สิ่งที่เฟซบุ๊คพรากจากเราไป

20150711_WhatFacebookTakesAwayFromUs

เมื่อวานนี้นอกจากจะเป็นวันเกิดของผมแล้ว ยังเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของน้องคนนึงที่ผมสนิทด้วย

น้องคนนี้ชื่อกิ่ง เป็นมือกีต้าร์ประจำวงดนตรีของบริษัท

นี่เป็นการลาออกครั้งที่สองของกิ่ง

การลาออกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2012 ที่กิ่งยอมทิ้งงานด้านซอฟท์แวร์เพื่อไปเรียนกีตาร์ที่อังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า (ติดตามการผจญภัยของกิ่งในลอนดอนได้ที่ Gink Guitarist ขอบอกว่าเล่าสนุกมาก)

หลังจากเรียนจบกลับมา กิ่งก็กลับมาทำงานที่ทอมส้นรอยเตอร์และเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง

แต่เมื่อวานนี้ก็ถึงคราวต้องลาจากกันเป็นครั้งที่สอง

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีคนในวงดนตรีลาออกแล้วพวกเราไม่ได้มีการเลี้ยงส่ง

เหตุผลหนึ่งอาจะเป็นเพราะเป็นการออกครั้งที่สอง พวกเราเลย “หายตื่นเต้น” กันแล้ว

ก่อนกลับบ้าน ผมจึงแค่เดินไปหากิ่งที่โต๊ะ แล้วถ่ายเซลฟี่ด้วยกันก่อนอัพขึ้นเฟซบุ๊ค

แล้วผมก็ได้คำตอบ

ผมว่าเฟซบุ๊คนี่แหละคือตัวการ

—–

ผมสงสัยมานานแล้วว่าเด็กสมัยนี้ยังเขียนเฟรนด์ชิพกันอยู่รึเปล่า

หรือยังเอาปากกาเขียนเสื้อกันและกัน ในวันสุดท้ายของการเรียนจบป.6 ม.3 และ ม.6 รึเปล่า

ก่อนจะมีเฟซบุ๊ค หรืออินเตอร์เน็ต การเรียนจบ การไปเรียนต่อเมืองนอก การย้ายงาน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก

เพราะมันหมายความว่าเราจะไม่เจอกันอีกหลายปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต

แต่มายุคนี้ ไม่ว่าคนที่เรารู้จักจะจากเราไปไหน (ทางกายภาพ) เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ได้เห็นเขาผ่านทางมือถืออยู่ดี เผลอๆ ได้คุยกันบ่อยกว่าตอนอยู่ที่เดียวกันด้วยซ้ำ

ความรู้สึก “อาลัยอาวรณ์” กับเพื่อนที่กำลังจะจากไปเลยลดลงจนเกือบเหลือศูนย์

และผมเองก็อดเสียดายไม่ได้ ที่เด็กรุ่นใหม่จะไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว

—–

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1996 สมัยผมยังเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองเทมูก้า ประเทศนิวซีแลนด์

สมัยที่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่เคยใช้อินเตอร์เน็ต และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กยังหัวเกรียน (ถ้าเรียนโรงเรียนไทย)

ผมเองเพิ่งเรียนจบ Form 6

มีเพื่อนคนไทยสามคนที่เพิ่งจบ Form 7 ได้แก่ โจ สมบูรณ์ และกวิน

โจจะไปเรียนต่อมหาล้ยที่เมืองไครส์เชิร์ช ส่วนสมบูรณ์กับกวินจะกลับเมืองไทย

นอกจากนี้ยังมี ฟิลลิป จิมมี่ และเจมมี่ เพื่อนชาวฮ่องกงที่จะไม่อยู่แล้วเหมือนกัน

โดยเฉพาะฟิลลิปที่อยู่บ้านเดียวกับผมมาสองปีครึ่ง ที่ต้องย้ายไปอยู่แคนาดากับครอบครัวหลังจากที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้ประเทศจีน (ตอนนั้นมีครอบครัวจากฮ่องกงย้ายไปแคนาดาเยอะมาก เพราะไม่มั่นใจว่าจีนจะจัดการฮ่องกงแบบไหน)

เราจึงมีงานเลี้ยงอำลากันที่แฟลตของโจ โดยพวกเราไปซื้อขนม ซื้อเบียร์กันมา แล้วก็ทำอาหารกินกันเองด้วย

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกีต้าร์สองตัวที่เราผลัดกันเล่นและร้องเพลงตลอดทั้งคืน ทั้งเพลงฝรั่ง หรือแม้กระทั่งเพลงไทยที่เพื่อนช่าวฮ่องกงก็ดันร้องได้ด้วย

ที่สำคัญ เรามีเพลงที่แต่งกันขึ้นมาเอง เพื่อที่จะร่วมร้องในคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ได้กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ชื่อเพลงว่า Goodbye (ถ้าจำไม่ผิด)

The year is gone by
And now it’s time to say goodbye
Remember happiness and sorrow
We’ll never let it die

[Pre-chorus]
You’ll never leave my mind no matter
How fast the time goes by
Enjoy the final moments we spend together
Until we will meet again someday

[Chorus]
I wish you luck my friends
I hope you’ll get everything that you could ever dream of
I’ll never forget about you
Until the day I die, I will be with you all the way

The time won’t bring us back together
But I know if I look down into my heart
I will find that you’ll always be there

โชคดีที่สมัยนั้นมีเครื่องอัดเทปแล้ว (ขอบคุณ Sony Walkman) ผมก็เลยเอาไฟล์ลง Soundcloud มาเปิดให้ฟังได้วันนี้

นั่งฟังเพลงแล้วก็ทั้งขำ ทั้งตื้นตัน

ความรู้สึกที่ “จะเป็นเพื่อนกันไปจนตาย” นี่ ใครมาพูดตอนนี้คงจั๊กจี้ แต่ย้อนกลับไปสมัยนั้น พวกเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ถือว่าโชคดีมาก ที่ผมได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นโดยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊ค

ไม่อย่างนั้น เพลงนี้จะไม่มีวันได้ถูกแต่งขึ้นมาแน่ๆ

—-

ภาพประกอบถ่ายจากห้องดนตรีที่ Opihi College (Temuka High School)

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ครึ่งทาง

20150710_HalfWay

วันนี้ผมอายุครบ 35 ปีพอดี

ขอสารภาพว่า ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยแก่ขนาดนี้มาก่อน*

เค้าว่ากันว่า อายุเฉลี่ยของคนเราคือ 70 ปี

วันนี้ ผมจึงถือว่าเดินมาครึ่งทางแล้ว

35 ปีแรกทำอะไรไปบ้าง

1-5 ขวบ : กิน นอน เล่น ร้องไห้ ใช้ชีวิตไปวันๆ
6-10 ขวบ : เริ่มเรียนชั้นประถม เริ่มรู้ตัวว่าชอบวิชาอะไร
11-15 ขวบ : เริ่มมีความรักแบบ Puppy Love เริ่มเรียนมัธยมต้น
15-20 ปี : เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเล่นดนตรี เรียนหนังสือจริงจังในบางเวลา
21-25 ปี : เริ่มทำงาน เรียน sound engineering
26-30 ปี : เริ่มนั่งสมาธิ เริ่มคิดเรื่องออมเงินและการลงทุน
31-35 ปี : เปลี่ยนสายอาชีพ เรียนโท แต่งงาน และซื้อบ้าน

ถามว่าพอใจกับครึ่งแรกของชีวิตมั้ยก็ต้องตอบว่าพอใจมากๆ ทีเดียว แม้จะไม่ได้มีเงินมีทองมากมาย แต่ก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำ สุขภาพแข็งแรง ได้สนุกกับงาน มีหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ดี ได้เจอและคลุกคลีกับคนดีๆ และไม่ต้องพบความทุกข์หนัก คงต้องขอบคุณตัวเองในชาติก่อนๆ ที่น่าจะทำบุญไว้พอสมควร ชีวิตถึงได้ราบรื่นและรื่นรมย์ขนาดนี้

แล้วครึ่งหลังจะเป็นอย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่คงต้องเขียนเตือนสติตัวเองไว้ คือครึ่งหลังมันน่าจะผ่านไปเร็วมาก

เหตุผลที่คิดอย่างนี้ เพราะผมรู้สึกว่า ช่วงเวลาแห่งการเป็นนักศึกษานั้นเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง ในขณะที่สมัยเรียนชั้นประถมนั้นดูห่างไกลออกไปมาก

ราวกับว่า ยิ่งแก่ตัว เวลายิ่งเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าครึ่งแรกของชีวิตคือการเติบโต เรียนรู้ และทดลอง

ครึ่งหลังก็น่าจะเป็นช่วงแห่งการสร้างประโยชน์ ทั้งกับผู้อื่นและตนเอง

สร้างประโยชน์โดยการดูแลผู้มีพระคุณ และเลี้ยงดูลูกที่กำลังจะมาเกิดให้เป็นคนดีมีคุณภาพแล้ว ผมก็คงสร้างประโยชน์ให้คนอื่นผ่านงานประจำ และการเขียนบล็อก

คิดเล่นๆ ว่าสมมติผมยังสามารถเขียนบล็อกได้ทุกวัน ตอนที่ผมอายุครบ 70 ปี ก็จะเขียนบล็อกได้อีกประมาณ 35*365.25 = 12783 บทความ

ถ้าเขียนได้จริงๆ คงจะเจ๋งน่าดูเลยเนอะ!

แล้วผมก็อยากจะเปิดคลาสสอนเรื่องที่ตัวเองชื่นชอบอย่าง Time Management ซึ่งคงจะมีเปิดคลาสชิมลางเร็วๆ นี้

ส่วนการสร้างประโยชน์ให้ตนเองก็คือการเตรียมความพร้อมรับการมาถึงของวัยชรา และการเผชิญนาทีสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบและสง่างาม

เร็วไปมั้ยที่จะคิดเรื่องพวกนี้?

ผมว่าไม่นะ

เพราะความตายเป็น “วิชาบังคับ” ที่ทุกคนต้องสอบ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะต้องเดินเข้าห้องสอบเมื่อไหร่

แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่พูดหรือแม้กระทั่งจะคิดถึงมัน เพราะมันหดหู่และน่ากลัวเกินไป เลยทำเป็นลืมๆ มันไปซะ

ไม่ต่างอะไรกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้ามันไม่เห็นสิงโต สิงโตก็จะไม่เห็นมันเหมือนกัน

สิงโตเห็นเราตลอดเวลานะครับ

เท่าที่ผมรู้ ยังไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนที่จะช่วยให้เรารอดพ้นหรือรับมือกับความตายได้

ผมเลยสนใจวิชาทางธรรม เพราะได้ยินเค้าว่ากันว่า คนที่เข้าถึงธรรมะแล้วจะไม่กลัวตาย

จริงไม่จริงคงต้องพิสูจน์เอาเอง

แต่ถ้าทำได้จริงๆ คงจะเจ๋งน่าดูเลยเนอะ!


ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

* มุขนี้ได้มาจากลุงทิน

กรณีโม-โน่

20150907_TangmoTono

Thinking is difficult, that’s why most people judge

การคิดเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่เลยชอบวิจารณ์

– Carl Gustav Jung

—–
เมื่อเช้านี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยื่นมือไปรับ M2F ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรี ตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี เพราะอยากจะดูว่าเรื่องโตโน่แถลงข่าวจะขึ้นหน้าหนึ่งรึเปล่า

แล้วก็ใช่จริงๆ

Tono

เมื่อวานตอนนั่งกินข้าวเที่ยงกับพี่ที่ออฟฟิศ พี่จันบอกว่าผมน่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องแตงโมและโตโน่บ้าง ซึ่งตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรเพราะไม่ค่อยติดตามเรื่องดาราเท่าไหร่

แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน และได้รับข่าวสารจากหลายช่องทางแม้จะไม่ได้คิดจะติดตาม ก็ทำให้ได้ชุดความคิดมาสองสามอย่างที่อยากจะมาบันทึกเอาไว้ครับ

1. ความเกิด-ดับ ของข่าวสาร

ตอนที่ผมกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ช่วงเดือนพฤษภาคม ใครๆ ก็กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องชาวโรฮิงญา กลายเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติเลยก็ว่าได้ และผมทำนายไว้ว่าอีกสามสัปดาห์คนไทยก็คงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว ซึ่งมันก็จริงจนน่าขนลุก

ไม่ใช่ขนลุกที่ทายถูกนะครับ แต่ขนลุกที่คนเราพร้อมจะเป็นจะตายกับเรื่องหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วพอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปอีกเรื่องหนึ่งได้อย่างง่ายดาย จนราวกับว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

2. ทำไมคนถึงสนใจเรื่องซุบซิบดารา
ใครจะรักกับใคร เลิกกันยังไง ใครจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตมารูนไฟว์ 25 ใบเองหรือไม่ จริงๆ แล้วมันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย แต่เราอยากรู้ อยากเห็นเรื่องพวกนี้ไปเสียหมด ขนาดที่ว่าตอนโตโน่แถลงข่าวนี่ต้องมานั่งล้อมวงดูกันเลยทีเดียว จนคนกลุ่มหนึ่งถึงกับรำคาญว่าจะอะไรกันนักกันหนา

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดต่อว่าทำไมพวกเราถึงใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ถึงขนาดนั้น

พอดีเมื่อวานผมได้ไปเดินร้านคิโนะคุนิยะ และได้เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Dan Ariely ชื่อ Irrationally Yours ซึ่งรวบรวมบทความที่แดนได้ตอบคำถามจากทางบ้านผ่านทางนิตยสาร The New Yorker

คำถามหนึ่งที่มีคนถามมาก็คือ ทำไมคนเราถึงชอบตามข่าวซุบซิบดารากับข่าวกีฬากันจัง มันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเหรอ?

คุณแดนตอบว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าให้เดา ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการจะเข้าสังคมได้ก็ต้องคุยกับคนอื่นเขารู้เรื่อง

และเนื่องจากว่าคนเราแต่ละคนมีพื้นเพและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เรื่องที่จะกลายเป็นกระแสจึงมักจะเป็นเรื่องที่ “พื้นฐานที่สุด” (Lowest common denominator) เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วม “บทสนทนา” นี้ได้

สมมติสังคมหนึ่งมีคน 100 คน อาจจะมีแค่ 5 คนที่เข้าใจและสนใจเรื่องการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปประเทศจึงไม่มีวันที่จะเป็นกระแสเหมือนแตงโม-โตโน่ได้

แต่ถ้าเรื่องดาราเลิกกัน จะมีอย่างน้อย 40 คนสนใจและพูดคุยกัน ทำให้อีก 60 คนที่เหลือรู้สึกถึงความ “จำเป็น” ที่จะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนจะอยากรู้มากหรือรู้น้อยก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยต้องรู้เอาไว้ (นี่คือเหตุผลที่ผมรับ M2F มาเมื่อเช้านี้)

3. ความย้อนแย้งในการค้นหาความจริงของคนเรา
เราชอบเรื่องราวดราม่า ตามอ่านเรื่องราวและคิดทฤษฎีต่างๆ นาๆ เพราะเราอยากรู้ว่า “ตกลงแล้วความจริงมันเป็นยังไง”

ผมนึกถึงกรณีที่คุณแหม่ม คัทลียา แมคอินทอช ไม่ยอมพูดความจริงเรื่องที่ตัวเองตั้งท้อง จนทำให้ “สังคมไทย” ปฏิเสธเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคนนี้ไปเลย

ขณะที่ตอนปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัลออกมายอมรับกับแฟนว่าท้องก่อนแต่ง กลับไม่มีใครว่าอะไร

และทำให้ผมนึกถึงตอนท้ายๆ ของหนังเรื่อง Closer ที่แสดงโดย Jude Law, Natalie Portman, Julia Roberts และ Clive Owen

ตอนใกล้จะจบ พระเอก (Jude) กำลังจะได้กลับมาคืนดีกับนางเอก (Natalie) อยู่แล้วแท้ๆ แต่เพราะพระเอกดันต้องการรู้ความจริงบางอย่างจากปากนางเอกมากเกินไป สุดท้ายพระเอกเลยต้องสูญเสียทุกอย่าง

เราไม่ชอบให้ใครมาโกหกเรา เพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐาน (fundamental human needs) ที่จะรู้ความจริงให้ได้ แม้ความจริงบางอย่างมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย

เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ในขณะเราชอบคาดคั้นที่จะได้ความจริงจากคนอื่น แต่เรากลับไม่อยากสบตากับความจริงของตัวเอง

เวลาเราจะถ่ายรูปเซลฟี่ ก็ต้องหามุมที่ตัวเองดูดี ถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องแต่งรูปด้วยแอพอีกครั้งเพื่อให้หน้าตาของเราออกมาเป็นแบบที่เราอยากเห็น ไม่ใช่แบบที่มันเป็นจริงๆ

ใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้านำมาสอน ก็คือเรื่องการตามรู้ตามดูความจริงในกายและในใจตัวเอง แถมท่านยังการันตีด้วยว่า นี่คือหนทางแห่งการมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่จะมี “พุทธศาสนิกชน” ซักกี่คนที่จะออกค้นหา (และยอมรับ) ความจริงในใจตัวเอง?

—–

Thinking is difficult, that’s why most people judge

ผมว่าปรากฎการณ์ต่างๆ ในสังคม มันมีประโยชน์ทั้งนั้น

ถ้าเราตามข่าวเพียงเพื่อที่จะตัดสินว่าใครผิด ใครถูก ประโยชน์ก็คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิงแบบผิวเผิน

แต่ถ้าดูหนัง ดูละคร (ดราม่า) แล้วกลับมาย้อนดูตัวเอง

เวลาที่เสียไปก็คงไม่สูญเปล่านัก

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ขอบคุณปันปั่น

20150708_PunPun

เกือบทุกเช้าผมจะขับรถไปส่งแฟนที่ตึกเอ็มไพร์ แยกนราธิวาส-สาทร จอดรถที่ตึกนี้ แล้วจึงค่อยปั่นจักรยานของปันปั่นกลับมาที่ออฟฟิศที่พระราม 4

จักรยานปันปั่นคืออะไร?

มันคือโครงการของกทม.ที่ได้ติดตั้ง “สถานีจักรยาน” เอาไว้หลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะเส้นสาทร วิทยุ สีลม พญาไท และสุขุมวิท โดยหลังจากเราสมัครสมาชิกแล้ว เราสามารถยืมจักรยานจากสถานีหนึ่ง แล้วไปคืนที่สถานีหนึ่งได้เลย ถ้าขี่นานไม่เกิน 15 นาทีก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้านานกว่านั้นก็คิดชั่วโมงละ 10 บาท โดยเราสามารถเติมเงินลงบัตรได้ที่ทุกสถานี

ก่อนจะมีจักรยานปันปั่น ผมต้องเดินจากตึกเอ็มไพร์ไปตึกอื้อจื่อเหลียง ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง หรือถ้านั่งมอเตอร์ไซค์ก็เสียตังค์ 40 บาท หากสัปดาห์หนึ่งใช้มอเตอร์ไซค์ซัก 3 ครั้ง ปีหนึ่งก็ใช้เงินร่วมหกพันแล้ว

พอมีปันปั่น ชีวิตก็ดีขึ้น ใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึงออฟฟิศ แถมยังไม่ต้องเสียเงินเลยซักบาท

ผมคิดจะเขียนบทความนี้ เนื่องจากสะกิดใจบล็อกตัวเองเมื่อวันก่อนเรื่อง 9 สาเหตุที่ลูกน้องเบื่อเจ้านาย 

โดยสาเหตุที่ทำให้ลูกน้องไม่พอใจเจ้านายบ่อยที่สุด ก็คือการไม่เห็นคุณค่าในงานที่ลูกน้องทำออกมา (Not recognizing employee achievements)

ผมว่าเราๆ ท่านๆ ก็เห็นคุณค่าของ “งานสาธารณะ” ที่คนอื่นทำให้เราน้อยไปหน่อยเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นคนเก็บขยะที่แวะเวียนมาบ้านเราสัปดาห์ละสามหน

หรือพนักงานการไฟฟ้าที่ต้อง “ลงสนาม” เพราะหม้อแปลงระเบิดและไฟดับไปทั่วหมู่บ้าน (ผมไม่แน่ใจว่างานเค้าเสี่ยงชีวิตแค่ไหนเหมือนกัน เพราะบางทีฝนยังตกหนักอยู่แต่ไฟก็กลับมาแล้ว)

หรือพนักงานการรถไฟที่ต้องคอยกั้นรถยนต์เวลารถไฟมา

ลองคิดภาพว่าถ้าไม่มีคนเหล่านี้ หรือมีแต่พวกเขาบกพร่องต่อหน้าที่ ชีวิตของเราจะเดือดร้อนแค่ไหน

แต่เรากลับไม่เคยพูดขอบคุณคนเหล่านี้เลย แม้กระทั่งในใจ

อาจจะเพราะว่าเราไม่เห็นเขา หรืออาจจะเพราะว่าเราคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาก็ต้องทำอยู่แล้ว

แต่เวลาเราทำงานของเรา แล้วหัวหน้าหรือใครก็แล้วแต่มาชมเรา เราก็ชื่นใจไม่ใช่เหรอ?

ผมว่าคนที่ทำงานสาธารณะก็ควรมีโอกาสได้ชื่นใจด้วยเหมือนกัน

กลับมาที่เรื่องปันปั่นต่อ

ผมอยากจะเขียนว่าแนะนำโครงการนี้สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง เผื่อใครจะอยากคิดใช้งานดูบ้างครับ

  1. เข้าไปดูก่อนว่ามีสถานีปันปั่นอยู่ที่ไหนบ้าง จะได้รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้รึเปล่า
  2. สมัครสมาชิกโดยดูขั้นตอนได้ที่นี่ 
  3. เมื่อได้บัตรมาแล้วก็ไปใช้ได้เลย!

นี่คือหน้าตาของสถานี

????

มีแผนที่ให้เราดูว่าสถานีมีที่ไหนบ้าง

????

เครื่องยืมจักรยานและเติมเงิน

????

เมื่อกดเลือกแล้ว ให้เอาบัตรแตะตรงพื้นที่สีขาวใต้จอ

ใส่รหัสประจำตัวสี่หลัก (คล้ายๆ PIN ของบัตร ATM)

????

เลือกจักรยาน

????

เอาบัตรแตะไปที่ช่องสีแดงเพื่อให้แท่นปลดล็อคจักรยาน

????

อย่าลืมเช็คเบรค กริ่ง และอานจักรยานให้เรียบร้อย

????

พอปั่นถึงที่หมายแล้ว ก็แค่เสียบจักรยานเข้าแท่นได้เลย แต่ว่าต้องออกแรงนิดนึง เพื่อให้จักรยานเข้าไปจนสุดจนแท่นมันล็อคหัวจักรยานครับ เสียบเข้าไปแล้วลองดึงจักรยานดูก็ได้ว่ามันล็อกเรียบร้อยรึยัง จากนั้นก็เดินจากมาได้เลย

ผมใช้จักรยานปันปั่นมาร่วมปี จึงขอสรุปสิ่งที่ประทับใจและข้อปรับปรุงไว้ตรงนี้ด้วยแล้วกันนะครับ

สิ่งที่ประทับใจ

  • ใช้งานง่าย
  • มีสถานีค่อนข้างถี่ ทำให้ถ้าจักรยานหมดก็สามารถเดินไปเอาอีกสถานีนึงได้
  • ฟรี! (ถ้าขี่ไม่เกิน 15 นาที)
  • Call Center: 087 029 8888 บริการดีมาก โทร.ไปไม่เกินห้าตู๊ดก็รับสาย เจ้าหน้าที่พูดจาสุภาพ และขอบคุณเราทุกครั้งที่โทร.ไปแจ้งปัญหา
  • แอดมินเพจ PUN PUN  ก็ช่วยเหลือดีมากเช่นกัน

สิ่งที่ปรับปรุงได้

  • อยากให้หมั่นตรวจเช็คเบรค เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ตอนนี้ที่เจอคือใช้ได้แต่เบรคหน้า ส่วนเบรคหลังสึกหมดแล้ว
  • บางคันเบรคอาจยังดีอยู่ แต่ยังมีปัญหาเบรคแล้วเสียงจี๊ดแสบหู จนเราไม่กล้าใช้เบรค
  • ระบบยังล่มประมาณเดือนละสองสามครั้ง ถ้าเสถียรกว่านี้ได้จะแจ่มมาก
  • แท่นจักรยานบางแท่น มีจักรยานจอดอยู่ แต่มันไม่ขึ้นโชว์ให้เราเลือก
  • แท่นจักรยานบางแท่น มีจักรยานจอดอยู่ แต่ดึงจักรยานออกไม่ได้ เหมือนแท่นมันล็อคค้างไว้
  • หน้า Login ของสมาชิก ควรจะมีปุ่ม “Forgot password?” เพื่อให้เราสามารถรีเซ็ตพาสเวิร์ดได้
  • ควรจะมี feature ให้เราเปลี่ยนพาสเวิร์ดเองได้ด้วยครับ (ตอนนี้ต้องติดต่อไปที่ทางเพจ PUN PUN อย่างเดียวเลย)

ผมบอกเรื่องที่จะปรับปรุงมาเยอะกว่าข้อดี แต่จริงๆ แล้วผมพอใจกับจักรยานปันปั่นมากนะครับ ให้คะแนน 8 เต็ม 10 เลย

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณกทม. และทีมงานจักรยานปันปั่นทุกๆ คน ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผมรวมถึงอีกหลายร้อยคนในกรุงเทพดีขึ้นครับ

– จากใจแฟนคลับปันปั่นคนหนึ่ง

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ตาน้ำ

20150707_Fountainhead

A professional writer is an amateur who didn’t quit
นักเขียนมืออาชีพคือนักเขียนสมัครเล่นที่ไม่ล้มเลิกกลางคัน

– Richard Bach

—–

เมื่อคืนนี้ผมนอนดึกเป็นพิเศษ เพราะนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนบล็อก เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก

ธรรมดาผมจะมีกฎกับตัวเองว่าจะไม่ใช้คอม/มือถือหลังสี่ทุ่ม เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้นอนหลับไม่สนิทและมีความสุขน้อยลง

แต่เมื่อคืนนี้จำเป็นต้องแหกกฎ เพราะกว่าผมจะเขียนเสร็จก็เกือบห้าทุ่ม ลงไปอาบน้ำแล้วยังขึ้นมาตรวจทานแก้ไขอีกรอบ

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่นใจคือ ผมได้รับ Notification มาจาก WordPress (ซึ่งผมใช้สำหรับโฮสต์บล็อกนี้) ว่าผมเขียนครบ 200 บทความแล้วนะ

—–

อย่างที่เคยเล่าไปในตอนที่เขียนครบ 100 ตอนว่า ผมเพิ่งตั้งใจเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปีนี้เอง

แต่ละตอนผมใชัเวลาประมาณ 30-90 นาทีในการเขียน ยกเว้นบล็อกที่ต้องใช้พลังงานเป็นพิเศษอย่างบล็อกเมื่อคืนนี้ รวมถึงบล็อกงานแต่งงานของผม และ 12 เรื่องสุดเจ๋ง Thomson Reuters ที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง

เวลาที่เขียนคือก่อนเริ่มงานหรือหลังกลับถึงบ้าน โดยบอกตัวเองว่าจะเขียนวันละหนึ่งบทความ

วันละหนึ่งบล็อกเหมือนไม่จะมากอะไร แต่ตอนนี้พอเข้าไปดูในหน้า Archives ที่ยาวเป็นน้ำตกก็น่าชื่นใจไม่น้อย

—–
ใครเคยเห็นตาน้ำบ้างยกมือขึ้น!?

เมื่อซักประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปทัศนศึกษาป่าชุมชน และมีชาวบ้านพาพวกเราเดินไปดูตาน้ำ

อยู่มายี่สิบกว่าปี นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้เห็นตาน้ำ

ผมว่าคนที่เกิดและโตในกรุงเทพส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นตาน้ำ

ตาน้ำ ก็คือ “ต้นน้ำ” หรือจุดที่น้ำผุดขึ้นมาจากดินครับ

ลองดูตัวอย่างในคลิปนี้ได้ https://www.youtube.com/watch?v=Sh1wuAuOwFw

น้ำที่ผุดจากดินจะไหลน้อยๆ เอื่อยๆ เบาๆ

ค่อยๆ ก่อให้เกิดแอ่งน้ำ ก่อนจะไหลลงสู่ที่ต่ำจนกลายมาเป็นน้ำตก แม่น้ำ และมหาสมุทร

—–

การเขียนบล็อกจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

เพราะบางวันน้ำแทบไม่ผุดออกมาเลย ต้องเค้น ต้องเขียนแล้วลบ-เขียนแล้วลบ อยู่หลายรอบ

แต่ตราบใดที่เรายังคิดวันละนิด เขียนวันละหน่อย และไม่หยุดเขียน

ผมก็เชื่อว่าธารแห่งความคิดนี้จะกลายเป็นน้ำตกให้ใครหลายคนที่ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตครับ

—-

ขอบคุณภาพ น้ำตกเอราวัณ จาก Wikipedia