ความรู้ท่วมหัว

20160201_PlentyOfKnowledge

เมื่อสมัยเรียนปริญญาตรีคณะวิศวะไฟฟ้า ผมกับเพื่อนชื่อโอได้ไปเที่ยวกาญจนบุรีกับรุ่นพี่ที่เรียน MBA รวมแล้วก๊วนเราน่าจะมีกันซัก 15-16 คน

มีอยู่วันหนึ่งเรานั่งรถเข้าไปเที่ยวในเขตอุทยาน แต่พอขากลับปรากฎว่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางทางอยู่จนรถไม่สามารถไปต่อได้

ระหว่างที่รอความช่วยเหลือ ผมกับโอก็สวมวิญญาณนักศึกษาวิศวะที่เก่งเรื่องคิดคำนวณ

เราเริ่มต้นจากการถกกันว่า ต้นไม้ที่ล้มต้นนี้จะความยาวประมาณเท่าไหร่

วิธีวัดที่เราคิดขึ้นมาคือดูจากจำนวนก้าว โดยกะว่าช่วงก้าวของเราประมาณ 50 ซ.ม. เดินจากฟากหนึ่งของต้นไม้ไปถึงส่วนปลายโคนได้ความยาว 22 ก้าว แสดงว่าต้นนี้ยาวประมาณ 11 เมตร

จากนั้นเราก็เดินไปอ้อมดูฝั่งที่โคนต้นมันโค่นลงมา เพื่อจะดูว่าเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเท่าไหร่ พอเห็นว่าเส้นผ่านศูนย์กลางมันยาวกว่าไม้บรรทัดไปประมาณ 10 ซ.ม. ก็แสดงว่าเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 40 ซ.ม. หรือรัศมีเท่ากับ 20 ซ.ม. (0.2 เมตร)

เนื่องจากต้นไม้นั้นมีทรงคล้ายๆ ทรงกระบอก ดังนั้นการหาปริมาตรของต้นไม้จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร คือใช้สูตร V = π r^2 h (พายอากำลังสองเอ๊ช หรือเอาพื้นที่วงกลมคูณด้วยส่วนสูงนั่นเอง)

V = 3.14 * 0.2 * 0.2 * 11 = 1.38 ลูกบาศก์เมตร

(ตอนนั้นเราไม่ยอมใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์มือถือ เพราะอยากทดสอบตัวเองว่าจะคิดเลขในหัวได้รึเปล่า)

แต่ต้นไม้ขนาด 1.38 ลูกบาศก์เมตรนี่มันหนักเท่าไหร่ล่ะ?

เราไม่รู้ความหนาแน่นของต้นไม้ รู้แต่เพียงว่าขอนไม้นั้นลอยน้ำได้ ดังนั้นมันควรจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ

เวลานึกภาพขอนไม้ลอยน้ำ ไม้จะโผล่พ้นน้ำมาซักครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราก็เดากันว่าไม้น่าจะมีความหนาแน่นประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือในปริมาตรที่เท่ากัน ไม้จะเบากว่าน้ำครึ่งต่อครึ่ง

น้ำ 1 ลิตรหนัก 1 กิโลกรัม

น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หนัก 1000 กิโลกรัม

น้ำ 1.38 ลูกบาศก์เมตร หนัก 1380 กิโลกรัม

ดังนั้นต้นไม้ 1.38 ลูกบาศก์เมตร จึงควรจะหนัก 690 กิโลกรัม

ผมกับโอคุยกันอยู่ร่วม 10 นาทีกว่าจะได้ตัวเลขนี้ออกมา และเราก็ภูมิใจกันมากที่สามารถหาคำตอบได้ว่าต้นไม้ที่ล้มขวางทางเราอยู่นั้นหนักเท่าไหร่โดยที่ไม่ต้องเปิดหนังสือหรือใช้เครื่องมืออะไรเลย

พอเราคุยมาถึงตรงนี้ “พี่หิน” ซึ่งเป็นพี่ MBA ก็เดินมาหาเราแล้วถามว่า

“รู้แล้วช่วยอะไรได้มั้ย?”

เราอึ้งกันไปประมาณ 0.7 วินาที พี่หินก็พูดต่อว่า

“รู้ว่าไม้หนักเท่าไหร่แล้วไง? มันทำให้พวกเราออกไปจากป่านี้ได้มั้ย”?

พี่หินเขาน่าจะถามเอาฮา และอาจแอบหมั่นไส้เล็กๆ ที่ได้ยินเด็กวิศวะสองคนคุยฟุ้งกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้

ผมกับโอหันหน้ามามองกัน แล้วก็เห็นด้วยว่าจริงอย่างที่พี่เขาว่า

ความรู้ที่เรามีไม่ได้ช่วยอะไรเลยซักนิด

เราเลิกคุยกันเรื่องต้นไม้ แล้วหันไปคุยเรื่องอื่นแทน

—–

เวลาผ่านไปอีกประมาณสิบนาที ก็ได้ยินเสียงรถเครื่องวิ่งมาจอด

เจ้าของรถน่าจะเป็นชาวบ้านแถวนั้น ตัวเล็กๆ ดำๆ พร้อมเลื่อยไฟฟ้าในมือ

จากนั้นเขาก็จัดแจงตัดโคนต้นไม้ที่ขวางทางออกเป็นท่อนๆ เพื่อให้เรากลิ้งท่อนไม้บางส่วนออกไปได้

ใช้เวลาเพียงไม่นาน ทางก็ถูกเคลียร์มากพอให้รถวิ่งผ่านไปได้

ไม่ได้ดูถูกนะครับ แต่ผมว่าคุณพี่เลื่อยไฟฟ้าเขาไม่น่าจะรู้หรอกว่าปริมาตรของต้นไม้นั้นใช้สูตร V = π r^2 h

เผลอๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า π คืออะไร มีค่าเท่าไหร่

แต่คนๆ นี้แหละที่ช่วยให้เราออกจากป่าได้ ในขณะที่ “ปัญญาชน” สิบกว่าชีวิตกลับไม่สามารถทำอะไรได้ซักนิด

ประสบการณ์วันนั้นสอนให้ผมรู้ว่า อย่าอหังการเกินไปนัก

ต่อให้เรียนมาสูงแค่ไหน ความรู้ท่วมหัวเพียงใด

พอเราต้องเผชิญปัญหาในชีวิตจริง เราอาจเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุดเลยก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s