สบายขึ้นจริงๆ เราก็ควรจะ “วางใจให้ถูก” เสียก่อน ว่าเขาก็เป็นของเขาอย่างนี้

เมื่อความคาดหวังของเราสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ใจก็จะดิ้นน้อยลง การเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ก็จะไม่เกิด

วิธีเดียวที่เราจะพอเปลี่ยนคนอื่นได้จริงๆ คือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เหมือนที่คานธีเคยกล่าวไว้ว่า Be the change you wish to see in this world.

เมื่อเราเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว คนอื่นที่มาเห็นก็อาจจะ (แค่อาจจะ) ได้รับแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง

แต่ถ้าเขาไม่คิดเปลี่ยนตัวเอง ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะสุดท้ายแล้วแต่ละคนก็มีหนทางและกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง

อย่างน้อยที่สุด การที่เราได้เปลี่ยนตัวเองในทางที่ดี เราก็ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนถ้าคนอื่นจะเปลี่ยนหรือเปล่า ให้มองว่าเป็นโบนัส ที่มีก็ดี แต่อย่าไปหวังมากนัก

ไม่อย่างนั้นอาจอกหักได้ครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

สภาพของสมองเมื่อเราไม่ได้ออกกำลังกาย

20161022_brain

เรารู้กันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายนั้นดีต่อร่างกาย หัวใจ แล้วก็สมอง

คนที่ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าหัวสมองปลอดโปร่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อหัวใจทำงานหนักขึ้น เลือดก็สูบฉีดไหลเวียนไปทั่วร่างกายมากขึ้น ซึ่งนั่นก็รวมถึงหัวสมองด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้วารสารวิชาการ Frontiers ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการทดลองกับผู้ช่ำชองด้านการการออกกำลังกาย (master athletes)

นักวิจัยได้ทำการสแกนสมองเพื่อดูการไหลเวียนของเลือด (cerebral blood flow (rCBF)) ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอายุระหว่าง 50-80* ปี และออกกำลังกายอย่างจริงจังมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

จากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างหยุดออกกำลังกายเป็นเวลา 10 วัน แล้วจับคนกลุ่มนี้มาสแกนสมองอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบก็คือ เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะส่วนของฮิปโปแคมปัส Hippocampus ซึ่งมีส่วนสำคัญเรื่องความจำ การเรียนรู้ และการจัดเก็บข้อมูล

bigthink-running-hippocampus3

นี่ขนาดไม่ออกกำลังกายแค่ 10 วัน เลือดยังไปหล่อเลี้ยงสมองน้อยลงขนาดนี้ คิดดูว่าสมองของคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายนานกว่านั้นจะเป็นอย่างไร

แม้กว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้แสดงอาการว่าการทำงานของสมองด้อยลง (cessation of exercise did not diminish cognitive function) แต่การทดลองนี้ก็เป็นช่วงเวลาแค่สั้นๆ ถ้าให้หยุดออกกำลังกายนานกว่านั้นเช่นหลายๆ เดือนหรือหลายๆ ปี ก็มีความเป็นไปได้ว่าสมองจะได้รับผลกระทบในทางลบ

วันนี้ผมคงต้องไปวิ่งจ๊อกกิ้งซะหน่อยละ


ขอบคุณเรื่องและภาพประกอบจาก Big Think: What Happens to Your Brain When You Stop Exercising?

* ผมเดาว่าที่ใช้คนอายุเยอะขนาดนี้เพราะว่านิตยสาร Frontiers นั้นเน้นศึกษาเรื่องสมองของคนสูงอายุครับ

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

เราเป็นสิ่งที่เราทำ

20161022_whatwedo

ไม่ใช่สิ่งที่เราบอกว่าจะทำ

“You are what you do, not what you say you’ll do.”

-Carl Gustav Jung


สิ่งหนึ่งที่มักจะคอยรบกวนใจผม คือการพูดแล้วไม่ได้ทำตามที่พูด

บางทีก็เป็นการพูดกับคนอื่น บางทีก็เป็นการพูดกับตนเอง

พอพูดแล้วไม่ทำ มันก็เลยเหมือนติดหนี้เขาอยู่

หนี้ทางวาจา ก็เหมือนหนี้ทางการเงินนั่นแหละ

เพราะมันจะหายไปได้ก็ต่อเมื่อเราใช้หนี้หมด หรือเจ้าหนี้ยกหนี้ให้

โดยส่วนตัว ผมติดหนี้ทางวาจากับคนอื่นอยู่สองสามเรื่อง

คิดว่าสุดสัปดาห์นี้จะใช้หนี้ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง

ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าหนี้จะเข้าใจที่จ่ายหนี้ช้า และจะไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com