ความงดงามของทุนนิยม

20151203_Capitalism

เมื่อวานนี้บล็อกคำพูดของพี่โจน จันได* มีคนแชร์เยอะกว่าที่คาด

อาจเป็นเพราะประโยคมันแรง ก็เลยมีทั้งคนถูกใจมากๆ และคนที่ไม่ชอบใจมากๆ

พี่โจน จันได หันหลังใหักับทุนนิยม ปฏิเสธการศึกษากระแสหลัก และหันไปพึ่งพาตัวเอง

ซึ่งจะว่าไปก็เท่ชะมัด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้

—–

ในระยะหลัง “ทุนนิยม” ได้รับบท “ผู้ร้าย” มาโดยตลอด

เพราะมันได้ดึงส่วนที่มืดที่สุดของมนุษย์ออกมา ทำให้คนเอาเปรียบกัน แก่งแย่งชิงดีกัน เพราะมุ่งไปหา “เงิน” เป็นหลัก

วันนี้เลยอยากมาชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของทุนนิยมกันบ้าง

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora ภายใต้คำถามที่ว่า Is Capitalism a zero-sum game ครับ

ส่วนเนื้อหาที่คนตอบเอามาอ้างอิงนั้นมาจากหนังสือเรื่อง Why Not Capitalism? ของ Jason Brennan ครับ

—–

เจสันอธิบายประโยชน์ของทุนนิยมให้ฟังในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ที่เขาสอน

เวลาที่เด็กเข้าห้องเรียน เจสันจะหยิบ candy bar ให้นักเรียนคนละชิ้น (candy bar คือช็อคโกแลตหรือขนมที่มีลักษณะเป็นแท่งแบน) โดยแต่ละคนจะได้แคนดี้บาร์ต่างกันไป

จากนั้นเจสันจะให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจกับแคนดี้บาร์ในมือของตัวเอง ว่าจากคะแนนเต็มสิบนั้น ตัวเองพอใจแค่ไหน

เมื่อทุกคนให้คะแนนเสร็จแล้ว เจสันจะเอาคะแนนของทุกคนมารวมกัน ในกรณีนี้ได้คะแนนรวม 103 คะแนนจากเด็ก 19 คน (คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.42)

และก็มาถึงส่วนสำคัญครับ

เจสันบอกว่า ทุกคนในห้องสามารถจะแลกแคนดี้บาร์กับใครก็ได้ (โดยที่ต่างฝ่ายต่างต้องยินดีที่จะแลกแคนดี้บาร์ของตัวเอง ห้ามมีการบังคับ)

นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะเอาแคนดี้บาร์ของตัวเองไปแลกกับของเพื่อนที่มีแคนดี้บาร์ที่ตัวเองถูกใจกว่า

เมื่อแลกเสร็จแล้ว เจสันให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจอีกครั้ง

คราวนี้คะแนนรวมเพิ่มเป็น 149 (เฉลี่ย 7.8) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

นี่คือประโยชน์ของทุนนิยมครับ

ในห้องเรียนนี้ ไม่มีใครที่สถานภาพแย่ลง เพราะเขาจะแลกแคนดี้บาร์ก็ต่อเมื่อมันทำให้เขามีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

คราวนี้ลองคิดต่อนะครับ

ถ้านักเรียนไม่จำเป็นต้องเอาแคนดี้บาร์ไปแลกกับแคนดี้บาร์ แต่สามารถใช้เงินของตัวเองซื้อเพิ่มได้ด้วย ใครใคร่ได้แคนดี้บาร์สองแท่งก็สามารถซื้อจากคนที่ไม่อยากกินซักแท่ง เพราะกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่

และถ้าสมมติว่านักเรียนสามารถผลิตแคนดี้บาร์เองได้ด้วย โดยอาจจะทำได้ดีกว่าแคนดี้บาร์ที่มีอยู่ในตอนนี้ด้วยซ้ำ โดยนักเรียนสามารถยืมเงินจากเพื่อนหรือร่วมกันลงขันเพื่อสร้างโรงงานแคนดี้บาร์ก็ได้

และสมมติว่าคนที่มีแคนดี้บาร์สองอัน คิดอยากจะแบ่งแคนดี้บาร์สักชิ้นให้กับคนที่ไม่มีก็ได้

ความน่าจะเป็นก็คือ ดัชนีแห่งความสุขในห้องเรียนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก

และนี่คือความงดงามของทุนนิยมและตลาดเสรีครับ

แน่นอน ในโลกแห่งความจริง ทุกคนไม่ได้เกิดมาเท่ากัน นักเรียนบางคนอาจจะมีแคนดี้บาร์จากบ้านเป็นสิบแท่ง ขณะที่บางคนอาจไม่มีแคนดี้บาร์มาแลกกับใครเลย ซึ่งในกรณีนี้ อาจารย์อาจจะต้องออกแรงช่วยคนที่ไม่มีแคนดี้บาร์มากหน่อย

หรือบางคนอาจใช้กำลังขู่เข็ญเพื่อให้ได้แคนดี้บาร์จากเพื่อนร่วมห้องที่ตัวเล็กกว่า

หรืออาจารย์บางคนอาจจะเก็บภาษีแคนดี้บาร์เพื่อเอาไปบำรุงบำเรอกระเพาะของตัวเอง

ดังนั้นระบบทุนนิยมอาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์

แต่ถ้าทุนนิยมในสังคมนั้นมีศีลธรรมกำกับ

ทุนนิยมก็อาจสร้างสังคมในอุดมคติได้เช่นกันครับ

—–

ป.ล. การที่เมื่อวานผมเขียนบทความ “โจมตี” ทุนนิยม แล้วมาวันนี้มาเขียน “อวย” ให้ทุนนิยม ไม่ได้แปลว่าผมไม่มีจุดยืนนะครับ

จุดยืนของผมมีอย่างเดียว คือ “เพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต” สำหรับคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้

ได้มุมมองใหม่ๆ ไปแล้ว จะเชื่อ จะค้าน ก็ไม่เป็นไร

แค่คุณเข้ามาอ่าน แล้วเอาไปคิดต่อ ก็ขอบคุณมากๆ แล้วครับ

—–

* สรรพนามเปลี่ยนจาก คุณโจน จันได เมื่อวานนี้ มาเป็น พี่โจน จันไดวันนี้ เพราะพี่ทำให้บล็อกของผมมีคนเข้ามาอ่านเยอะเลย จึงรู้สึกขอบคุณและขอสมัครเป็นน้องครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Quora: Rob Weir’s answer to Is Capitalism a zero-sum game?
Google Books: Why Not Capitalism? by Jason Brennan

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pixabay.com

โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250