ไม่ต้องเข้าใจก็ได้

20150321_UnderstandWant

“In the end there doesn’t have to be anyone who understands you…There just has to be someone who wants to.”
– Robert Brault

“สุดท้ายแล้วไม่ต้องมีใครเข้าใจเราก็ได้
แค่เพียงมีคนที่อยากเข้าใจเราก็พอแล้ว”
– โรเบิร์ต บรอลท์

—–

ผมมองว่าตัวเองเป็นคน “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ได้เก่งพอสมควร

จึงมักจะสามารถ “เห็น” ได้ว่า ทำไมคนๆ หนึ่งถึงคิดอย่างนั้น พูดอย่างนั้น และทำอย่างนั้น

แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ผมตีความ จะถูกไปหมดซะทุกเรื่อง

เวลาแฟนผมเจอปัญหา แล้วผมพูดเสมือนหนึ่งว่า ผมเข้าใจดีว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง และควรจะแก้ไขปัญหายังไง

บางที ผมจึงเจอคำตัดพ้อว่า “รุตม์ไม่เข้าใจผึ้งหรอก”

ซึ่งก็จริง  เราไม่สามารถเข้าใจเขาได้อย่างที่เรามั่นใจนักหรอก

เพราะแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน โตในสภาพแวดล้อมคนละแบบ อ่านหนังสือคนละเล่ม

จึงเป็นเรื่องยากมากที่เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างถ่องแท้

อย่าว่าแต่เข้าใจคนอื่นเลย บางทีผมก็ยังสงสัยเลยว่าผมรู้จัก “ตัวเอง” ดีพอรึยัง

แต่ก็อีกนั่นแหละ

กับเรื่องราวส่วนใหญ่ในชีวิต เราก็ไม่ได้ต้องการ (need) ให้ใครมาเข้าใจเราอย่างทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว

เพราะต่างคนต่างที่มา (บางทีก็) พูดกันคนละภาษา

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอ่อนแอ และต้องการระบายอะไรบางอย่าง

แค่มีคนๆ หนึ่งที่พร้อมจะรับฟัง

อาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง

แต่อย่างน้อยก็ยังอยู่ตรงนี้ ไม่ทิ้งเราไว้คนเดียว

ผมก็คงไม่ขออะไรมากไปกว่านี้แล้ว

Pic & Pause : 100 Years Project by Keen Heick-Abildhauge

20150320_100YearsProject

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ Evdokiya (อ่านว่า “เอี๊ยฟเดกีญา”)

เธอเป็นชาวรัสเซียอายุ 100 ปี

และเป็นหนึ่งใน 100 คนที่ช่างภาพชาวเดนมาร์คที่ชื่อ Keen Heick-Abildhauge (ผมไม่รู้ว่าออกเสียงยังไง) นำมาแสดงในผลงานที่ชื่อว่า “100 Years Project”

นายคีนบอกไว้ว่า หลังจากที่เขามาอยู่ในรัสเซียได้สักพัก เขาเกิดอยากแชร์ความสวยงามของชาวรัสเซียให้โลกรู้

เขาจึงใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อพบปะผู้คนและไถ่ถามถึงความฝันของเขา

และสิ่งที่ได้ คือแกลเลอรี่ที่รวบรวมภาพของคนหนึ่งร้อยคน เรียงจากเด็กอายุ 1 ขวบจนถึงคุณทวดวัย 100 ปีอย่างเอี๊ยฟเดกีญา

แต่ละคน จะมีข้อมูลว่าบ้านเกิดอยู่ที่ไหน (เคย)ทำงานอะไร และความฝันของเขาหรือเธอคืออะไร

แค่การนั่งดูรูปไปช้าๆ เพื่อพิจารณาถึงแววตาและริ้วรอยแห่งประสบการณ์ ก็ได้อารมณ์แล้ว

แต่ยิ่งได้อารมณ์ขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่าน “ความฝัน” ของแต่ละคน

ความฝันของเอี๊ยฟเดกีญา คือการเดินเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาใคร และได้มีชีวิตต่อไป (I dream of walking by myself, being independent and alive)

เป็นความฝันที่ดูจิ๊บจ๊อยและธรรมดาเหลือเกินสำหรับพวกเรา

แต่สักวันหนึ่ง พวกเราเองก็อาจจะมีฝันเหมือนเธอก็ได้

ลองดูนะครับ ว่าความฝันของพวกเขา เหมือนของคุณบ้างรึเปล่า

—–

Sources

Bored Panda: 100 Years Project: I Captured Portraits And Dreams Of People From 1 To 100 Years Of Age

Pronounce Names: Evdokiya

ระวัง! ภาวะความสุขเฟ้อ

20150319_InflationOfHappiness

วันนี้ขอพูดเรื่องความสุขอีกซักวันนะครับ

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ลงไปทริป CSR ที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ (ผมจำไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าที่ไหน)

กิจกรรมหลักของเราคือการไปเก็บขยะตามชายหาด แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เราได้แวะไปบริจาคแท็งค์น้ำและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง

ไฮไลท์ของวันนั้นอยู่ที่ไอติมกะทิครับ

คุณผู้อ่านคงนึกภาพรถขายไอติมกะทิออกนะครับ ที่เป็นถังสแตนเลส เลือกได้ว่าจะใส่โคนหรือใส่ถ้วย แล้วก็มีเครื่องเคียงอย่างถั่วลิสง ถั่วเหลือง ลูกชิด ข้าวเหนียว มัน และฟักทองให้เลือก แถมด้วยท๊อปปิ้งช็อคโกแล็ตหรือนมตบท้าย

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน ก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “ความสุขของพวกเค้านี่ราคาถูกเหลือเกินนะ”

นี่เป็นคำชื่นชมนะครับ ไม่ใช่คำดูถูก

เพราะไอติมเพียงโคนละไม่ถึงสิบบาท แต่ทำให้เด็กเหล่านี้ยิ้มแฉ่งได้เป็นชั่วโมง

เผลอๆ กลับไปถึงบ้านอาจจะเอาไปคุยให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำว่าวันนี้มีคนใจดีเอาไอติมมาเลี้ยง

แล้วก็กลับมาดูตัวเอง

ครั้งสุดท้ายที่ซื้อไอติมกะทิมากิน ผมไม่ได้ยิ้มแฉ่งอย่างนี้แน่ๆ

และต่อให้มีคนเลี้ยงไอติม “ขีดพลังแห่งความสุข” ของผมก็อาจจะไม่ได้หนึ่งในสิบของเด็กเหล่านี้

คำถามคือทำไม?

คำตอบที่ได้มีอยู่ 2 ข้อ:

1. เราเคยกินของอร่อยกว่านี้มาแล้ว

ช่วงที่ผมยังเรียนหนังสือ ผมมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นน้อยมาก (มาม่าไม่นับ) เพราะตอนนั้นร้านอาหารญี่ปุ่นยังไม่แพร่หลาย จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนอยู่ปี 4 พ่อของเพื่อน (ซึ่งรวยเอาการ) พาลูกและเพื่อนๆ อย่างผม ไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน

6 คนหมดไปหมื่นกว่าบาท (นี่คือประมาณ ปี 2002 นะครับ)

พอจบออกมาได้ซักพัก ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างฟูจิก็เริ่มมีเยอะขึ้น และราคาก็อยู่ในวิสัยที่ผมสามารถจ่ายเองได้โดยไม่รู้สึกผิด กินฟูจิมื้อหนึ่งประมาณไม่เกิน 400 บาทก็ฟินแล้ว ถือว่าเป็นการให้รางวัลชีวิต

แต่มาสมัยนี้ ที่คนบินไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น ได้รู้รสชาติของซูชิหรือซาชิมิต้นตำรับแล้ว

ถามว่ากลับมากินฟูจิ มันจะยังอร่อยเท่าเดิมรึเปล่า?

ผมว่าคนส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่”

บางคนบอกว่าเลิกกินฟูจิไปเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่อร่อยสำหรับเขาแล้ว

เงิน 400 บาทที่เคยซื้อความฟินได้ ตอนนี้ซื้อไม่ได้แล้ว

ตอนนี้ต้องจ่ายประมาณ 1,000 กว่าบาทขึ้นไป ถึงจะพอโอเค

เมื่อเราได้พบประสบการณ์ที่ดีกว่าแล้ว ประสบการณ์ที่ด้อยกว่าก็จะหมดความสามารถในการให้ความสุขกับเราไปทันที

2. เรามีเงินมากขึ้น

ฟังดูเหมือนขัดกับสามัญสำนึกนะครับ แต่ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง

ผมว่าราคาของความสุขแปลผกผันกับเงินในกระเป๋าของเรา

ถ้าเราไม่มีเงินติดตัวเลย การได้กินไอติมกะทิ อาจทำให้เราสุขสุดๆ
ถ้าเรามีเงินติดตัว 100 บาท การได้กินไอติมกะทิ จะทำให้เราสุขเล็กๆ
แต่ถ้าเรามีเงินติดตัว 1000 บาท การได้กินไอติมกะทิ อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลยก็ได้ เผลอๆ แอบหงุดหงิดด้วย ต้องกินแม็กนั่มหรือฮาเก้นด๊าซสิ ถึงจะมีความสุข

ครับ ยิ่งเรามีเงินมากขึ้น ความสุขก็เฟ้อขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เอาอีกตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ผมคงฝันหวานถึงการได้ขับรถบีเอ็ม
แต่ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท ผมก็คงหยุดฝันถึงรถบีเอ็ม แต่ไปฝันเรื่องการได้ขับรถปอร์เช่แทน
และถ้าผมมีรายได้เดือนละ 3,000,000 บาท รถปอร์เช่นก็คงงั้นๆ เพราะผมอยากได้เรือยอร์ชมากกว่า!

ยิ่งเราเงินเยอะ ความต้องการของเรายิ่งเยอะเป็นเงาตามตัว

และเงาที่ว่านั้นก็มักจะใหญ่กว่าตัวเราเสมอซะด้วย

นั่นคือเหตุผลที่แม้คนบางคนจะมีเงินเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน ก็ยังไม่รวย

และยังไม่พอซะที

ถามว่าทำอะไรได้มั้ย?

…ก็ไม่แน่!

ความต้องการที่เยอะขึ้นตามรายได้นั้น อาจจะไม่ได้เป็นกับทุกคน

ดูอย่างปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ขับรถคาดิลแล็คปี 2006 และอยู่บ้านหลังเดิมมาเกือบ 60 ปีก็ได้

ถึงจะมีเงินมากขึ้นแค่ไหน แต่กิเลสของปู่ไม่ได้โตตาม

นี่สิ ถึงจะเรียกว่า คนรวยที่แท้

การมีเงินเป็นแสนล้านเหมือนคุณปู่บัฟเฟตต์อาจจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้

แต่การหัดกินไอติมกะทิให้อร่อยและมีความสุขนั้น ใครๆ ก็ทำได้ครับ

—–

Sources: Club VI: 10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

เรามีความสุขอยู่แล้ว

20150318_HappinessTime

“เรามีความสุขอยู่แล้ว แต่เราต้องมีเวลาให้มันด้วย”
– นิ้วกลม

ผมเพิ่งกลับมาจากอยุธยาครับ

เราไปเยี่ยมโรงเรียนวัดราษฎร์นิยม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

โรงเรียนนี้มีเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงป.6 โดยทั้งโรงเรียนมีแค่ 50 คน

ครูที่โรงเรียนนี้มีกัน 3 คน วนเวียนกันสอนจนครบทุกวิชาที่เด็กประถมต้องเรียน

เมื่อประมาณกลางปี 2013 บริษัทเราริเริ่มโครงการ English Learning Hub ซึ่งเป็นไอเดียจากเพื่อนพนักงานของเราที่จะสร้างโอกาสให้เด็กโรงเรียนนี้ได้เรียนภาษาอังกฤษแบบดีๆ บ้าง

พนักงานของเราจึงไปติดตั้งระบบ Video Conference ให้กับโรงเรียน และพนักงานของเราอาสาเป็นคุณครูช่วยสอนภาษาอังกฤษน้องๆ ผ่านระบบนี้จากห้องประชุมที่ออฟฟิศ

เราสอนเด็กๆ ครั้งละ 1 ชั่วโมง 4 ครั้งต่อสัปดาห์

และพอหมดเทอม เราก็จะไปหาน้องๆ ที่โรงเรียน เพื่อพบหน้า พูดคุยกับอาจารย์ และแจกรางวัลเด็กๆ กัน

การได้ออกไปนอกเมืองเพื่อทำกิจกรรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการบำบัดตัวเองอย่างหนึ่ง

เพราะผมมีโอกาสใช้ชีวิตให้ช้าลง

เราไปถึงโรงเรียนประมาณ 10 โมงครึ่ง อาจารย์ใหญ่ชื่อครูปรีชาก็เดินมาต้อนรับถึงรถตู้

เราเดินขึ้นอาคารเรียนที่ทำจากไม้ทั้งหลัง ครูปรีชาบอกว่าให้นั่งพักทานน้ำให้หายเหนื่อยก่อน ไม่ต้องรีบ

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็น คือลมดีมาก ไม่ต้องใช้พัดลม ไม่ต้องมีแอร์ ก็นั่งได้ชิวๆ

มองทะลุหน้าต่างออกไปด้านหลังโรงเรียน เป็นทุ่งนากว้างขวาง ไม่มีตึกอะไรเบียดบังเลย

แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ากรุงเทพมีทุ่งหญ้าเยอะๆ อย่างงี้ จะลมเย็นดีอย่างนี้บ้างรึเปล่า

พวกเราพาเด็กๆ ชั้น ป.4-ป.6 ไปสอนเกม Crossword (หรือ Scrabble) ที่เราซื้อมาฝาก

ผมอยู่กลุ่มเด็กป.4 มีกัน 7 คนชื่อน้องกอล์ฟ น้องเวฟ น้องแซง น้องปอ น้องนุ๊ก น้องฟิล์ม และน้องเบียร์

นั่งเล่น scrabble จนถึงเที่ยง เด็กๆ รู้คำศัพท์ใหม่ไม่น้อยกว่า 10 คำ

จากนั้นเราก็มานั่งกินข้าวเที่ยง โดยพี่ๆ แม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้เราอย่างดี

ผมเลือกกินก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่เขาใส่มาให้ในถาดหลุม

จริงๆ เขาเตรียมชามไว้ให้พวกเราแล้ว แต่ผมคิดถึงสมัยประถมที่เคยกินจากถาดหลุมแบบนี้ เลยขอจัดซะหน่อย

เรากินกันไปเรื่อยๆ ซักพัก ก็มีเกาเหลามาให้ มีแกงมาเพิ่ม ต่อท้ายด้วยฝรั่งจิ้มพริกเกลือ

กินเสร็จอิ่มได้ที่จึงเรียกเด็กๆ ทั้งหมดมารวมตัวกัน

เราให้เด็กๆ เล่นเกม เช่นเปิดเพลงฝรั่งให้น้องๆ ร้องตาม (โดยมีเนื้อร้องให้อ่าน) แล้วถามว่าแต่ละคำแปลว่าอะไร (เป็นเพลงสำหรับเด็ก จึงมีแต่ศัพท์ง่ายๆ อยู่แล้ว)

เด็กทั้ง 6 ชั้นเรียน มานั่งอยู่กับเราตลอดบ่าย จนผมอดคิดไม่ได้ว่า เค้าไม่ต้องไปเรียนหนังสือกันเหรอ

แต่เด็กๆ ไม่มีทีท่าเบื่อหรือหงุดหงิดเลย พี่ใช้ให้ทำอะไรน้องทำหมด!

20150318_HappinessTimeSchool

บ่ายสามโมงครึ่ง ผมเริ่มเห็นผู้ปกครองมาจอดจักรยานยนต์ รอรับเด็ก

ผมไม่เห็นผู้ปกครองคนไหนเล่นมือถือ

ส่วนใหญ่จะมองมาที่กลุ่มเรา หรือไม่ก็คุยกันเอง

เราตบท้ายด้วยการแจกโดนัทจาก Mister Donut เด็กรุ่นเล็กๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนเสื้อเลอะช็อคโกแล็ตเต็มไปหมด

จากนั้นเราก็ทยอยแจกของรางวัลให้เด็กๆ ที่ตั้งใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษของเรามาตลอดทั้งเทอม (เราจะมีดาวแจกให้นักเรียนที่ขยันตอบคำถามในห้อง และคนที่ได้ดาวเยอะๆ ก็จะได้รางวัลใหญ่หน่อย แต่เด็กทุกคนจะได้อะไรติดมือกลับบ้านแน่นอน)

จบพิธีการ ถ่ายรูปกับเด็กเสร็จแล้ว พวกเรานั่งรอให้เด็กๆ กลับบ้านจนหมด อาคารเรียนเงียบเชียบลงทันตา

พนักงาน 12 ชีวิต นั่งคุยกับคุณครูอยู่สักพัก ก่อนจะเก็บของขึ้นรถตู้

เรากล่าวลาครูปรีชา ที่เดินมาส่งเราถึงรถตู้เหมือนตอนขามา

เราแวะซื้อขนมสายไหมจากในตัวเมือง และไปแวะกินอาหารริมแม่น้ำกันแบบสบายๆ

นานแค่ไหนแล้ว ที่ผมไม่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้านแบบ “ทอดหุ่ย” อย่างนี้

กินน้ำเย็นๆ สอน Crossword น้อง นั่งดูเด็กเต้นเพลงเดิมๆ

กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้อย่างใด

แต่เพิ่มพลังใจให้ไม่น้อย

การใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ
การได้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งดีขึ้น
การนั่งมองออกไปที่รวงข้าวแล้วปล่อยให้ลมตีหน้า

มันคือความสุขที่ใครๆ ก็สามารถมีได้

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีเวลาให้กับมันบ้างรึเปล่าเท่านั้นเอง

ทุกอย่างมีเหตุผล

20150317_WhyMe2

“Sometimes I say to myself…’Why me? What have I done to deserve this?’…Then I say to myself ‘Oh…right.'”
– Unknown

บางครั้งผมก็พูดกับตัวเองว่า ‘ทำไมต้องเป็นกูอีกแล้ว? ไปทำเวรกรรมอะไรไว้นักหนาถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’  ….แล้วผมก็พูดต่อว่า ‘อ้อ…ก็สมควรแล้วล่ะ’
– นิรนาม

—–

ในทางศาสนาพุทธ โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

ทุกสิ่งที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เกิดจากการกระทำในอดีตของเราทั้งสิ้น

ทั้งการกระทำที่เราจำได้ การกระทำที่เราจำไม่ได้

และการกระทำที่เราทำเป็นลืมๆ มันไปแล้ว

—–
ใครเคยเรียนฟิสิกส์ อาจจะพอจำ Newton’s Law of Motion ซึ่งมีทั้งหมดสามข้อได้

กฎข้อที่สามคือ For every action, there is an equal and opposite reaction

ทุกแรงกิริยา (action) ย่อมมีแรงปฏิกิริยา (reaction) ซึ่งมีขนาดเท่ากัน แต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ

คล้ายๆ กฎแห่งกรรมเนอะ

อีกคำพูดหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่พอๆ กันก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “God doesn’t play dice with the universe” พระเจ้าไม่ได้ทอยลูกเต๋าเพื่อตัดสินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในจักรวาลนี้

ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคหรือการสุ่มเดาใดๆ

—–

หากเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ถึงเวลาเลิกโทษคนอื่น และหันมาดูแลความคิด คำพูด และการกระทำของตัวเอง

ซึ่งย่อมจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว

แต่ถ้าทำดีแล้ว เรื่องร้ายยังเกิด ก็คิดเสียว่ากรรมในอดีตกำลังส่งผล และนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชำระเรื่องเก่าๆ ที่เคยติดค้างกันไว้

แต่ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะโทษเรื่องเวรกรรม หรือ “คิดซะว่าฟาดเคราะห์” หมดนะครับ เพราะถ้าไม่เก็บบทเรียนไว้เสียบ้างประวัติศาสตร์ก็อาจซ้ำรอยอีก

เราเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม เพื่อช่วยให้เราสบายใจขึ้น และเลิกตีโพยตีพายว่า “โลกนี้ไม่แฟร์”

เมื่อใจเป็นปกติแล้ว จึงค่อยทบทวนสาเหตุของความผิดพลั้งหรือสถานการณ์ที่เราประสบอยู่

และแม้จะไม่สามารถ “อธิบาย” ทุกๆ อย่างได้ จะเป็นไรไป

ก็แค่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

และเดินหน้าต่อไปก็พอแล้ว

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover