เขียนรายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่

20150816_MeetingMinutes

สวัสดีครับ

วันนี้จะมานำเสนอทางเลือกในการจดบันทึกการประชุมครับ

การเขียนรายงานการประชุมนี่ถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออย่างหนึ่ง

แต่การอ่านรายงานการประชุมอาจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อยิ่งกว่า!

เพราะรายงานการประชุมที่เราเห็นๆ กันมักจะยืดยาวและเป็นทางการเอามากๆ ในขณะที่ตอนนี้พวกเราส่วนใหญ่ทำงานแบบส่งอีเมล์คุยกันแล้ว แต่รายงานการประชุมก็ยังยึดรูปแบบสมัยที่เรายังใช้กระดาษโรเนียวกันอยู่เลย

ผมลองกูเกิ้ลคำว่า “รายงานการประชุม” ก็เจอตัวอย่างจาก JobsDB ประมาณนี้:

ผู้ไม่มาประชุม ให้ลงชื่อหรือตำแหน่งของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุม ซึ่งมิได้มาประชุม โดยระบุให้ทราบว่าเป็นผู้แทนจากหน่วยงานใด พร้อมทั้งเหตุผลที่ไม่สามารถมาประชุม ถ้าหากทราบด้วยก็ได้

ผู้เข้าร่วมประชุม ให้ลงชื่อหรือตำแหน่งของผู้ที่มิได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุม ซึ่งได้เข้ามาร่วมประชุม และหน่วยงานที่สังกัด (ถ้ามี)

เริ่มประชุม ให้ลงเวลาที่เริ่มประชุม

ข้อความ ให้บันทึกข้อความที่ประชุม โดยปกติให้เริ่มด้วยประธานกล่าวเปิดประชุมและเรื่องที่ประชุมกับมติหรือข้อสรุปของที่ประชุมในแต่ละเรื่อง ประกอบด้วยหัวข้อ ดังนี้

วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุม (กรณีเป็นการประชุมที่ไม่ใช่การประชุมครั้งแรก)

วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมทราบ

วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา

วาระที่ 5 เรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)

เลิกประชุมเวลา ให้ลงเวลาที่เลิกประชุม

ผู้จดรายงานการประชุม ให้เลขานุการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้จดรายงานการประชุมลงลายมือชื่อ พร้อมทั้งพิมพ์ชื่อเต็มและนามสกุล ไว้ใต้ลายมือชื่อในรายงานการประชุมครั้งนั้นด้วย

—–

วิธีการจดการประชุมแบบนี้ดูครบถ้วนก็จริง แต่คำถามคือมันจำเป็นแค่ไหนสำหรับการทำงานในยุคนี้

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องระบุว่าใครมาหรือไม่มาประชุมบ้าง (ถ้าการประชุมเกิดขึ้นได้แสดงว่าคนที่สำคัญมาเพียงพอที่จะให้การประชุมเดินหน้าอยู่แล้ว)

เวลาเริ่ม/เลิกประชุม ก็ไม่มีนัยยะอันใด และถ้าเราใช้โปรแกรมพวก Outlook ซึ่งระบุเวลาเริ่มและเลิกอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในนี้

ผู้จดรายงานการประชุมก็ไม่ต้องใส่ เพราะมักจะเป็นคนเดิม และเป็นคนที่ส่งเมล์รายงานการประชุมอยู่แล้วเช่นกัน

ส่วนการบันทึกรายงานการประชุมเป็นวาระๆ ไปนั้น ในแง่หนึ่งก็ดูครบถ้วนดี แต่มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คนที่อ่านรายงานรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง

เพราะการจดรายงานการประชุมมันยืดยาวและไม่มีใครอยากอ่าน คนจดก็เลยไม่ค่อยจะอยากเขียนตามไปด้วย

การเขียนรายงานการประชุมสำหรับองค์กรยุคใหม่จึงควรเป็นกันเอง กระชับ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริงๆ


รายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่ที่ผมจะมานำเสนอ ผมได้มาจากฟิลลิป คนที่เล่าเรื่องนิทานปั้นหม้อให้อ่านในบล็อกของบริษัทครับ

ฟิลิปบอกว่าการประชุมมีจุดประสงค์อยู่แค่สามอย่าง คือ

1. Getting in sync about a particular topic แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกัน

2. Collaborative brainstorming ช่วยกันระดมสมอง

3. Making Decisions ตัดสินใจร่วมกันว่าจะเอายังไงกันต่อ

ดังนั้น รายงานการประชุมจึงควรจะมีสามอย่างนี้

1. Insights (“ah-ha” moments for the participants) ข้อมูลหรือแนวทางสำคัญๆ ที่เกิดจากการพูดคุยกันในที่ประชุม

2. Decisions – สิ่งที่ที่ประชุมตัดสินใจร่วมกัน

3. Action Items – สิ่งที่แต่ละคนต้องทำหลังจากประชุมเสร็จ

ฟิลิปยังเสนออีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือเราควรจะทำรายงานการประชุมแบบ Realtime ไปเลย โดยอาจจะใช้ Google Docs และฉายขึ้นโปรเจคเตอร์ให้ทุกคนเห็น (หรือส่งลิงค์ให้ทุกคนที่ประชุมเปิดจาก laptop ของตัวเอง)

คนจดรายงานการประชุมก็พิมพ์ไป แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะบอกคนจดรายงานว่า อ๊ะ ตรงนี้ควรจดนะเพราะมันเป็น Insights / Decisions / Action items จะได้ไม่มีอะไรตกหล่น

สมมติว่าผมเป็นคนจดรายงานการประชุมการจัดงานเลี้ยงบริษัท ก็จะได้ Meeting Minutes ประมาณนี้

Annual Party Committee Meeting Minutes
Thursday, 13 August 2015 11:00 a.m.-12:00 p.m.

Insights

  • We could use the hotel foyer for free of charge
  • At the last party, two buckets of beer were not used
  • The proposed schedule is too tight and should be adjusted
  • 500 people have signed up so far

Decisions

  • We will arrange some activities for the staff waiting at the foyer before the party starts
  • We will re-calculate the number of drinks to be ordered
  • We will take one or two activities out of the schedule to make it lighter
  • The proposed lucky draw prizes are good to go

Action Items

  • Rut to adjust the schedule
  • Rut to send out a reminder for staff to sign up for the party
  • Rut to schedule another meeting with an extended team in two weeks
  • Mo to work with First on the sound system quotation & invoice
  • Kan to get approval on the final budget
  • Kan to ensure we get most of lucky draw items by the end of August

เท่านี้ รายงานการประชุมก็จะกระชับ เข้าใจง่าย และทุกคนที่เข้าร่วมประชุมก็จะรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างครับ


(Updated: Jan 2020) [ขายของ] “Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

 


UPDATE: 25 Aug 2017: เขียนรายงานการประชุมแบบคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในหลายเทคนิคที่ผมกล่าวถึงในหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผม หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณตัวอย่างรายงานการประชุมจาก JobsDB

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ไม่ต้องเถียง

20150815_DontArgue

ไม่ต้องเถียง เพราะเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ มันไม่มีประโยชน์
– วิลิต เตชะไพบูลย์ หนังสือ เสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หน้า 276

—–

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าตัวเองพูดน้อยลงไปเยอะเวลานั่งอยู่ในวงสนทนา

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเค้าคุยกันในเรื่องที่เราไม่ได้สนใจหรือไม่มีความรู้

อีกสาเหตุหนึ่งเพราะเห็นว่ามีคนในกลุ่มพูดกันเยอะอยู่แล้ว ผมเลยสมัครใจเป็นฝ่ายฟัง

แต่สาเหตุหลัก น่าจะมาจากความรู้สึก “ขี้เกียจพูด” มากกว่า

เหมือนว่าพอยิ่งอายุเยอะขึ้น ก็ไม่อยากใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น

หรือโดยไม่รู้ตัว ผมอาจจะอยากเลียนแบบคนที่ผมชื่นชมอยู่ก็ได้

ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือหลายคนจะไม่ค่อยพูดอะไรเยอะนัก แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูด สิ่งที่เอ่ยออกมาก็จะเป็นคำพูดที่ชวนฟังและน่าคิดตามเสมอ

เรามักคิดว่าโค้ชที่เก่งๆ จะพูดเยอะและพูดปลุกเร้าเก่ง แต่ Daniele Coyle เล่าไว้ในหนังสือ The Talent Code ว่า John Wooden โค้ชทีมบาสเก็ตบอลของมหาลัยวิทยาลัย UCLA นั้นจะพูดไม่มาก มีนักวิจัยเคยลงไปสังเกตการซ้อมของทีมบาสแล้วก็พบว่า จอห์นจะพูดชมแค่ 7% ดุ 7% และอีก 75%* จะเป็นการพูดให้ข้อมูลแบบสั้นๆ กับนักบาสเป็นรายคนไป เช่นอย่าทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ ฯลฯ

Osho ก็เคยเขียนไว้ว่า ถ้าใครซักคนลองไปอยู่คนเดียวแบบไม่พูดเลยซักหนึ่งปี เมื่อเขากลับออกมา สิ่งที่เขาเอื้อนเอ่ยจะมีภูมิปัญญามหาศาล (โอโชยกตัวอย่างคนที่มีตัวตนอยู่จริงด้วยแต่ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)

—–

ผมมีเพื่อนร่วมงานที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกปปส.และทหาร

ช่วงที่การเมืองตึงเครียดเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ชอบเดินมาถามความเห็นของผมเกี่ยวกับสถานการณ์ แม้ผมจะเห็นต่างกับเขายังไง ผมก็เลือกที่จะพูดให้น้อยที่สุด เพราะคิดว่า “ไม่คุ้ม” ที่จะมานั่งอธิบายมุมมองของเรา ยิ่งเมื่อคำนึงว่าการสนทนาบทนี้มันก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการพิสูจน์ว่า “ใครคิดถูก – ใครคิดผิด”

หรืออีกนัยหนึ่ง มันแค่เป็นการเอาชนะคัดคานกันเพื่อส่งเสริมอัตตาตัวตนเท่านั้นเอง

—–

ไม่ใช่ผมไม่พร้อมที่จะถกเถียงหรือเอาความจริงมานั่งคุยกันนะครับ บางทีถ้ามันกระทบกับงานก็จำเป็นต้องคุยกันให้สะเด็ดน้ำ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงานหรือเรื่องคอขาดบาดตาย เราก็ควรดูว่าบทสนทนานั้นกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

ตอนเริ่มคุยกันใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างอาจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือความคิดเห็นเพื่อที่จะได้ “เข้าใจ” อะไรๆ มากขึ้น

แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเจตนาของคู่สนทนาเปลี่ยนไปเป็นการ “มุ่งเอาชนะ” มากกว่าการเรียนรู้ ผมจะตัดบทให้เร็วที่สุด โดยยอมให้เขาได้พูดเป็นคนสุดท้ายเพื่อให้เขาได้ “ชนะ” สมใจ

แม้จะเป็นแค่ชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่ว่างเปล่าก็เถอะ

หนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมง และหนึ่งชีวิตมีแค่ 70 ปี เราจึงไม่ควรผลาญเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

สำหรับผม การเถียงกับคนตีฝีปากเก่งๆ ถือว่าเป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” อันดับต้นๆ เลยครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณสรุปหนังสือเรื่อง The Talent Code จาก Jack Cheng PhD 

ขอบคุณหนังสือเสียงแห่งทศวรรษ โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์

* อีก 11% หายไปไหนเขาไม่ได้ระบุ

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานปั้นหม้อ

20150814_PotteryTale

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ วันเปิดเทอมของวิชาปั้นหม้อดินเผา คุณครูแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรก คุณครูบอกว่าตอนจบเทอมจะให้คะแนนนักเรียนกลุ่มนี้โดยดูจากคุณภาพของหม้อที่ปั้นออกมา

กลุ่มที่สอง คุณครูบอกว่าจะให้คะแนนโดยดูจากปริมาณหม้อที่นักเรียนปั้นได้

ตลอดเทอมนั้นนักเรียนกลุ่มแรกใช้เวลาคิดค้นและออกแบบวิธีการปั้นหม้อให้สวยที่สุด ในขณะที่กลุ่มที่สองปั้นหม้อลูกแล้วลูกเล่าทุกวันเพื่อให้ได้จำนวนหม้อมากที่สุด

พอตอนจบเทอม อาจารย์ก็ตรวจผลงานของนักเรียนทั้งสองกลุ่ม แต่ใช้คุณภาพเป็นเกณฑ์กับทั้งสองกลุ่ม (แทนที่จะใช้ปริมาณเป็นเกณฑ์กับนักเรียนกลุ่มที่สอง)

ผลปรากฏว่า คุณภาพหม้อของนักเรียนกลุ่มที่สองนั้นดีกว่ากลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเพราะนักเรียนกลุ่มที่สองปั้นหม้อมาเป็นร้อยๆ หม้อแล้ว ในขณะที่กลุ่มแรกเพิ่งได้ลงมือปั้นหม้อจริงๆ เพียงไม่กี่หม้อ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?

—–
ขอบคุณนิทานจากฟิลลิป หนึ่งในผู้บริหารของบริษัทผมที่เอาเรื่องนี้มาเล่าลงบล็อกของบริษัท โดยฟิลิปบอกว่า นิทานเรื่องนี้น่าจะมาจากหนังสือเรื่อง Art & Fear ครับ  (และก็มีไปโผล่ในอีกหลายๆ ที่)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ลงทุนแบบ Low Risk / High Return

20150813_LowRiskHighReturn

เชื่อว่าทุกคนที่เคยลงทุนคงเคยได้ยินคำว่า Low Risk / Low Return, High Risk / High Return มานานแล้ว

นั่นคือ ถ้าไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ก็ต้องยอมได้ผลตอบแทนต่ำๆ แต่ถ้าอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปด้วย

พวกผู้ใหญ่ชอบแบบเซฟๆ ก็เอาเงินฝากธนาคาร หรือไม่ก็ซื้อพันธบัตร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้ผลตอบแทนไม่เกิน 5% ต่อปี

พวกคนหนุ่มสาวที่พร้อมจะเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ก็อาจลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดเงิน หรือตราสารอนุพันธ์

หรือถ้าใจร้อนยิ่งกว่านั้น (อย่างพวกวัยรุ่น) ก็อาจจะไปลงกับการแทงบอลซะเลย ถ้าถูกทีก็อาจได้ผลตอบแทนหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าพลาดก็หมดตัวได้

ในโลกของการเงิน ดูเหมือนว่าทุกการลงทุน (หรือการพนัน) อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ Low Risk/Low Return, High Risk/High Return กันทั้งนั้น

แต่ถ้าเรามอง “ผลตอบแทน” ไปไกลกว่าเรื่องของเงิน เราก็อาจจะเจอการลงทุนที่เป็น Low Risk / High Return หรือความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงก็เป็นได้

ยกตัวอย่างเช่น

เขียนบล็อก
คุณสามารถเริ่มบล็อกของตัวเองโดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท เพียงแค่คุณเข้าไปใน wordpress.com และสมัครสมาชิก คุณก็จะมีบล็อกของตัวเองได้ภายในห้านาทีแล้ว การลงทุนเขียนบล็อกแทบจะมีความเสี่ยงต่อเมื่อเราคาดหวังสูงเท่านั้น แต่ถ้าเราเขียนบล็อกด้วยเจตนาเพียงแค่อยากจะแบ่งปันเรื่องราวดีๆ หรืออยากจะจดบันทึกความคิดของเราให้คนที่เราแคร์ได้อ่าน การเขียนบล็อกก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าเอามากๆ แล้วยิ่งถ้ามีคนเข้ามาอ่านแล้วบอกว่าบทความของเรามีประโยชน์ ก็ย่อมทำให้เราปลาบปลื้มใจในแบบที่เงินหาซื้อให้ไม่ได้

ออกกำลังกาย
ถ้าเราไม่ได้ไปเล่นอะไรที่โลดโผนหรือฝืนอะไรเกินไป การออกกำลังกายก็มีความเสี่ยงต่ำมากๆ เช่นกัน การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องวิ่งหรือปั่นจักรยานเป็นสิบกิโลแค่ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์มาเดินขึ้น-ลง บันได หรือทำงานบ้าน ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกหรืออุปกรณ์ใดๆ

กล่าวขอบคุณ
ฝรั่งมีประโยคที่ว่า Take it for granted ถ้าให้แปลเป็นไทยคือการเห็นเป็นของตายหรือคาดหวังว่าจะต้องได้รับการบริการจากคนนั้นคนนี้อยู่แล้วเลยไม่ได้มองเห็นค่าเท่าที่ควร หัวหน้าผมชอบยกตัวอย่างทีม IT Support กับทีม HR ตรงที่เวลาที่พวกเขาทำงานได้ดีจะไม่มีใครชมเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหามักจะโดนไล่บี้จนเกือบเสียผู้เสียคน (ลองนึกภาพอินเตอร์เน็ตเจ๊งทั้งองค์กร หรือเงินเดือนออกช้าดูนะครับว่า สองทีมนี้จะโดนด่าเละแค่ไหน) คนกลุ่มนี้จึงมักจะเป็นพวก overworked, underappreciated (ทำงานหนักเกินไป คนเห็นคุณค่าน้อยเกินไป) ดังนั้นผมคิดว่าเราควรจะกล่าวขอบคุณคนเหล่านี้ให้มากกว่านี้หน่อย

นั่งสมาธิ
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติเขียนเรื่องการนั่งสมาธิถึงสามครั้ง และคนที่เขียนแต่ละตอนก็มาจากคนละประเทศด้วย ซึ่งนั่นแสดงว่าฝรั่งเริ่มหันมาสนใจศาสตร์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาน่าจะนับถือศาสนาคริสต์ซะเป็นส่วนใหญ่

เราเองในฐานะคนไทยที่มีสัดส่วนชาวพุทธสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ย่อมรู้จักการนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่แน่ใจว่าพวกเราเองเห็นคุณค่าเรื่องการนั่งสมาธินี้แค่ไหน เพราะอะไรที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเรามัก take it for granted

แต่ผมคิดว่าการนั่งสมาธินั้นเป็นหนึ่งในกิจกรรม Low Risk / High Return แบบขั้นสุด เพราะแค่นั่งเงียบๆ เฉยๆ เพียงวันละห้านาที ก็ถือเป็นการ “ออกกำลังใจ” ที่จะช่วยให้เราคลายกังวล หลับสนิทยิ่งขึ้น หัวสมองปลอดโปร่ง เข้าใจตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน และรักษาสมดุลย์ในใจได้แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้าย ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามหาศาล

ก่อนจะจบบทความนี้ ผมอยากให้ทุกคนได้ดูการ์ตูนสองนาที ผมว่ามันเป็นวีดีโอที่อธิบายการนั่งสมาธิที่เข้าใจง่ายและลึกซึ้งเอามากๆ

ใครมีความเห็นหรือคำถามอะไรมาพูดคุยกันได้ที่ Facebook Page: Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จัดบ้านแบบ KonMari ในวันแม่

20150812_KonMariMotherDay

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ช่วยแชร์บทความวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari อย่างล้นหลามถึงหมื่นกว่าแชร์ ถือว่าเกินความคาดหมายและสร้างความปลาบปลื้มให้กับผมแบบสุดๆ ไปเลย

อย่างที่ได้เขียนเล่าไปเมื่อสองวันที่แล้วว่า วันแม่ปีนี้ผมมีนัดจัดบ้านกับครอบครัว

กำลังสำคัญวันนี้ได้แก่ แม่ พ่อ รอง (น้องชาย) ผึ้ง (ภรรยา) เฮียชาติ พี่ชายของผึ้ง และตัวผมเอง

ผึ้ง แม่ และรองอ่านบล็อกของผมมาเรียบร้อยแล้ว แต่พ่อกับเฮียชาติยังไม่ได้อ่านเลยต้องมีอธิบายขั้นตอนกันนิดหน่อย ว่าวันนี้เราจะเริ่มจากเสื้อผ้าของห้องพ่อกับแม่นะ แล้ววิธีเลือกว่าจะเก็บเสื้อผ้าชิ้นไหนเอาไว้ก็ด้วยการหยิบมันขึ้นมาทีละชิ้นแล้วถามตัวเองว่ามันสปาร์คจอย (spark joy / ชื่นใจ) รึเปล่า

ประมาณสิบโมง เราก็เริ่มภารกิจกันด้วยการขนเสื้อผ้าของพ่อบางส่วนมากองไว้ที่พื้น แล้วก็ให้พ่อคัด ส่วนแม่เองก็เอาผ้ามากองไว้บนเตียงและทำขนานกันไปเช่นกัน

ในขณะที่พ่อและแม่คัดผ้า พวกเราเหล่าลูกๆ ก็ช่วยกันจัดผ้าเก็บเข้าตู้เป็นอย่างๆ ไป เพราะไม่อย่างนั้นจะมีพื้นที่ไม่พอปฏิบัติการ

ข้อดีที่ได้พบก็คือ แม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ Spark Joy เป็นอย่างดี วันนี้ทั้งวันผมว่าแม่พูดคำว่า “สปาร์ค” ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง ไม่ว่าจะกับเสื้อผ้าหรือกระเป๋าถือ ส่วนพ่อจะใช้คำว่า “ชื่นใจ” หรือคำว่า “ชอบ” ไม่ค่อยได้ใช้คำว่าสปาร์คจอยเท่าไหร่

บทเรียนที่ได้ร้บจากการช่วยพ่อแม่จัดการเรื่องเสื้อผ้ามีดังนี้

1. การไม่เอาผ้าลงมากองให้หมดทีเดียวทำให้ต้องทำงานซ้ำ เพราะห่วงกันว่าพื้นที่จะไม่พอ ก็เลยทยอยทำจากชุดชั้นในก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ โกยเอาเสื้อจากตู้เสื้อผ้ามาคัด แล้วค่อยเอาผ้าจากราวเหล็กมาคัด ซึ่งด้วยวิธีการอย่างนี้พอเอาเสื้อใส่กล่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะเจออีกตัวใหม่เข้ามาอีกสองสามตัว เลยต้องมานั่งจัดกันใหม่ เราเลยยิ่งเข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่าทำไมมาริเอะถึงแนะนำว่าควรจะเอาเสื้อผ้าทั้งหมดมากองไว้ตูมเดียวเลย (แม้จะดูว่าพื้นที่อาจจะไม่พอ แต่ผมเชื่อว่าทำจริงๆ ก็ต้องพออยู่แล้วเพราะผ้าจะกองสูงเท่าไหร่ก็ได้)

2. ควรเตรียมกล่องใส่ไว้ให้พร้อม เมื่อวานพอดีที่ตึกเอ็มไพร์มีร้านมาออกบู๊ธขายกล่องใส่รองเท้า ผมเลยซื้อมาทั้งหมดสี่กล่อง ใช้เงินไป 480 บาท (กล่องรองเท้าผู้หญิงเซ็ตสามกล่อง 310 บาท กล่องรองเท้าผู้ชายหนึ่งกล่อง 170 บาท) พอแม่รู้ราคาก็บอกว่าแพงจัง ที่แม่เคยซื้อไดโสะ แม๊กซ์แวลูพัฒนาการถูกกว่า เพราะกล่องละ 60 บาทเอง แถมสี่กล่องที่ซื้อมายังไงก็คงไม่พออยู่แล้ว

จริงๆ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมกับแฟนไปเดินไดโสะมาแล้วและหาไม่เจอ แต่แม่ก็ยืนยันให้ลองโทร.ไปถามดูอีกที ผมก็เลยลองโทร.ไปที่ร้านและเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่ามีกล่องรองเท้าจริงๆ ผมก็เลยวิ่งไปดูแล้วก็ซื้อมา 12 กล่อง เอากลับมาใช้ได้แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ทำท่าจะไม่พออีก เฮียชาติเลยวิ่งไปซื้อมาให้เพิ่มอีก 20 กล่อง รวมแล้วเป็น 32 กล่องที่เราใช้ในการเก็บเสื้อผ้าพ่อแม่ครั้งนี้ (แถมใช้หมดเกลี้ยงด้วย!)

ข้อเสียอย่างหนึ่งของกล่องจากไดโสะก็คือ มันแคบไปนิดนึง ทำให้เวลาพับเสื้อต้องเฉไปทางใดทางหนึ่ง ทำให้คอดูเบี้ยวๆ ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ (แต่ตอนพับเสร็จและจัดลงกล่องแล้วก็ดูไม่ออกหรอกนะ) จะให้ดีคือควรจะหากล่องกว้างซัก 22-25 ซ.ม. ถึงจะพับลงได้พอดี ซึ่งเท่าที่ผมลองใช้มากล่องผ้าพับได้จาก Ikea ขนาดลงตัวสุดครับ

3. คนใส่กับคนเตรียมชุดคนละคนกัน ธรรมดาแม่จะเป็นคนจัดเสื้อผ้าให้พ่อ ทั้งวันที่ไปทำงานและวันที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด แต่พ่อผมดันโละกางเกงสแล็กสีดำไปเกือบหมด (น่าจะสิบกว่าตัว สงสัยไม่ค่อยสปาร์คจอย) เหลือแต่กางเกงยีนส์และกางเกงสีอื่นๆ  เอาไว้ แม่เลยโวยวายใหญ่เลยว่าอย่างนี้จะจัดเสื้อผ้าให้ได้ยังไง ผมเลยต้องไปค้นกางเกงที่พ่อโละแล้วขึ้นมาให้แม่ “ฟื้นคืนชีพ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เสื้อผ้าก็สามารถแยกได้สองประเภทคือประเภท Emotional กับ Functional โดยประเภท Emotional (เสื้อผ้าสวยงามใส่แล้วอารมณ์ดี) ควรให้สิทธิ์กับเจ้าของโดยเต็มที่ที่จะตัดสินใจว่ามัน Spark Joy หรือไม่ แต่ประเภท “เพื่อใช้งาน” อย่างชุดชั้นใน กางเกงสแล็ก เสื้อกล้าม เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี ดังนั้นควรจะคุยกับคนที่ต้องเตรียมเสื้อผ้า (อย่างภรรยา) ก่อนที่จะโละทิ้ง

4. ของที่เป็น Functional อย่างกางเกงใน ชุดชั้นใน ถุงเท้านั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีเยอะมากมาย ตอนนี้จากความรู้สึกผม ผมว่าพ่อกับแม่ยังมีถุงเท้า เสื้อกล้าม ชุดชั้นในเยอะเกินไปนิดนึงจน “เสื้อผ้าเค้าดูอึดอัด” ตอนนี้พ่อน่าจะมีถุงเท้าทำงานไม่ต่ำกว่า 40 คู่ ถ้าเอาออกไปได้ซัก 10 คู่น่าจะพอดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแล้วแต่เจ้าของครับ

แต่ผลลัพธ์ของวันนี้ก็น่าดีใจไม่น้อย เพราะเราสามารถเอาราวเหล็กแขวนผ้าขนาดยาว 2.4 เมตรออกจากห้องไปได้เลย และเสื้อผ้าต่างๆ ของพ่อกับแม่ก็หยิบง่ายและน่าใช้ขึ้นเยอะ ถือเป็นการแสดงความรักในวันแม่ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

นัดจัดบ้านครั้งต่อไปคงจะได้จัดเอกสารและของจิปาถะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับผม

IMG_2187 IMG_2182
IMG_2183

—–

ภาพจากกล้องของผู้เขียน ถ่ายเมื่อ 12 สิงหาคม 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่