ทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

20160905_Kryptonite

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนรู้จักซูเปอร์แมน

ขณะที่ยังแบเบาะ พ่อแม่ของซูปเปอร์แมนได้ส่งเขามายังโลกมนุษย์ก่อนที่ “คริปตัน” ดาวบ้านเกิดของตัวเองจะระเบิด

ว่ากันว่าเพราะดาวคริปตันนั้นมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกหลายเท่า ซูเปอร์แมนจึงมีซูเปอร์พาวเวอร์ที่ทำให้วิ่งเร็วกว่ารถไฟ แรงเยอะกว่าช้างสาร และหูดียิ่งกว่าค้างคาว ช่วยโลกได้หลายครั้งหลายครา

แต่มนุษย์เหนือมนุษย์ผู้นี้กลับแพ้ธาตุเรืองแสงสีเขียวนาม “คริปโตไนต์” ที่มาจากดาวบ้านเกิด (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ร้ายไปหามาจากไหน)


ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนกลัวการฉีดยามาก

จำได้ว่าตอนประมาณป.4 ต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีถึงสามครั้ง และแต่ละครั้งก็ร้องไห้จ้าทุกที

มาช่วงป.6 นี่แหละ ที่พบว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้และต้องไปฉีดยาทุกสัปดาห์ อาการกลัวเข็มฉีดยาจึงค่อยๆ ทุเลาลง (โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่แม่ตัดสินใจส่งผมไปเรียนนิวซีแลนด์)

พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้พบจุดอ่อนตัวเองอีกอย่างหนึ่ง คือแพ้การเจาะเลือด

ผมโดนเจาะเลือดแค่ปลายนิ้ว แต่พอลุกขึ้นเดินกลับเห็นทุกอย่างรอบๆ ตัวค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำหมดเลย (นั่นเป็นอาการหน้ามืดครั้งแรกในชีวิตด้วยเลยจำได้แม่น) โชคดีที่ไก่ เพื่อนที่ไปด้วยกันพยุงตัวไว้ทันก่อนที่ผมจะหัวฟาดพื้น

ผมยังมีจุดอ่อนอีกหลายข้อ

ไม่ชอบเสียงดังๆ อย่างเสียงประทัดหรือเสียงฟ้าผ่า

ไม่ชอบขับหรือนั่งรถเร็ว จนแฟนแซวว่าขับรถเหมือนคุณลุง

ไม่ชอบเดินเข้าใกล้หมา โดยเฉพาะตัวที่ดูท่าทางว่าอาจทำร้ายเราได้

อะไรก็ตามที่จะทำให้ “ร่างกายบาดเจ็บ” ได้ ผมจะหลีกเลี่ยงเกือบทั้งนั้น

แต่ถึงผมจะกลัวสิ่งที่ทำให้เกิดความบาดแผลทางร่างกาย แต่ผมกลับไม่กลัวสิ่งที่อาจทำให้เกิดบาดแผลทางอารมณ์

ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเวทีพูดหรือร้องเพลงต่อหน้าคนเป็นพันคน

หรือจะพรีเซ็นต์หน้าห้องให้ผู้บริหารฟัง

หรือจะนั่งเขียนบล็อกเล่าจุดอ่อนและความผิดพลาดของตัวเองให้คนที่เราไม่รู้จักได้อ่านและรับรู้


ที่บ้านผมเคยมีพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งชื่อตุ้ม

ตุ้มเป็นคนต่างจังหวัด ตัวเล็กและผอมแห้งจนเหมือนคนขาดสารอาหาร

เวลาให้ตุ้มอุ้มปรายฝน ลูกสาววัย 6 เดือนในขณะนั้น ก็ต้องลุ้นจนเหนื่อยแทน เพราะปรายฝนกินเก่งและตัวใหญ่เกือบเท่าน้าตุ้มแล้ว

ค่ำวันหนึ่งเราเจอจิ้งจกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ใต้บันได ไม่ไกลจากตู้เสื้อผ้าและเครื่องนึ่งขวดนมของปรายฝน

แฟนผมเป็นคนกลัวจิ้งจกมากจนไม่กล้าเข้าไปบริเวณนั้น ส่วนผมกับพี่ชายแฟนถึงไม่ได้กลัวเท่า แต่ก็ขยะแขยงเกินกว่าจะกล้าทำอะไรกับมัน

ปรากฎว่าตุ้ม ผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในบ้านกลับอาสาจับจิ้งจกด้วยมือเปล่าเพื่อไปปล่อยนอกบ้านด้วยตัวเอง และทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราถึงกลัวมันนักหนา


สมัยเด็กๆ ผมดูหนังซูเปอร์แมนแล้วก็หงุดหงิด ที่ผู้เป็นหนึ่งในโลกหล้ากลับแพ้ก้อนหินเรืองแสงที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าไม่แพ้กัน

แต่โตมาถึงพอเข้าใจว่า เพราะซูเปอร์แมนแพ้คริปโตไนต์นี่แหละ ที่ทำให้ซูเปอร์แมนจับต้องได้ และทำให้มนุษย์เดินดินอย่างเรา “เชื่อมโยง” กับซูเปอร์แมนได้

ถ้าหากซูเปอร์แมนไม่แพ้คริปโตไนต์และไม่มีจุดอ่อนใดๆ เลย หนังเรื่องนี้ก็คงไม่สนุก

เพราะถ้าสู้กับใครก็ชนะหมด แล้วคนดูจะเหลืออะไรให้ลุ้นอีก?

มนุษย์เราทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

แต่มนุษย์เราทุกคนก็มีซูเปอร์พาวเวอร์ด้วยเช่นกัน

คริปโตไนต์ของผมอาจจะเป็นเข็มฉีดยา แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองมีซูเปอร์พาวเวอร์ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก

คริปโตไนต์ของตุ้มอาจจะเป็นปรายฝนตัวใหญ่ แต่ซูเปอร์พาวเวอร์ของตุ้มคือการจับจิ้งจกที่ชายอกสามศอกหลายคนไม่กล้าทำกัน

คริปโตไนต์ของคุณคืออะไร?

และซูเปอร์พาวเวอร์ของคุณคืออะไร?

อย่าไปกังวลหรืออับอายกับคริปโตไนต์ เพราะจริงๆ แล้วจุดอ่อนของเรานี่แหละที่ทำให้ชีวิตมีรสชาติ และทำให้ “หนังเรื่องนี้” น่าติดตาม

ที่สำคัญกว่า คือเราจะใช้ซูเปอร์พาวเวอร์ที่เรามีช่วยโลกใบนี้ได้อย่างไรต่างหาก


ขอบคุณภาพจาก Flickr: Gúnna

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

6 ปัจจัยที่ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่ง (พร้อมวิธีแก้)

20160904_procrastinate

ผมเป็นนักผัดวันประกันพรุ่งมืออาชีพ

สมัยผมเรียนประถม ยังมีวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) อยู่ จำได้ว่าคุณครูมักจะให้การบ้านงานฝีมือมา โดยให้เวลาเป็นเดือน แต่ผมก็จะไม่ยอมทำมันจนสามวันสุดท้าย แล้วค่อยไปขอให้น้าหรือเพื่อนผู้หญิงช่วยทำให้หน่อย

พอเรียนมหาวิทยาลัย ต้องทำซีเนียร์โปรเจ็ค มีเวลาตั้งสองเทอมเต็มๆ แต่กว่าจะได้เริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็เดือนสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล

พอมาทำงาน ต้องทำสไลด์สำหรับการประชุม หลายต่อหลายครั้งที่ผมมาเริ่มทำเอาเช้าวันที่ประชุมนั่นแหละ

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนเคยทำกันทั้งนั้น

แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่เราไม่เคยศึกษามันอย่างถ่องแท้ซักทีว่าการผัดวันประกันพรุ่งนั้นเกิดจากอะไรกันแน่

โชคดีที่นาย Chris Bailey เจ้าของบล็อก A Life of Productivity และผู้เขียนหนังสือ The Productivity Project ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ให้แล้ว

คริสบอกว่า เหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่งกับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งนั้นเพราะว่างานชิ้นนั้นมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในหกข้อต่อไปนี้

1. น่าเบื่อ (Boring)
2. ยาก (Difficult)
3. ทำแล้วหงุดหงิด (Frustrating)
4. ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน (Unstructured and Ambiguous)
5. ไม่มีความหมายกับเรา (Lack of Personal Meaning)
6. ไม่มีรางวัลในตัวมันเอง (Lacking in intrinsic reward – not fun/engaging)

เมื่อใดก็ตามที่พบว่าเรากำลังผัดผ่อนงานชิ้นหนึ่ง ลองถามตัวเองดีๆ ว่างานชิ้นนั้นมันมีองค์ประกอบใดบ้างในหกข้อที่กล่าวมา และเมื่อรู้แล้วก็หาทางพลิกมันซะ

ถ้างานชิ้นนั้นมันน่าเบื่อ เราทำให้มันสนุกขึ้นด้วยการเปลี่ยนสถานที่การทำงาน หรือแบ่งงานกับเพื่อนและมีให้มีการแข่งขันกันได้ไหม

ถ้างานมันยาก ลองใช้เวลาในการหาข้อมูลเพิ่มเติมและแตกงานให้มันเล็กลง เพื่อให้งานแต่ละชิ้นมันง่ายลงได้มั้ย

ถ้าทำแล้วหงุดหงิด ลองบอกกับตัวเองว่า จะให้เวลากับงานชิ้นนี้แค่ 30 นาทีเท่านั้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะพักผ่อนหรือทำงานชิ้นอื่นที่เราอยากทำมากกว่า

ถ้าไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ก็อาจจะระบุให้ได้ว่า อย่างน้อยในสามสเต็ปถัดไปเราต้องทำอะไรบ้าง

ถ้างานชิ้นนี้ไม่มีความหมายกับเรา แต่อย่างน้อยงานชิ้นนี้มันควรจะมีความหมายกับใครซักคน (เช่นหัวหน้าเราเป็นต้น) และเมื่อเราเห็นว่ามันสำคัญต่อหัวหน้า และหัวหน้าสำคัญกับเรา งานชิ้นนี้ก็จะเริ่มมีความหมายมากขึ้น

ถ้างานชิ้นนี้ไม่มีรางวัลในตัวมันเอง เราก็อาจต้องตั้งมันขึ้นมาเอง เช่นถ้าทำงานชิ้นนี้เสร็จ จะให้รางวัลตัวเองด้วยการไปกินซูชิร้านโปรดเป็นต้น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในแรงต้านคือเข็มทิศว่า ยิ่งงานชิ้นนั้นมีความหมายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงมันมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่ามันยาก

แต่เพราะว่ามันยาก จึงไม่มีคนอยากทำ

และถ้าเราทำสำเร็จ เราก็จะเป็นคนไม่กี่คนที่เอาชนะงานยากๆ ได้

ซึ่งก็จะทำให้เราเติบโตได้เร็วกว่าคนที่เอาแต่ทำงานง่ายๆ และผัดผ่อนงานยากๆ ครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Productivity Project by Chris Bailey

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ตัดสิน

20160903_judge

Q: หลายคนบอกว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่เหนื่อย แล้วคุณคิดว่าความเหนื่อยของวัยรุ่นยุคนี้คืออะไร

A: ผมว่าเหนื่อยที่ต้องมานั่งเล่นโทรศัพท์นี่แหละ เหนื่อยที่ต้องมารับรู้อะไรที่มันตื้นๆ แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองรับรู้อะไรได้เยอะและเร็ว ผมรู้สึกว่าความง่ายของการรับรู้ข่าวสารมันเป็นปัญหามากเลยนะครับ เพราะพอมันง่ายปุ๊ป ความยากที่ตามมาก็คือ เราจะแยกความจริงออกจากของปลอมที่มีอยู่มากมายได้ยังไง อย่างเมื่อก่อนเราอ่านหนังสือพิมพ์ได้ไม่เกิน 3 ฉบับ มีข่าวสารประมาณนี้ แต่ค่อนข้างถูกกรองมาแล้ว แต่ทุกวันนี้มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อ่านกันเข้าไป อ่านไปพันหัวข้อ แต่มีเรื่องจริงถึง 10 หัวข้อหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งตัวเองผมเองก็จะไม่ค่อยเล่นเลย ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันนี้ก็คงสุดโต่งไปในด้านที่ไม่ถูกต้อง เพราะผมคิดว่าอะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลางน่าจะดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมมองว่าปัญหาของวัยรุ่นทุกวันนี้คือการไม่รู้ แล้วไปตัดสินสิ่งที่ตัวเองไม่รู้นั่นแหละ

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผมมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลงไปมาก

โดยเฉพาะกับเรื่องเหตุการณ์ที่เป็นข่าวคราวครึกโครม

พระธัมมชโยผิดจริงรึเปล่า? รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างปัญหาอะไรบ้าง? ใครจะเป็นนายกคนต่อไป?

เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยประกาศจุดยืน แถมบางเรื่องไม่มีจุดยืนเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ติดตามข่าวเพียงพอ ข้อมูลที่มีจึงเป็นข้อมูลที่ตื้นเขินเกินกว่าจะฟันธงเรื่องใดๆ

แต่ก่อนผมก็ชอบตามข่าวดาราและข่าวการเมือง เพราะว่ามันสนุกดีที่ได้ตัดสินและวิจารณ์คนนั้นคนนี้ว่าเป็นยังไง

แต่ผมก็ได้พบว่าข่าวกว่า 99% ที่ผมตามอยู่นั้น ไม่มีผลกระทบอะไรต่อชีวิตผมเลย

ส่วนอีก 1% ที่เหลือ ที่มีผลกระทบกับชีวิตผมอย่างมีนัยสำคัญ ยังไงผมก็จะรู้มันได้จากคนรอบข้างอยู่ดี

ดังนั้น การตามข่าว (และคอยตัดสิน) คนอื่นนั้นจึงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

ผมเชื่อว่าข่าวสารต่างๆ มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเอามันมาช่วยตัดสินการกระทำของตัวเอง

พระธัมมชโยจะผิดไหม จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมเองได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนรึยัง

รัฐธรรมนูญจะสร้างปัญหาอะไรบ้าง จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะออกไปใช้สิทธิ์ประชามติรึเปล่า

และใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะช่วยสังคมไทยอย่างไรได้บ้าง (หนึ่งในคำตอบคือการเขียนบล็อกนี้)

เขาถึงมีคำพูดว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

ถ้ามัวแต่ดูคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นโดยไม่หันมาวิพากษ์ตัวเองบ้างเลย

ก็นับได้ว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานร้านเพชร

20160901_diamond

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีภรรยาคู่หนึ่งไปเดินช็อปปิ้งก่อนวันคริสต์มาส

ขณะที่ภรรยาเดินเลือกเสื้อผ้าอยู่นั้น สามีก็ขอตัวไปเดินเล่นที่อื่นและบอกว่าเดี๋ยวจะกลับมา

แต่แม้ว่าภรรยาจะซื้อเสื้อผ้าเสร็จแล้ว สามีก็ยังไม่มาซะที ภรรยาเลยโทร.หาสามี

“คุณอยู่ไหนคะเนี่ย”

“คุณจำร้านเครื่องเพชรที่เราเคยเข้าไปดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วได้มั้ย? คุณชอบสร้อยคอเส้นหนึ่งมาก แต่ตอนนั้นผมยังไม่มีเงินพอ และผมบอกกับคุณว่า วันหนึ่งผมจะซื้อสร้อยเส้นนั้นให้คุณแน่ๆ”

ภรรยาน้ำตาเอ่อล้นจนไหลรินอาบแก้ม “จำได้ค่ะ ฉันจำร้านนั้นได้แม่นเลยล่ะ”

“ผมกำลังจิบเบียร์อยู่ในบาร์ติดกับร้านนั้นเลย”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tanmay Ghosh’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เมื่อยอมรับได้ว่าลูกน้องเก่งกว่าเรา

20160901_betterthanme

เมื่อนั้นเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

คุณปาล์มเป็นหนึ่งในคนที่ตามอ่านบล็อกของผมมาซักพักแล้ว เคยมาขออนุญาตเอาบล็อกของผมตอน 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มีไปช่วยเผยแพร่ในสื่อที่เขาดูแลอยู่ด้วย

เมื่อวานมีโอกาสได้คุยกับคุณปาล์มทางเฟซบุ๊ค ก็เจอประโยคโดนใจเมื่อคุณปาล์มบอกผมว่า

ตอนนี้ ผมมีลูกน้องที่เก่งกว่าผมทำงานให้ครับ

ตอนนี้ ผมป่วย หรือหายไปไหน งานก็ยัง flow ไปสบายๆ ครับ

มันทำให้ผมนึกถึงช่วงปี 2005-2007 ที่ตัวเองเคยทำงานเป็นซัพพอร์ต ดูแลซอฟท์แวร์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า DTS

มีเคสเคสหนึ่งที่ลูกค้าส่งเข้ามาว่าข้อมูลบางอย่างของ DTS นั้นผิด เพราะค่ามันเป็นเลขติดลบ

ผมใช้เวลาอยู่พอสมควรก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ โชคดีที่ปัญหานี้ไม่สำคัญนัก ลูกค้าจึงไม่ได้ตามจิกเท่าไหร่

พอกลางปี 2007 ผมได้โปรโมตเป็นหัวหน้าทีม ผมจึงรับพนักงานมาใหม่หนึ่งคนชื่อเอก* เพื่อมาช่วยดู DTS ด้วยอีกแรง

ช่วงเดือนแรกผมก็ให้เอกเริ่มรับเคส DTS ที่เข้ามาใหม่ แต่เคส DTS ที่ข้อมูลติดลบนั้นผมก็ยังถือไว้อยู่

จนเข้าเดือนที่สองแล้วนั่นแหละ ผมก็รู้สึกว่าเคสตัวเลขติดลบนี้ยังไปไม่ถึงไหนซักที ก็เลยถามเอกว่าอยากจะลองเอาเคสนี้ไปแก้ดูมั้ย

ปรากฎว่า ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเอกก็พบต้นตอของปัญหา

ณ จุดนั้นผมรู้เลยว่าตอนนี้เอกเก่ง DTS กว่าผมแล้ว

อารมณ์แรกคือจ๋อยเล็กน้อย ที่คนอยู่มาสองเดือนสามารถแก้เคสที่คนอยู่มาสองปีทำไม่ได้

แต่อารมณ์ที่ตามมาก็คือรู้สึกโล่งอก

โล่งอกที่รู้ตัวว่า จากนี้ไปสามารถปล่อยเคส DTS ให้เอกดูแลได้เลย ผมจะได้เอาเวลามาใส่ใจกับการทำทีม


การเป็นหัวหน้านี่มันก็ยากเหมือนกัน

เพราะหัวหน้ามักจะถูกโปรโมตจากคนที่ทำงานดี

พอขึ้นมาดูแลทีม บางครั้งเราก็ยังเผลอที่จะลงไปลุยงานเดิมๆ เพราะมันสนุกดี ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุให้เราเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะงานเดิมก็ต้องทำ แถมยังต้องมาดูแลลูกน้องอีก จนแทบจะไม่มีเวลามานั่งดูภาพใหญ่เลยว่า จะทำยังไงให้ทีมมีประสิทธิภาพสูงสุด

คงเป็นการดีกว่าที่จะวางอีโก้ตัวเองลง ยอมทำงานที่ตัวเองยังไม่เก่งอย่างการดูแลทีม และยอมปล่อยงานเดิมของเราให้ลูกทีมได้ลองทำดู

และแม้ว่าเขาจะผิดพลาดบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ถือซะว่ามันคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่หัวหน้าทุกคนควรมุ่งไป คือการทำให้ทีมอยู่ได้โดยไม่มีเรา

และขั้นตอนแรกสำหรับการบรรลุเป้าหมายนี้ คือการยอมรับให้ได้เสียก่อนว่า วันหนึ่งลูกน้องในทีมทุกคนจะเก่งกว่าเรา อย่างน้อยก็ในบางเรื่อง

เมื่อไหร่ที่ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เมื่อนั้นเราถึงจะเริ่มเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


* คนละคนกับเอกที่คิดวิธีการทำให้พวกเราพูดภาษาอังกฤษในที่ทำงานนะครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก LifeOfPix.com