Pic & Pause: Taylor Morris and Danielle Kelly

20150213_TaylorMorrisK

รูปนี้ถูกถ่ายขึ้นเมื่อปี 2012 หรือเมื่อสามปีที่แล้ว โดยช่างภาพชื่อทิม ด๊อด (Tim Dodd)

ในภาพนี้ ผู้บ่าวชื่อเทย์เล่อร์ มอร์ริส ผู้สาวชื่อแดเนี่ยล เคลลี่

สองคนนี้คบกันตั้งแต่ปี 2005 หรือสมัยยังเรียนอยู่มัธยมปลายเท่านั้น ในเมืองเล็กๆ ชื่อ ซีดาฟอลส์ (Cedar Falls) รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา (จำนวนประชากรในเมืองซีดาฟอลส์มีประมาณ 40,000 คน พอๆ กับจำนวนคนในเขตสัมพันธวงศ์ เขตที่เล็กที่สุดของกทม.)

ตอนเรียนม.ปลายนั้นเทย์เล่อร์ก็ยังมีอวัยวะครบถ้วนเหมือนคนทั่วๆ ไปนะครับ

แต่เมื่อจบม.ปลายแล้ว เทย์เล่อร์เข้าร่วมกองทัพเรือของสหรัฐเมื่อปี 2007 และเข้ารับการฝึกฝนจนได้เป็นหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการ EOD (Explosive Ordinance Disposal) หรือหน่วยกู้ระเบิดนั่นเอง

20150213_TaylorMorris4

มกราคมปี 2012 เทย์เล่อร์ถูกส่งตัวไปประจำการที่อัฟกานิสถานเป็นเวลา 8 เดือน

แต่เทย์เล่อร์อยู่ไม่ครบแปดเดือนครับ

วันที่ 3 พฤษภาคมในปีนั้น เทย์เล่อร์เหยียบกับระเบิด แรงระเบิดนั้นทำให้เทย์เล่อร์เสียขาทั้งสองข้าง มือข้างขวา และแขนซ้ายตั้งแต่บริเวณข้อศอกลงไป

ตอนที่เกิดเหตุนั้นทั้งคู่ยังอายุแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง

วันที่แดเนี่ยลได้ข่าวว่าเทย์เล่อร์ถูกระเบิด เธอบอกว่าเธอหายใจไม่ออกและถึงขั้นอาเจียนออกมา

เมื่อกลับมารักษาตัวที่วอชิงตันดีซี แดเนี่ยลก็ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลเทย์เล่อร์ทุกวัน

20150213_TaylorMorris1020150213_TaylorMorris11

20150213_TaylorMorris9

—–

ชีวิตของคนเราเจอจุดพลิกผันได้เสมอ

และผมได้ยินหลากหลายเรื่องราว ที่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง คนที่คบหาอยู่ด้วยนั้นเลือกที่จะเดินจากไป

…ออกจากชีวิตไปในช่วงเวลาที่อีกคนต้องการใครซักคนในชีวิตมากที่สุด

แต่มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะ

เพราะไม่มีใครอยากลำบากหรอก

ผมหันไปมองที่ภรรยาที่กำลังหลับอยู่ตอนนี้

ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งผมต้องเจอแบบเทย์เล่อร์ขึ้นมา ภรรยาจะทำเช่นไร

หรือถ้าภรรยาต้องเจอเหตุการณ์คล้ายเทย์เลอร์ ผมจะทำเช่นไร

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่เจอวิบากเช่นนั้น (คงต้องเร่งทำบุญและขออโหสิกรรมกันหน่อย)

แต่ถ้าโชคไม่ดีจริงๆ ขอให้เราทำได้ซักครึ่งนึงของคู่นี้ ผมว่าก็โอแล้วนะ

มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์แล้วไม่ทิ้งกัน คงไม่ขออะไรมากไปกว่านี้

—–

มีข่าวดีด้วยครับ

ทั้งเทย์เล่อร์และแดเนียล ได้กลับไปใช้ชีวิตที่ Cedar Falls แล้ว และกำลังจะสร้างบ้านไม้ริมทะเลสาบที่ทั้งคู่เคยฝันไว้ตั้งแต่สมัยก่อนเทย์เล่อร์จะไปประจำการที่อัฟกานิสถาน

และเมื่อวันที่ 14 กันยายนปีที่แล้ว เทย์เล่อร์ได้ขอแดเนี่ยลแต่งงาน และเธอตอบตกลง

งานแต่งงานของทั้งคู่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ครับ (น่าจะเป็นช่วงไตรมาสที่สามนะครับ)

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับทุกคน

20150213_TaylorMorris3

Sources: Taylor Morris , Tim Dodd PhotographyWaterloo Cedar Falls Courier

ดาราเจ้าบทบาท

20150212_Actor

ถึงแม้เดือนนี้จะอบอวลไปด้วยความรัก แต่ผมกลับนึกย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะอกหักชนิดฟูมฟาย เพราะผู้หญิงที่ผมจีบมาหลายเดือน ปฎิเสธผม และตัดสินใจคบกับอีกคน

คิดว่าหลายๆ ท่านที่เคยอยู่ในภาวะ “อกหัก” ก็คงมีอาการไม่ต่างกัน ตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เศร้า ฟังเพลงบางเพลงแล้วน้ำตาจะไหล กินอะไรก็ไม่อร่อย ยิ่งได้เห็นเขาเดินจูงมือกันแล้วยิ่งจุกอกไปหมด

ผมตกอยู่ในสภาพนี้หลายสัปดาห์ จนอาการมาทุเลาลงเมื่อไปอ่านเจอคำพูดหนึ่งครับ –

Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.

อย่า “ร้องไห้” เพราะความรักได้ “จบ” ลงแล้ว แต่จง “ยิ้ม” เพราะความรักนั้นได้ “เกิดขึ้น” ดีกว่า

และก็เป็นไปตามหลักอนิจจัง สิบสี่ปีผ่านไป อารมณ์ที่เคยเศร้าระดับทุรนทุราย ตอนนี้ไม่หลงเหลืออยู่เลย จนผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “ตอนนั้นเอ็งจะเศร้าไปไหน?”

คิดไปคิดมา ก็เลยได้สองทฤษฎีที่ช่วยอธิบายอาการของผม ณ ตอนนั้นได้ครับ

ทฤษฎีแรก ผมเรียกว่าทฤษฎี 10:90

คือเมื่อเรากำลังฟูมฟายกับเรื่องอะไรก็ตามแต่ เนื้อแท้ของความเศร้านั้นมีเพียง 10% ส่วนอีก 90% นั้น เรา “ดราม่า” ไปเอง

สัดส่วนสำหรับคนอื่นๆ อาจจะเป็น 1:99 หรือ 50:50 ก็ได้ แต่ประเด็นก็คือ เวลาที่เราจมจ่อมอยู่ในห้วงอารมณ์หนึ่งเป็นเวลานานๆ ถ้าสังเกตตัวเองดีๆ จะพบว่า เกินกว่าครึ่งของความรู้สึกแย่ๆ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น

เหมือนกับที่คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เขียนไว้ในหนังสือเข็มทิศชีวิตว่า คนอื่นเขาเอามีดมาแทงเราครั้งเดียว แต่เราเองนั่นแหละที่หยิบมีดนั้นขึ้นมาแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อีกทฤษฏีหนึ่งสำหรับคนอกหัก คือทฤษฎี “ดาราเจ้าบทบาท” ครับ

คนที่อกหัก มักจะสวมบทเป็นผู้ถูกกระทำ ที่ต้องอ่อนไหว ต้องฟูมฟาย ต้องเปราะบาง และที่สำคัญต้องเป็นคนที่น่าสงสารอย่างที่สุด

คนที่มีอาการนี้แบบติดหล่ม ผมว่ามันเป็นเพราะเขากำลัง “อิน” กับ “บทคนอกหัก” มากเกินไป จนลืม “บทบาท” ที่แท้จริงของตัวเอง
ผมว่าเราทุกคน ไม่ใช่นางเอกเจ้าน้ำตา แต่เป็นผู้กำกับ (ชีวิตตนเอง) ต่างหาก

ผู้กำกับที่สามารถมองทุกอย่างตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ไม่ยึดติดกับฉากรักที่ได้จบไปแล้ว

หน้าที่ของผู้กำกับคือจะดำเนินเรื่องราวต่อไปอย่างไรเพื่อให้ “ละคร” เรื่องนี้สนุกสนาน

และมี “ตอนต่อไป” ที่น่าติดตาม

—–

ภาพประกอบโดย Mame*zo

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Neighbour ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2556

ชอบตัวเองรึเปล่า?

20170528_likeyourself

“เวลาคบใครอย่าดูแค่ว่าเราชอบเขาไหม แต่ให้ดูว่าเราชอบตัวเองไหมเวลาอยู่กับเขา”

– หนูดี วนิษา เรซ

ผมอยากให้ทุกคนในหมู่บ้านได้อ่านประโยคนี้

เพราะมันจะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังมองหาคู่

—–

โดยธรรมชาติของผู้ชาย จะมองผู้หญิงจากภายนอกก่อน

ทั้งเรื่องหน้าตา หุ่น และเสื้อผ้าหน้าผม

ส่วนนิสัยก็สำคัญนะ แต่อาจจะพิจารณาหลังจากที่สี่ห้าข้อแรกผ่านแล้ว

ถ้าเป็นคนสวยมาก แม้นิสัยจะไม่ดีเท่าผู้หญิงหน้าตาธรรมดา ก็พร้อมที่จะลงมือจีบ

และพร้อมที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างที่ขัดกับตัวตนที่แท้จริง เพื่อจะได้ชนะใจเธอ

การทำอะไรที่ขัดกับตัวตนนี่แหละ ที่มักจะนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง

เพราะหลังจากเป็นแฟนกันแล้ว หรือแต่งงานไปแล้ว นิสัยเดิมจะกลับมา

จากที่เคยโทร.หาวันละสามเวลา ฝ่ายหญิงกลับต้องกลายเป็นคนโทร.ตาม

จากที่เคยไปรับไปส่ง ก็บอกให้กลับบ้านเอง

จากที่เคยปฏิบัติราวกับเราสำคัญที่สุดในโลก กลับมองเราเป็นแค่ “ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง”

—–

ปัญหาอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผู้ชายตั้งคำถามว่า ชอบตัวเองรึเปล่าเมื่ออยู่กับผู้หญิงคนนี้

เพราะมันจะนำไปสู่คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า เราสองคนเหมาะกันมั้ย

ผมเชื่อว่า การที่คนสองคนจะคบกันยืนยาว มันต้องสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งหรือดัดแปลงอะไร

รักในความธรรมดาและในธรรมชาติของกันและกันนี่แหละดีที่สุดแล้ว

—–

กับแฟนคนปัจจุบัน (จริงๆ ต้องเรียกว่าภรรยา แต่คำว่าแฟนฟังดูชิวกว่า)

เราไม่ได้รักกันหวานซึ้งอะไร ไม่ได้ทำอะไรให้กันเป็นพิเศษ

(เมื่อกี้พี่ที่ทำงานถามผมว่า วันวาเลนไทน์มีแผนรึยังว่าจะพาแฟนไปไหน ผมก็ตอบไปตรงๆ ว่าไปตรวจบ้านครับ (บ้านใหม่สร้างเสร็จแล้ว!))

แต่ที่ผมโชคดีมากๆ ก็คือต้้งแต่วันที่คบกัน ผมไม่เคยต้องเสแสร้งหรือแกล้งทำอะไรที่ขัดกับจริตของตัวเองเลย

และที่โชคดียิ่งกว่านั้น คือผมชอบตัวเองมากๆ เวลาอยู่กับเธอ

เธอทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีเสน่ห์ อย่างที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำได้มาก่อน

ไม่ใช่ด้วยการชมว่าผมหล่อนะครับ เพราะธรรมดาคุณเธอจะจิกกัดผมตลอดเวลาอยู่แล้ว

แต่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีเสน่ห์ เพราะเวลาผมยิงมุขแล้วเธอขำ เวลามีปัญหาอะไรก็จะโทร.มาหาผม เวลาผมปลอบเธอก็หายเศร้า

และผมก็เชื่อว่า เธอก็ชอบตัวเองเวลาอยู่กับผมเช่นกัน

ไม่ต้องห่วงสวย ไม่ต้องวางฟอร์ม ทำตัวติ๊งต๊องได้เต็มที่ และงอแงได้ตามความเหมาะสม!

พูดถึงขนาดนี้ ใช่ว่าเราจะเป็นตัวของตัวเองตลอดแล้วไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะครับ

เพราะทุกคนก็มีจุดอ่อน

อันไหนที่รู้ตัวว่าเป็นข้อด้อย เราก็ปรับปรุงมันซะ เพื่อให้คนที่อยู่กับเราสบายใจขึ้น

และเมื่อเราแก้ไขนิสัยเสียๆ นี้ได้ เราก็จะชอบตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เมื่อเราชอบตัวเอง เราก็จะช่วยดึงส่วนดีๆ ในคู่ของเราออกมาด้วย เป็นการเติมพลังงานบวกให้กันและกัน และทำให้การมีคู่เป็นความรื่นรมย์

แต่หากเราไม่ชอบตัวเอง ก็ย่อมจะดึงส่วนแย่ๆ ของอีกฝ่ายออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คู่รักมากมายจึงกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมไปแทน

—–

ผู้ชายคนไหนที่กำลังจีบหญิงอยู่ อย่ามองแค่ว่าเขาสวยจนยอมทุกอย่างนะครับ เพราะผมการันตีได้เลยว่าวันหนึ่งคุณจะเบื่อความสวยนั้นแน่ๆ

ผู้หญิงคนไหน ที่กำลังคุยกับชายใดอยู่ ก็อย่าดูแค่เรื่องหน้าตา ฐานะ หรือความทุ่มเทของเขานะครับ ต้องถามตัวเองด้วยว่า “ชอบตัวเองรึเปล่าเวลาอยู่กับเขา”

ถ้ายังไม่ชอบ ก็แปลว่าอาจยังไม่ใช่

และยังไม่ควรรีบร้อน


ขอบคุณข้อมูลจาก Thail Multiply Pooklook38 : Secret ฉบับที่ 30 : หนูดี วนิษา เรซ

ขอบคุณภาพจาก Krungsri Guru 12 คำตอบเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพทางสมอง และสร้างแรงบันดาลใจสำหรับนักศึกษา วัยทำงาน และนักธุรกิจ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

เก่งจริงไม่ต้องบอก

20150210_GoodGreat

When you’re good at something, you will tell everyone. When you’re great at something, they’ll tell you.

-Walter Payton

 

ผมว่าคนไทยไม่ใช่คนขี้อวด

ที่ไม่อวดอาจจะเพราะว่าเราเป็นคนถ่อมตัวโดยธรรมชาติ

แต่ผมเดาว่าส่วนใหญ่เราไม่ค่อยอวดเพราะว่ากลัวโดนหมั่นไส้

คำว่าหมั่นไส้นี่ไม่มีในภาษาอังกฤษนะครับ อาจจะเพราะว่าฝรั่งไม่มองว่าการนำเสนอว่าตัวเองมีอะไรดีเป็นสิ่งผิด

ดังนั้นในห้องเรียนฝรั่ง ถ้าอาจารย์ถามอะไร เด็กจะแย่งกันยกมือตอบ ทั้งเด็กเรียนดีและเด็กเรียนไม่ดี

ขณะที่ในห้องเรียนไทย เราแทบจะยกสัมปทานให้เด็กเรียนดีรับหน้าที่นี้ไปเลย

—–

เวลาเราเก่งเรื่องอะไร เราจะอยากบอกทุกคน

ผมเองเป็นคนมีหัวเรื่องวิชาเลข

ตอนชั้นประถม เราก็อยากจะโชว์ความเก่งนี้ออกมา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้น่าเกลียด?

คำตอบคือตอนสอบครับ

ผมจะพยายามทำข้อสอบให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ออกจากห้องสอบเป็นคนแรก

จำได้เลยว่า ตอนยกมือบอกอาจารย์ว่าเสร็จแล้ว และเดินออกจากห้องในขณะที่เพื่อนๆ ทั้งหลายยังก้มหน้าก้มตานั้น รู้สึกว่าตัวเองเท่ชะมัด

เท่อยู่หลายวันจนถึงวันประกาศผล ที่ปรากฏว่าคะแนนสอบของผมน้อยกว่าเพื่อนอีกหลายๆ คนที่ทำข้อสอบช้ากว่าแต่รอบคอบกว่า

อาการ “อยากออกจากห้องสอบเป็นคนแรก” จึงค่อยๆ ทุเลาลง และหายไปในที่สุดตอนขึ้นชั้นมัธยม

—–

ถ้าเรามีความเป็นเลิศด้านไหน ผู้คนเค้าจะเอ่ยปากบอกเราเอง

สมัยหนุ่มๆ เวลาเพื่อนคิดไม่ตก หลายคนจะมาปรึกษาผม ตั้งแต่ปัญหาหัวใจยันเหตุการบ้านเมือง ทั้งๆ ที่ผมเองก็ประสบการณ์ต่ำมากทั้งสองเรื่อง

แต่การที่เขายังมาหาเราบ่อยๆ แสดงว่าเพื่อนต้องเห็นว่าเรามีมุมมองที่จะมีประโยชน์ต่อเขาได้

อีกหนึ่งทักษะที่ผมไม่เคยคิดว่าจะโดดเด่นแต่ประการใดคือเรื่องขีดๆ เขียนๆ

เพราะจริงๆ แล้ว ผมเป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่ง ไม่ค่อยมีลูกล่อลูกชนอะไร เวลานั่งอยู่ในวงสนทนาผมแทบจะเป็นคนพูดน้อยที่สุดด้วยซ้ำไป (ยกเว้นต้องพูดด้วยหน้าที่)

แต่หลังจากแจกหนังสือในงานแต่งงานไป กลับได้รับคำชมเกินคาด ผู้ใหญ่บางคนถึงกับออกปากฝากพ่อผมมาบอกว่า อย่าหยุดเขียน

เมื่อคนอื่นๆ บอกผมว่าผมมีมุมมองที่น่าสนใจ และมีทักษะด้านการเขียน ผมก็เลยตัดสินใจลงมือเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ ในปีนี้

แล้วคุณล่ะ มีใครบอกคุณรึยังว่าคุณเก่งเรื่องอะไร?

แล้วคิดจะทำอะไรกับมันบ้างรึเปล่า?

บอลห้าลูก

20150209_TheJuggler

ชีวิตคนเราก็เหมือนตัวตลกหรือ Juggler ในคณะละครสัตว์

Juggler – คำๆ นี้ไม่มีในภาษาไทย

คำว่า Juggle ที่เป็นคำกิริยา ก็ไม่มีคำแปลตรงๆ ในภาษาไทยอีกเช่นกัน

คำแปลที่ผมพอจะหาได้และใกล้เคียงที่สุดคือในดิคชันนารีของ Sanook ที่แปลไว้ว่า “โยนและรับลูกบอลหรือสิ่งของอย่างต่อเนื่อง”

พอจะนึกภาพออกใช่มั้ยครับ

ถ้าเรามีบอลสองลูก เราโยนลูกหนึ่งขึ้นในอากาศ แล้วพอมันจะลงมาสู่มือเรา เราก็โยนอีกลูกนึงขึ้นไปแทน

คนที่ทำเก่งๆ ก็จะสามารถเพิ่มลูกบอลเป็นสามลูก หรือมากกว่านั้นได้

ไบรอัน ไดซั่น (Bryan Dyson) อดีต CEO ของโค้กเคยกล่าวไว้ว่า

เราทุกคนมีบอลอยู่ห้าลูกที่ต้อง Juggle อยู่ตลอดเวลา

Work
Family
Health
Friends
Spirit

ตามการตีความของผม Work ก็คืออะไรก็ตามที่เราทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ ไม่ว่ามันจะเป็นงานประจำหรือการลงทุนเพื่อให้มีเงินมากขึ้น

Family หรือครอบครัวนั้น ก็คือ พ่อแม่พี่น้อง สามี ภรรยา และลูก

Friends ก็คือเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงาน หรืออาจจะหมายรวมถึงคนที่เราสมาคมด้วยแม้จะไม่สามารถเรียกว่าเพื่อนได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็ตาม

Health คือสุขภาพของตัวเอง นั่นคือการพักผ่อนให้เพียงพอ การกินอาหารให้ครบมื้อ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีร่างกายที่สมบูรณ์

Spirit หรือ จิตวิญญาณ คำนี้นิยามยากหน่อย แต่ในความเข้าใจของผม คือการดูแลจิตใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตามความเชื่อตามศาสนาของตน การได้นั่งทบทวนอะไรเงียบๆ การอ่านหนังสือดีๆ ซักเล่ม หรือทำอะไรก็ตามเพื่อให้มีสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจ

คุณไบรอันกล่าวต่ออีกว่า บอลทั้งห้าลูกที่เราพยายามจะ juggle อยู่ตลอดเวลานั้น มีสี่ลูกที่ทำมาจากแก้ว (glass balls) และอีกหนึ่งลูกที่ทำมาจากยาง (rubber ball)

คุณคิดว่าบอลลูกไหนที่ทำมาจากยาง?

—–

—–

—–

—–

—–

—–

ผมถามคำถามนี้มาหลายครั้ง กับใครหลายๆ คน

บางคนตอบว่า เพื่อน เป็นบอลยาง เพราะถึงจะไม่ได้ติดต่อกันนาน มาเจอกันใหม่ความเป็นเพื่อนก็ยังคงเดิม

บางคนตอบว่า Spirit เพราะถึงจะไม่สวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือมีเวลากับตัวเองมากนัก ก็อยู่มาได้สบายดี

แต่ในทัศนะของคุณไบรอันก็คือ เขาบอกว่า งาน คือบอลยางครับ

ถึงแม้เราจะส่งงานสาย เราก็อาจจะโดนหัวหน้าตำหนิ แต่ก็ยังกลับมาทำงานได้ใหม่

ถึงแม้เราจะโดนเลย์ออฟ แต่ถ้าเรามีความสามารถซะอย่าง ก็หางานใหม่ได้ไม่ยาก

ถึงแม้จะทำธุรกิจเจ๊ง จนล้มละลาย ก็ยังสามารถกลับมาตั้งตัวใหม่ได้

เพราะแม้เงินหรืองานจะหายไป แต่ความรู้กับประสบการณ์ก็ยังอยู่กับเรา

บอลยางนั้น ยิ่งตกมาไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระเด้งขึ้นได้ไกลเท่านั้นนะครับ

ในทางกลับกัน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และ จิตวิญญาณนั้น ถ้าเราทำมันตกเมื่อไหร่ ถ้าไม่แตก ก็ถือว่าโชคดีมากๆ

แต่อย่างน้อยมันก็จะยังมีรอยร้าวอยู่ดี

และต่อให้คุณมีกาวชั้นเลิศขนาดไหน รอยร้าวนั้นก็ไม่สามารถกลับมาผสานสนิทกันได้เหมือนเดิม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนกรุงเทพอย่างเรานั้น คือปฏิบัติกับงานราวกับว่ามันเป็นบอลแก้ว และทำกับบอลสี่ลูกที่เหลือราวกับว่ามันเป็นบอลยาง

เราสัญญาว่าจะไปดูลูกขึ้นแสดงในงานโรงเรียน แต่เราติดประชุมด่วนไม่ได้ไป ลูกอาจจะจดจำความผิดหวังนี้ไปจนโต

เรานั่งทำงานจนดึกดื่น พักผ่อนไม่เพียงพอจนเป็นไมเกรน ท้องผูก กรดไหลย้อน และอีกสารพัดโรค ทั้งๆ ที่ก็ดีอยู่แก่ใจว่าร่างกายไม่เหมือนรถยนต์ที่จะมียางอะไหล่ให้เปลี่ยน

เพื่อนๆ นัดกินข้าวกันปีละหลายครั้ง แต่เราไม่เคยโผล่ไปเลยซักครั้งโดยอ้างว่าติดธุระ หรือเพราะคิดว่าไปก็มีแต่เสียตังค์ คิดหรือว่าเพื่อนจะมองเราเหมือนเดิม

และถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องอยากทำงานให้เยอะๆ จะได้รวยไวๆ โดยไม่มีเวลาทบทวนตัวเองเลย ก็อาจจะเสียสติก่อนจะได้ใช้เงิน หรือถึงยังมีสติก็อาจจะไม่เหลือคนที่จริงใจด้วยเหลืออยู่แล้ว

จากนี้ไป ระวังอย่าทำบอลแก้วตกอีกนะครับ

—-

Sources: Changing Winds – How Many Balls Can You Juggle? 30 Seconds of Impeccable Sense from Brian Dyson