เป็นตัวของตัวเองเถอะ

20150510_SeksanEnemy

อย่างเรื่องสายตาผู้อื่น เอาเข้าจริง ๆ แล้วจะมีใครซีเรียสกับเรากี่คน เขาอาจจะมองเราแค่ผ่าน ๆ จากนั้นก็ลืม แล้วทำไมจึงต้องปล่อยให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทั้งวัน ทั้งเดือน หรือกระทั่งทั้งชีวิต

เท่าที่ผมสังเกตโลกมาบ้าง พบว่าคนเราเอาใจใส่กันน้อยนิดเต็มที โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

ฉะนี้ ความเป็นตัวของตัวเอง คงไม่แพงอย่างที่คิดเสมอไป

– เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

—–

สมัยผมเรียนม.ปลายอยู่ที่นิวซีแลนด์ เวลาจะไปไหนก็มักจะเดินหรือไม่ก็ใช้จักรยาน ซึ่งเพียงพอสำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเทมูก้า (Temuka) ที่มีประชากรเพียง 4,000 คน (น้อยกว่าจำนวนคนในตึกอื้อจื่อเหลียงที่ผมทำงานซะอีก)

และการปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนในวันหนึ่ง ก็ได้ให้บทสรุปกับผมที่คล้ายคลึงกับประโยคของคุณเสกสรรค์ข้างต้น

ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นผมน่าจะปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนชื่อสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาปั่นไม่เกิน 15 นาทีก็ถึง

วันนั้นแดดไม่ออก เห็นได้ชัดว่ามีลมพอสมควร ผมถามตัวเองว่าจะใส่เสื้อไปกี่ชั้นดี และจะใส่ถุงมือกับหมวกไหมพรมไปดีมั้ย

ผมตัดสินใจใส่เสื้อแค่สองชั้น ได้แก่เสื้อยืดและเสื้อไหมพรม cotton wool และไม่ได้ใส่ถุงมือหรือหมวกไป

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ตอนนั้นมันยังไม่เข้าหน้าหนาว ถ้าผมใส่เสื้อผ้าไปสามสี่ชั้น แล้วใส่หมวกไหมพรม ใส่ถุงมือซะ “เต็มยศ” มันจะดูไม่อ่อนแอ ไม่ cool สุดๆ

ผมจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมกำลังปั่นได้ครึ่งทางอยู่บนถนน Richard Pearse Drive ลมเย็นพัดมาทีก็หนาวเข้ากระดูกเพราะเสื้อมันไม่ได้กันลม แถมมือกับหูก็เย็นจนเจ็บจนชาไปหมด ผมปั่นจักรยานสั่นงั่กๆ มองมือที่กำแฮนด์จักรยานไว้แน่น แล้วก็บ่นกับตัวเองซ้ำๆ ว่า “กูไม่น่าเลย”

แล้วผมก็คิดได้ว่า มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่ต้องมาทรมานกับความหนาว เพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองเราอย่างดูถูก

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมถือคติเลยว่า ไม่เท่ไม่เป็นไร ขอให้อุ่นไว้ก่อน

เพราะเอาเข้าจริง ใครจะไปสนใจว่าเราใส่เสื้อผ้าอะไรบ้าง ขนาดเราเองยังจำคนอื่นไม่ได้เลย

—–

“โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น”

อาจจะด้วยประโยคนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยจะเถียงหรือสู้รบปรบมือกับใคร รวมถึงขี้เกียจที่จะแก้ต่างเรื่องบางเรื่องที่คนเข้าใจผิดด้วย เพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น คนที่เขามองเราในแง่ลบ ต่อให้เรายกเหตุผลหรือหลักฐานอะไรมา เขาก็ยังพร้อมจะมองเราในแง่ลบอยู่ดี

แล้วเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดหรือพูด ก็แทบไม่ได้ให้คุณให้โทษอะไรกับเราเลย

ยิ่งสมัยนี้ที่ทุกอย่างมาไวไปไว พรุ่งนี้มะรืนนี้เขาก็ลืมเรื่องของเราและไปเมาธ์เรื่องคนอื่นแล้ว

ถ้าเราสามารถจะปล่อยวางความต้องการที่จะดูดีในสายตาคนอื่น และสนใจความรู้สึก-ความต้องการของตัวเองและคนใกล้ชิดให้มากขึ้น

ผมว่าชีวิตเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

7 สิ่งที่คุณจะได้จากการไปเที่ยวต่างแดน

20150525_7ThingsFromTraveling

หากคุณได้อ่านยูโรมโนสาเร่ของผมทั้ง 14 ตอน คงพอจะรู้ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวยุโรปมา

ผมเชื่อว่า การไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากได้พักผ่อนและได้ไปเยือนสถานที่ที่เราอยากไปแล้ว ยังมีผลพลอยได้อีกหลายข้อ จึงขอรวบรวมเท่าที่คิดได้มาไว้ ณ ตรงนี้นะครับ

1. ได้ฝึกการวางแผน
การเตรียมตัวไปเที่ยวนี่ต้องใช้พลังงานเยอะมากนะครับ เผลอๆ เยอะกว่าตอนทำงานอีก เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ต้องจัดระเบียบให้สอดคล้องกัน เช่นต้องรู้ก่อนว่าอยากจะเที่ยวที่ไหน จากนั้นก็ต้องเช็คกับสถานฑูตประเทศนั้นๆ ก่อนว่าจำเป็นต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า (บางประเทศอย่างอังกฤษบอกว่าไม่ควรจองตั๋วเครื่องบินก่อน แต่ประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีเอกสารละเอียดขนาดที่ว่าแต่ละคืนจะอยู่ที่ไหนเลยทีเดียว) จากนั้นก็ต้องจองที่พัก (ผมใช้บริการ airbnb.com นะครับ ใครไม่เคยลองขอแนะนำ!) จองตั๋วรถไฟระหว่างเมือง หรือจองรถยนต์ ต้องไปทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องเผื่อเวลาทำวีซ่า ต้องแลกเงินเตรียมไว้ ต้องจัดกระเป๋าเดินทาง (แฟนผมเก่งมาก เราไปเที่ยวกัน 18 วัน จัดกระเป๋าแค่ใบเดียว น้ำหนัก 18 กิโลเท่านั้น)

2. ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ก็จะมีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เช่นการเที่ยวบางที่ใช้เวลามากกว่าที่คิด หรือสภาพอากาศไม่เป็นดั่งใจ หรือคนร่วมทางไม่สบาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะนำพาความเครียดมาให้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ทริปนั้นสนุกและน่าจดจำ

3. ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเรื่องธรรมดา
ผมว่านี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมชอบไปเดินทางต่างถิ่น เพราะมันทำให้เราก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ และได้เรียนรู้ว่า มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีนะเฟ้ย

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่บ้านเขากับบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่ใช้วิธีการต่างกันนะครับ

3.1 การตรวจกระเป๋าที่สนามบิน – ที่เมืองไทยเราต้องเอากระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ก่อน แล้วจึงค่อยเดินผ่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ด้วยขั้นตอนแบบนี้ทำให้เราต้องทิ้งน้ำไปทั้งขวด (แล้วมาเสียเงิน ซื้อน้ำแพงๆ ด้านในแทน) แต่ที่สนามบินปราก เขาเอาเครื่องเอ๊กซ์เรย์มาไว้ที่ประตูขึ้นเครื่องเลย

3.2 การติดราคาหนังสือ – ราคาหนังสือในเมืองไทยจะพิมพ์ไว้บนปกหน้าหรือปกหลัง ราคาหนังสือในปราก จะใช้ดินสอเขียนเอาไว้บนหน้าสุดท้ายของเล่มนั้นๆ

3.3 การเดินทาง – เมืองไทยใช้วิธีตรวจตั๋วก่อนแล้วถึงจะขึ้นรถบัส/รถไฟฟ้าได้ ที่สวิตเซอร์แลนด์ซื้อตั๋วแล้วขึ้นได้เลย และนานๆ ทีถึงจะมีพนักงานตรวจตั๋วขึ้นมาบนรถเพื่อตรวจและปรับคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว

3.4 การแม็กกระดาษ – ที่เมืองไทยเราจะเย็บแม็กเป็นแนวเฉียงเหมือนเป็นรูปสามเหลี่ยมกับมุมกระดาษ ที่ฝรั่งเศษจะเย็บแม็กเป็นแนวนอนขนานกับเส้นขอบกระดาษ

4. ได้เล่นมือถือน้อยลง
เวลาไปเที่ยวผมมักไม่ได้ซื้อ sim card ของที่นั้นๆ ทำให้เวลาออกนอกบ้านจะใช้มือถือไว้สำหรับถ่ายรูปและไว้ดูแผนที่ Google Maps ที่เซฟ Offline Map มาไว้แล้วเท่านั้น

พอก้มมองมือถือน้อยลง ก็เลยได้เงยหน้ามองสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น ได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ได้คุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ เรามากขึ้น

5. ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง
ช่วงท่องเที่ยวเราจะมีเวลาว่างสองสามชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งช่วงที่นั่งรอเครื่องบิน และช่วงที่เดินทางในรถไฟหรือรถบัส ยิ่งถ้าเราไม่มีมือถือให้เล่นด้วยแล้ว เราจะมีเวลาได้ครุ่นคิดสิ่งที่เราไม่เคยมีเวลาได้คิด และได้มีเวลาทำความเข้าใจกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในครั้งนี้

6. ได้รู้จักเพื่อนใหม่
ตอนที่ผมไปพักที่แมนเชสเตอร์ ผมได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เธอชื่อแคริสติโอน่า เป็นแม่ของเจ้าของบ้านที่ผมไปพักด้วย แคริสตี้ (ชื่อเล่นของแคริสติโอน่า) เป็นชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายสก๊อตทิชและแอฟริกัน อายุของเธอน่าจะราวๆ 50 นิดๆ ตอนที่ผมไปนั้น แคริสตี้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวแบบ backpack ที่อินเดียคนเดียวนาน 6 เดือน เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีบ้านแล้ว แต่กลับมาอังกฤษเพื่อมาทำงานเก็บเงิน แล้วเดือนสิงหาคมก็จะออกเดินทางอีก (คราวนี้อาจจะไปเนปาล)

นอกจากจะเป็นนักเดินทางตัวยงแล้ว เธอยังรู้จักวิธีการใช้พลังเรกิบำบัดอีกด้วย เธอเรียนศาสตร์นี้มา 18 ปีแล้ว และเก่งถึงขั้นเป็นเรกิมาสเตอร์ คือสอนคนอื่นได้ด้วย เสียดายที่ผมมีเวลาน้อยไปนิดไม่อย่างนั้นคงจะขอเรียนเรกิขั้นพื้นฐานไปแล้ว!

7. ได้เห็นคุณค่าของเมืองไทยมากขึ้น
ผมว่าคนที่เคยไปอยู่เมืองนอกนานๆ หลายคน จะมีข้อสรุปหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือ “เมืองไทยนี่โคตรเจ๋งเลย” คนที่ไปเที่ยวเมืองนอกนี่อย่างน้อยๆ ต้องคิดถึงอาหารไทย เพราะมันหลากหลายและไม่เลี่ยนเหมือนอาหารฝรั่ง แต่เมืองไทยมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของที่ราคาไม่แพง ร้านค้าเปิดทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์ อากาศอาจจะร้อนบ้างแต่ก็ยังดีกว่าหนาวจนไม่อยากอาบน้ำ ฯลฯ

คนไทยหลายคนอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์ แต่เชื่อมั้ยครับว่าคนสวิสกับคนญี่ปุ่นก็ชอบเมืองไทยมากๆ เช่นกัน อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์นี่ต่อให้ประเทศเขาจะสวยแค่ไหน เขาก็ไม่มีทะเล (ลองดูในแผนที่ได้) เคยมีคนสวิสคนนึงที่ผมรู้จักแปะรูปภาพชายหาดของเมืองไทยไว้ในห้องนอนของเขาด้วยซ้ำ

—–

ผมเชื่อว่าการเดินทางที่ดีคือการเดินทางที่บังคับให้เราก้าวออกจากโลกเดิมๆ และความเคยชินเดิมๆ เพราะมันจะทำให้เราได้เติบโต

ผมจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ครับ

“It’s a funny thing coming home. Nothing changes. Everything looks the same, feels the same, even smells the same. You realize what’s changed, is you.”

“การได้กลับบ้านเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ความรู้สึกก็เหมือนเดิม แม้กระทั่งกลิ่นก็ยังกลิ่นเดิม แล้วคุณจึงได้ตระหนักว่า สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือตัวคุณเอง”

กว่าจะสำเร็จ

20150524_MessiOvernightSuccess

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success

ผมใช้เวลาไป 17 ปีกับอีก 114 วันที่ก่อนจะได้เป็นผู้ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน

– Lionel Messi

—–

ผู้ชายที่ดูบอลทุกคนจะรู้ว่านักบอลที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบันมีสองคนคือเมสซี่แห่งบาร์เซโลน่า กับคริสเตียโน โรนัลโดแห่งเรียลมาดริด

ผมว่าเผลอๆ สองคนนี้อาจจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกนี้เคยมีมาด้วยซ้ำ ต่อให้เทียบกับเปเล่หรือมาราโดน่าก็เถอะ

ส่วนตัวผมจะแอบเชียร์โรนัลโดมากกว่าหน่อย เพราะเป็นเด็กเก่าแมนยูฯ และดูเขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่องมากกว่า

แต่ขณะเดียวกัน เมสซี่เหมือนได้รับพรพิเศษจากพระเจ้า ถ้าบอลอยู่ในเท้าเขาแล้ว อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้

แน่นอน นักฟุตบอลระดับโลกนั้นล้วนแต่มีพรสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่โลกไม่ค่อยได้เห็นคือพวกเขาต้องฝึกหนักแค่ไหนก่อนจะมาถึงจุดนี้

ฟิล เนวิล อดีตแบ๊คซ้ายของแมนยู เคยให้สัมภาษณ์ว่าโรนัลโด้คือนักเตะที่ขยันซ้อมที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ ซ้อมกับทีมวันละสองชั่วโมงเสร็จแล้วยังไปเล่นเวทต่ออีก 3-4 ชั่วโมงทุกวัน

ผมเคยอ่านเรื่องของเดวิด เบ็คแฮม ว่าสมัยที่อยู่แมนยูฯ พอหลังจากซ้อมทีมเสร็จ เพื่อนร่วมทีมกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เบ็คแฮมจะอยู่ซ้อมปั่นฟรีคิกต่อคนเดียว จนกว่าโค้ชจะมาลากตัวออกจากสนามเพราะห่วงว่าจะล้าเกินไป

เราเห็นนักฟุตบอลโชว์ลีลาในสนามสัปดาห์ละชั่วโมงครึ่ง แต่กว่าจะมายืนอยู่ในสนามในแต่ละครั้งได้ เขาต้องอย่างหนักซ้อมถึงสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง และกว่าจะได้มาเล่นในสโมสรระดับโลกอย่างแมนยูฯ นั้น เขาต้องใช้เวลาอยู่กับลูกบอลมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

คนที่เป็น “ตัวจริง” ในวงการ ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็ล้วนลงแรงมากกว่าคนทั่วไปกันทั้งนั้น

กว่าเป็นสตีฟ จ๊อบส์พูดเปิดตัวไอโฟนให้โลกตะลึง
กว่าโน๊ส อุดมจะสามารถทำเดี่ยวไมโครโฟนให้คนติดใจ
หรือกว่าเบิร์ด ธงไชยจะร้องเพลงและเต้นรำในคอนเสิร์ตอย่างเป็นธรรมชาติ

ผมเชื่อว่าเขาใช้เวลาไปหลายสิบหลายร้อยชั่วโมงไปกับการเตรียมตัวก่อนขึ้นเวที

เพราะความเป็นเลิศไม่มีทางลัดครับ

—–

ผมขอจบตอนนี้ด้วยนิทานเรื่องปิกัสโซ่นะครับ

พาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) คือศิลปินระดับอัจฉริยะคนหนึ่งของโลก

วันหนึ่งขณะไปเดินตลาด ผู้หญิงคนหนึ่งจำปิกัสโซ่ได้ จึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ปิกัสโซ่แล้วบอกว่า

“ฉันเป็นแฟนตัวยงของคุณมานานแล้ว ช่วยวาดภาพให้ซักภาพเป็นที่ระลึกได้มั้ยคะ?”

ปิกัสโซ่ยิ้มและสเก็ตช์ภาพลงในกระดาษแผ่นนั้นแต่โดยดี ก่อนจะยื่นกระดาษกลับมาแล้วเอ่ยว่า “ชิ้นนี้ 1 ล้านดอลล่าร์ครับ”

“แพงไปป่ะค่ะคุณปิกัสโซ่! คุณวาดไม่ถึง 30 วินาทีด้วยซ้ำ!”

ปิกัสโซ่หัวเราะแล้วตอบว่า “คุณครับ ผมใช้เวลาฝึกฝนอยู่ถึง 30 ปีเพื่อที่จะรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ได้ใน 30 วินาทีนะครับ”

เริ่มได้แล้ว

20150523_StartToday

A year from now you may wish you had started today

อีกหนึ่งปี คุณอาจจะนึกเสียดายว่าคุณน่าจะเริ่มมันตั้งแต่วันนี้แล้ว

– Karen Lamb

—–

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการหมุนตามโลก (ซึ่งหมุนเร็วขึ้นทุกวัน)

ข้อเสียอีกอย่างของการหมุนตามโลกคือเรามัวแต่ยุ่งเรื่องการตามเรื่องราวภายนอกจนลืมสำรวจเรื่องราวภายใน

ว่าจริงๆ แล้วตอนนี้เรามีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างรึเปล่า

วันเสาร์กำลังจะหมดไป ผมรู้ตัวเลยว่า ได้ใช้เวลาไปกับเฟซบุ๊คเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำก็ยังไม่ได้ทำ ขนาดบล็อกก็เพิ่งจะได้มาเขียนเอาตอนเกือบๆ ห้าทุ่มแล้ว!

ผมเคยอ่านบทความของ James Altucher ที่บอกวิธีง่ายๆ ว่าจะหา Passion ของเราเจอได้อย่างไร

เขาบอกว่า ให้ลองถามตัวเองว่าถ้าคุณมีเงินหนึ่งพันล้านบาท คุณจะทำอะไร

ย้ำว่า “ทำ” อะไร นะครับ ไม่ใช่ “ซื้อ” อะไร

หาก “เงิน” ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร

เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็เริ่มทำมันเสียแต่วันนี้

ครับ ถึงจะทำมันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เชื่อเถอะว่าคุณเริ่มก้าวแรกได้แน่ๆ

ผมเองก็ลองถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้าวันนี้มี “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว จะทำอะไรบ้าง

คำตอบที่ได้ก็คือ อ่านหนังสือเยอะๆ เดินทางเยอะๆ ภาวนาเยอะๆ เอาประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน-เที่ยว-ภาวนา มาเล่าให้ฟัง อ้อ แล้วก็อยากเล่นดนตรี กับเตะบอลเยอะๆ ด้วย

อืม…เอาเข้าจริงๆ ของพวกนี้ ไม่ต้องใช้เงินพันล้านก็ทำได้อยู่แล้วเนอะ

โอเคล่ะ เวลาที่เหลือจากการทำงานอาจจะไม่เอื้อให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ “เยอะ” แบบจุใจ

แต่เมื่อมองจำนวนนาที (หรือชั่วโมง) ที่ใช้ไปกับการ “ฆ่าเวลา” บนมือถือในวันนี้ ก็คงต้องบอกตัวเองว่าเวลาน่ะมี เพียงแต่ต้องใช้อย่างมีสติมากกว่านี้

ความปรารถนาหลายอย่างที่เรามีแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อมหรือยังต้องเก็บเงินอยู่

แต่จริงๆ แล้วหลายๆ อย่างไม่ต้องรอนะครับ เริ่มก้าวแรกโดยที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ

และในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เมื่อมองกลับมา คุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจ “เริ่มต้น” ครับ

จะเร็วไปไหน

20150508_GandhiFaster

There is more to life than making it go faster

มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

– Gandhi

—–
หลังจากไปเที่ยวยุโรปมาเกือบสามสัปดาห์ พอกลับถึงเมืองไทย ก็ได้รับรู้ผ่านทาง Facebook ว่าประเด็นร้อนแรงตอนนี้คือเรื่องชาวโรฮิงยา

ผมพยายามนึกกลับไปว่า ก่อนเดินทางไปยุโรปเมื่อ 1 พ.ค. ตอนนั้นประเด็นร้อนแรงคือเรื่องอะไร…

ต้องยอมรับจริงๆ ว่านึกไม่ออก

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครอบครองทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เวลาสามสัปดาห์ดูยาวนานราวสามปี

การที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว มันก็อาจจะสนุกดี แต่ก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ หากคำนึงว่าร่างกายและจิตใจของเราอาจยังไม่ได้มีวิวัฒนาการเพียงพอที่จะรับกับสภาพชีวิตแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน

ใครๆ ก็ว่ากันว่า โลกหมุนเร็ว เราต้องหมุนตามโลกให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน

ประเด็นก็คือ เราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน

และมันจะนำพาเราไปสู่อะไร

สำหรับบางคน การวิ่งตามโลกให้ทัน อาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป

และสำหรับบางคน อาจถึงขั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร

ดังนั้น หากพบเจอใครไม่ได้ตามข่าวโรฮิงยา ก็อย่าเพิ่งไปดูแคลนว่าเขาไม่สนใจประเทศชาติเลยนะครับ

เพราะอีกสามสัปดาห์ คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เราเคยเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้