Pic & Pause: Photo taken after a 23-hour long heart transplant surgery

ZbigniewRelica_1987_HeartTransplantation

นี่คือหนึ่งในภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดของนิตยสาร National Geographic

ถ่ายโดย James Stanfield ในปี 1987 (พ.ศ.2530)

เป็นภาพถ่ายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจที่ใช้เวลายาวนานถึง 23 ชั่วโมง

ด้านซ้ายคือศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดที่กำลังจ้องไปที่อะไรซักอย่าง ผมเดาว่าเป็นจอมอนิเตอร์ที่บ่งบอกความเป็นไปของคนไข้

ตรงกลางคือคนไข้ที่มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด คนไข้น่าจะเป็นผู้ชายสูงอายุ เพราะผมสีขาวและหัวเถิกๆ

และด้านขวามือสุด ด้านหลังของห้อง มีผู้ช่วยที่นอนสลบอยู่

ผมดูภาพนี้แล้วได้อารมณ์หลายอย่าง

ทั้งความรู้สึก “นิ่ง” หลังพายุเพิ่งผ่านพ้นไป แต่ก็ยังไม่สงบซะทีเดียว

ความรู้สึก “ทึ่ง” ในตัวศัลยแพทย์ผู้นี้ที่อดหลับอดนอนทำงานติดต่อกัน 23 ชั่วโมง

และความรู้สึก “อยากรู้” ว่าศัลยแพทย์ผู้นี้เป็นใคร และคนไข้รอดมั้ย

นายแพทย์ผู้นี้ชื่อ Zbigniew Religa ครับ อ่านว่า ซบิ๊กเนี้ยฟ ราลิก้า เป็นศัลยแพทย์คนแรกในโปแลนด์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจได้สำเร็จ

นอกจากจะเป็นหมอที่เก่งมากแล้ว เขายังได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย (Minister of Health)

คุณหมอราลิก้า เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009 ครับ

ส่วนคนไข้ของเขานั้นยังมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้

ข้าน้อยขอคารวะ

ZbigniewRelica_Patient
ภาพถ่ายจาก
http://news.distractify.com/people/complex-humans/

ข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Zbigniew_Religa

อย่าเป็นพัดลม

20150115_Fan

สมัยหนุ่มๆ ผมเป็นคนอ่อนไหวพอสมควรเลย

ถ้าผมตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ลงไป แล้วคนที่เราหวังดีด้วยไม่เห็นค่า ผมจะเฮิร์ทมาก

จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง ผมเคยเขียนจดหมายเปิดผนึกหาเพื่อนร่วมรุ่นใน Asian U

ตอนนั้นเรามีกันอยู่แค่ 20 คนเท่านั้น

ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าผมเขียนเรื่องอะไรไป แต่น่าจะเป็นการขอความร่วมมืออะไรซักอย่าง

แต่ที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือเพื่อนบางคนเอาจดหมายของผมไปพับเป็นเครื่องบินแล้วปาเล่นกัน

โหย ทั้งเจ็บ ทั้งอาย

กลับมามองตอนนี้ก็เฉยๆ แล้วนะครับ ออกจะตลกตัวเองมากกว่า ว่าตอนนั้นคงทำอะไรเชยๆ ออกไป และเพื่อนๆ ก็คงได้รับสาส์นเรียบร้อยแล้ว เลยเอากระดาษไปใช้ประโยชน์ต่อ

มาเข้าประเด็นกันดีกว่า

คุณเป็นเหมือนผมมั้ย

เวลาเห็นข่าวเศร้าๆ ในทีวี เราก็หดหู่

เวลาใครชม เราก็ลิงโลด

เวลาใครพูดจาไม่เข้าหู เราก็โกรธ

พอมีแรงกระทบจากภายนอกเมื่อไหร่ เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามมาทันทีเลย

โอเคล่ะ เขาพูดจา “น่า” โมโหก็จริง

แต่เราเอง “ต้อง” โมโหด้วยรึเปล่า

เพราะถ้าเราต้องโมโหทุกครั้งเวลาที่ใครทำไม่ดีกับเรา

เราก็ไม่ต่างอะไรกับพัดลม ที่พอถูก “กดปุ่ม” เมื่อไหร่ ก็ต้องหมุนส่ายเรื่อยไป

เป็นแค่เครื่องจักรที่ทำงานไปตามกลไกและคำสั่งจากภายนอก  ไม่ต้องใช้สติปัญญาใดๆ

———–

ผมขอเสนอทางเลือกใหม่

พอมีใครมาพูดจาไม่เข้าหู

ก่อนที่เราจะตอบโต้อะไรออกไป

บอกตัวเองว่า ขอเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคิดบัญชี

พอผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว คุณอาจจะเริ่มลังเล

และถ้าปล่อยให้ผ่านไปซักสามชั่วโมง คุณก็อาจจะเลิกคิดที่จะกลับไปตอบโต้คนที่ทำให้คุณโกรธ เพราะเริ่มเห็นแล้วว่าเสียเวลาเปล่าๆ

และไม่แน่ ในคืนวันนั้น หากคุณมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ

คุณอาจจะนึกขอบคุณเขาก็ได้

ที่ให้โอกาสคุณได้เห็นความโกรธของตัวเอง

และให้คุณได้เห็นความโกรธนั้นหายไป

บางคนอาจจะเถียงว่า โอ๊ยไม่จริงหรอก เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว แต่นึกถึงทีไรชั้นก็ยังของขึ้นทุกที

ที่รู้สึกอย่างนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้น คุณปล่อยให้ตัวเองมีปฏิกิริยา

ไม่ทางกาย ก็อาจจะเป็นทางคำพูด

ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาอีก

โต้กลับไปกลับมา จนทำให้ความโกรธหรือความรู้สึกไม่ดีนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งคุณไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป

แต่คุณเก็บความขุ่นข้องหมองใจนั้นกลับไปคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ความคิดนั่นแหละที่ทำให้เชื้อความโกรธมันใหญ่ขึ้นและฝังรากลึกขึ้นเรื่อยๆ จนแม้จะผ่านไปนานแล้วเชื้อนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่

เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับความโกรธ ความน้อยใจ หรือความรู้สึกไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว อย่าเพิ่งตอบโต้ หาช่องว่างให้เจอ แล้วให้เวลาตัวเองอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

ถ้ามันหยุดคิดไม่ได้ ก็ให้หาอะไรทำ

ถ้าอยู่กับตัวเองแล้วฟุ้งซ่านก็หาเพื่อนคุยเรื่องอื่น

เมื่อทำอย่างนี้แล้ว คุณจะพบว่าความรู้สึกที่ไม่ดีนั้น มันมาไว-ไปไว

ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องลงไปคลุกกับมันให้เสียพลังงานฟรีๆ

เข้าใจครับว่าพูดง่าย ทำยาก

แต่ก็คุ้มที่จะลองใช่มั้ย?

หรือจะยอมเป็นพัดลมให้ใครมากดปุ่มได้ตามอำเภอใจ?

———–

โพสต์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง The Buddha Said ประพันธ์โดย Osho

Forget about making a million dollars

.20150114_MillionPeople

คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลที่เพิ่งคว้ารางวัล FIFA Ballon D’Or (เป็นภาษาฝรั่งเศษอ่านว่า บัลลงดอร์ แปลว่าลูกบอลทองคำ) ไปเมื่อสัปดาห์นี้ มีเงินเดือนเท่าไหร่ทราบมั้ยครับ?

17 ล้านยูโรต่อปี หรือ 657 ล้านบาทเท่านั้นเอง (นี่ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์พวกยาสระผมขจัดรังแคเลยนะ!)

หมายความว่าแต่ละสัปดาห์ โรนัลโดจะมีเงินไหลเข้าบัญชี 12 ล้านบาท จากการเตะไอ้ลูกกลมๆ นี่

โรนัลโดเตะบอลแค่ 90 นาที ได้เงินมากกว่าที่บางคนหาได้ทั้งชีวิต

อาจจะมีใครแอบตำหนิโลกทุนนิยมที่สร้างความแตกต่างทางรายได้อันมหาศาลขนาดนี้นะครับ

แต่ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า ผลตอบแทนของเรา ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เราสร้างคุณค่าให้ (the return is proportional to the number of people you impact)

กลับมามองที่งานของเรา เราอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับคนในทีม และให้กับผลประกอบการของบริษัท ซึ่งตัวเลขของคนที่เรามี impact ด้วยก็น่าจะไม่เกิน 100 คน

ขณะที่ นักฟุตบอลอย่างโรนัลโด ที่เล่นให้ยอดทีมอย่างเรียล มาดรีด และมีแฟนบอลตามดูอยู่ทั่วโลกนั้น ย่อมสร้างผลกระทบกับคนนับล้านๆ คนทุกสัปดาห์ (ไม่รวมที่เขาไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาสระผมขจัดรังแคนะ!)

ผมลองพิมพ์คำว่า Ronaldo ลงไปใน Youtube.com วีดีโอที่โชว์ขึ้นมาก็คือ Cristiano Ronaldo ● Amazing Skills Show ● 2013-2014 ||HD|| ซึ่งมีคนดูไปแล้ว 17 ล้านครั้ง!

ขณะที่บล็อกของผมแต่ละตอน มีคนอ่านแค่ 20 ครั้ง!

เพราะโรนัลโดมี impact กับคนในวงกว้าง ผลตอบแทนจึงมหาศาลตามมา

มันก็เลยสอดคล้องกับคำพูดหนึ่งที่ผมอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่า

“อย่าไปสนใจเรื่องหาเงินหนึ่งล้านเหรียญ เอาเวลาไปทุ่มเทกับการช่วยเหลือคนหนึ่งล้านคนดีกว่านะไอ้น้อง”

ซึ่งผมว่ามันก็จริง

ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องหาเงิน ชีวิตอาจจะมีแต่เรื่องตัวเลขและกำไร และคงจะโดดเดี่ยวพิลึก

แต่ถ้าเราใส่ใจกับเรื่องสร้างประโยชน์ให้คนอื่นๆ ชีวิตเราจะมีความหมายและทางที่เราเดินน่าจะเต็มไปด้วยมิตรภาพ

ส่วนเรื่องเงินจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

บล็อกของผมอาจจะมีคนอ่านไม่ถึงหนึ่งล้านคน

แต่ถ้าซักหนึ่งหมื่นคนก็น่าจะพอเป็นไปได้

ถึงวันนั้นแล้วผมจะมารายงานผลนะครับว่า ผมมีรายได้เป็นกี่เสี้ยวของโรนัลโด

ตารางนี้อาจเปลี่ยนชีวิตคุณ

4Qudrants_cover

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People

แต่ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านกันมากน้อยแค่ไหน

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือเรื่อง 4 Quadrants ครับ

ลองหยิบกระดาษขึ้นมา วาดรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเกือบเต็มพื้นที่กระดาษ แบ่งสี่เหลี่ยมนั้นออกเป็นตารางสี่ช่อง แล้วเขียนคำว่า Important / Not Important  และ Urgent / Not Urgent กำกับ  เสร็จแล้วให้ตั้งชื่อแต่ละช่องว่า Q1, Q2, Q3, Q4

ก็จะได้ตารางประมาณนี้ครับ

Quadrants_Blank

สตีเฟ่น โควี่ย์ (Stephen R. Covey) ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตคนเราแบ่งออกได้สี่แบบ

Q1 คือกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วน (Urgent  and Important) เช่น ป่วยหนัก จ่ายบัตรเครดิต หรือเตรียมเอกสารสำหรับประชุมด่วนกับประธานบริษัท

Q2 คือกิจกรรมที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Important but Not Urgent) เช่น ออกกำลังกาย ออมเงิน พัฒนาคนในทีม

Q3 คือกิจกรรมที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent but Not Important) เช่น ดูหนังที่กำลังจะออกโรง มิดไนท์เซลส์ แฟนโทร.มา

Q4 คือกิจกรรมที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent and Not Important) เช่น เล่นเฟซบุ๊ค ตอบไลน์ เมาธ์มอย

พอใส่เป็นตาราง ก็จะได้ประมาณนี้ครับ (ขออนุญาตเป็นภาษาอังกฤษนะครับ)

Quadrants_FilledIn

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าใช้ชีวิตภายใต้ความกดดันตลอดเวลา มีงานที่ต้องส่งวันนี้ 5 ชิ้น และงานที่ควรจะส่งตั้งแต่เมื่อวานอีก 5 ชิ้น กลับบ้านสามสี่ทุ่มทุกวัน แสดงว่าคุณกำลังถูกขังอยู่ใน Q1 นะครับ คือทุกอย่างสำคัญ ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด

ถ้าคุณรู้สึกว่าทำไมขยันแทบแย่ แต่การงานไม่ก้าวหน้าไปไหนซักที ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณใช้เวลากับงานประเภท Q3 มากเกินไป คือทำงานที่เร่งด่วน แต่จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยสำคัญหรอก  เช่นเข้าประชุมที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ทำ report ที่ไม่มีคนอ่าน หรืออะไรทำนองนั้น งานเหล่านี้มีเงื่อนไขทางเวลา ว่าควรจะเสร็จเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้ แต่ไม่มีคุณค่าต่อองค์กรเท่าไหร่

และถ้าคุณรู้สึกว่า หมดไปหนึ่งวันแล้วงานยังไปไม่ถึงไหนเลย อาจเป็นไปได้ว่าคุณใช้เวลากับกิจกรรม Q4 มากเกินไปนะครับ (วันนี้คุณเล่นเฟซบุ๊คที่ออฟฟิศไปกี่นาที/ชั่วโมง?)

ก่อนจะอ่านต่อไป ขอทบทวนอีกครั้งนะครับว่า Q1, Q2, Q3, Q4 หมายความว่าอะไร จะได้อ่านได้ลื่นไหล ไม่ต้องวนกลับมาอ่านใหม่

  • Q1 คือสำคัญและเร่งด่วน
  • Q2 คือสำคัญและไม่เร่งด่วน
  • Q3 คือไม่สำคัญแต่เร่งด่วน
  • Q4 คือไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

กิจกรรมเดียวกัน คนหนึ่งอาจจะมองว่าอยู่ Q2 ขณะที่อีกคนอาจจะมองว่าอยู่ Q4 ก็ได้ เช่น การหยุดยาว บางคนมองว่าไม่ได้สำคัญมากนัก (Q4) ขณะที่บางคนวางแผนล่วงหน้าเป็นปีๆ เลยว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง (Q2)

หรือผู้หญิงอาจจะมองว่าการไปช็อปปิ้งช่วงแกรนด์เซลส์เป็น Q1 ขณะที่ผู้ชายมองว่าเป็น Q4

ไม่มีอะไรผิด อะไรถูกครับ แล้วแต่ว่าเราจะให้ค่ากับอะไร

พร้อมแล้วนะครับ ผมจะได้คุยต่อถึงประโยคที่ผมถือว่าสำคัญที่สุดในหนังสือ Seven Habits ที่ขายไปแล้วกว่า 25 ล้านเล่มครับ

ประโยคที่ว่านี้คือ

ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต จงให้เวลากับกิจกรรม Q2 ให้มากที่สุด

เหตุผลที่เราควรจะโฟกัสกับกิจกรรม Q2 หรือสิ่งที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนนั้นมีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ

  1. Q2 ช่วยป้องกันให้ไม่เกิด Q1 โดยส่วนใหญ่แล้ว Q1 จะเกิดขึ้นเพราะเราละเลย Q2  เช่นถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ (เป็น Q2 หมดเลย)  โอกาสที่จะป่วยหนักนั้นจะน้อยมาก   หรือบางอย่างมันเคยเป็น Q2 มาก่อน แต่ก็กลายเป็น Q1 เช่นถ้าเราได้บิลบัตรเครดิตแล้วไปจ่ายเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเรารอจนถึงวันที่มันที่ต้องจ่ายแล้ว มันจะกลายเป็น Q1 ทันที
  1. กิจกรรม Q2 ให้ผลตอบแทนดีที่สุด (Highest return on investment) ถ้าเจ้านายสั่งให้คุณทำรายงานที่สำคัญมากๆ โดยให้เวลาคุณหนึ่งเดือน แต่คุณทำเสร็จภายในสองสัปดาห์ คุณจะโดดเด่นขึ้นมาทันที แต่ถ้าคุณชะล่าใจรอจนสัปดาห์สุดท้าย คุณก็ต้องมานั่งปั่นงาน ถ้าเสร็จทันเวลาก็เสมอตัว แต่ถ้าเสร็จช้าก็จะโดนเจ้านายเขม่น นั่นคืองาน Q1 นั้น อย่างมากก็ได้แค่เสมอตัวครับ  แต่ถ้าคุณเอาเวลาไปทำเรื่อง Q2 เช่นเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ และฝึกด้วยการพูดตามหนังฝรั่งบ่อยๆ  ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นของคุณจะช่วยเปิดโอกาสให้คุณอีกมากมายในอนาคตนะครับ    ส่วน Q3 และ Q4 นั้น ผลตอบแทนน้อยมากหรือไม่มีเลย เพราะว่ามันไม่สำคัญ
  1. กิจกรรม Q2 นั้นให้อิสรภาพกับคุณ หมายความว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะกำหนดได้ว่าจะทำ Q2 เมื่อไหร่ ในขณะที่ Q1 นั้นไม่ให้สิทธิ์คุณเลือกเลย เพราะคุณโดนบังคับกลายๆ อยู่แล้วว่ามันต้องทำให้เสร็จ หากคุณมีกิจกรรม Q2 เยอะๆ  Q1 น้อยๆ ก็ย่อมจะไม่เครียดเพราะว่าเราจะรู้สึกว่าเราคอนโทรลชีวิตได้ครับ
  1. กิจกรรม Q2 นั้นจะทำให้ Q3 และ Q4 ลดลง เพราะหนึ่งวันมีแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเราใช้เวลาไปกับ Q1 และ Q2 (ซึ่งสำคัญทั้งคู่) ให้มาก เราก็จะมีเวลาให้ Q3 กับ Q4 น้อยลงไปโดยปริยาย อย่างเช่นตอนนี้ ผมเอาเวลามาลงกับการเขียนบล็อกชิ้นนี้ ทำให้ผมมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะผมก็อยากจะจำกัดเวลาเล่นเฟซบุ๊คอยู่แล้ว

ผมขอยกตัวอย่างกิจกรรม Q2 ในที่ทำงานนะครับ

  • นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้ฟีดแบ็คเกี่ยวกับงานของเรา (เช่นหัวหน้าให้งานเยอะเกินไป หรือให้งานที่ไม่ตรงกับจริตและทักษะ)
  • จัดเวลาสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในด้านที่เราสนใจ
  • เก็บโต๊ะให้เรียบร้อย
  • ทำความสะอาดเมล์บ๊อกซ์ (ไม่ให้เหลือเมล์ที่ยังไม่ได้อ่าน)
  • วางแผนว่าสัปดาห์นี้ควรจะทำงานอะไรให้เสร็จบ้าง
  • คิดโปรเจ็คที่จะมีผลบวกกับทีมในระยะยาว

ส่วนกิจกรรม Q2 ที่ไม่เกี่ยวกับงานก็เช่น

  • เลิกเล่นมือถือหลังสี่ทุ่ม
  • ฝึกสวดมนต์/ นั่งสมาธิ
  • ชวนแฟน / เพื่อน ไปเที่ยวญี่ปุ่น
  • ขอโทษแม่ที่วันก่อนพูดจาไม่ดีกับท่าน
  • โทร.หาเพื่อนเก่า
  • ทำความรู้จักกับคนที่เราชื่นชม
  • ทำอะไรซักอย่างกับความฝันที่เราผัดวันประกันพรุ่งมานาน

พอจะมีไอเดียแล้วใช่มั้ยครับ?

การที่เราต้องโฟกัสที่ Q2 นั้นเพราะว่าถ้าเราไม่ให้ความสนใจกับมัน  Q2 จะโดน Q1 กับ Q4 กลืนกินครับ

ระหว่างวันเราต้องวิ่งวุ่นกับ Q1 พอหมดวัน เลยรู้สึกว่าต้องให้รางวัลกับตัวเองด้วยการทำกิจกรรม Q4 รู้ตัวอีกทีก็ดึกแล้ว เราจึงไม่ได้ทำ Q2 เลย ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันมีความหมายกับชีวิตเราแค่ไหน แต่เราไม่มีเวลาและไม่มีพลังเหลือแล้ว

เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้นะครับ ลองหยิบกระดาษหรือเปิด Notes ในมือถือขึ้นมา แล้วลองเขียนดูซิว่า อะไรคือ Q2 ของคุณบ้าง (ส่วนใหญ่แล้วมันคือสิ่งที่คุณ “ว่าจะทำ” มาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำซะทีนั่นแหละ)

เมื่อคิดได้แล้ว ก็เริ่มได้เลยครับ หรือถ้าตอนนี้ดึกแล้ว ก็เริ่มทำพรุ่งนี้เช้าเป็นสิ่งแรกเลยก็ได้ เพราะเป็นตอนที่เรามีเวลาและมีพลังใจเหลือเฟือ

ให้เวลากับ Q2 แค่วันละ 5 นาทีก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ – One year from now, you will wish you had started today.

เมื่อเราทำ Q2 ติดจนเป็นนิสัย เราก็จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่แน่นะครับ วันหนึ่งตาราง 4 Quadrants ของเราอาจจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ก็ได้

Quadrants_Q2Focus

นั่นคือ คุณจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งมีความหมายกับคุณจริงๆ โดยไม่มีใครมาบังคับและไม่มีเงื่อนไขด้านเวลา

ถ้าทำได้คงเจ๋งไปเลยเนอะ!

ถึงคราวเป็นผู้ใหญ่บ้างแล้ว

20150112_NewGen

บางทีเราก็ยังไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่

เวลามีเรื่องสำคัญๆ ระดับประเทศอย่างการออกมาชุมนุมทางการเมืองหรือการปฏิรูปประเทศไทยนั้น เราจึงยกให้เป็น “เรื่องของผู้ใหญ่” ทั้งสิ้น

ส่วน “เด็กๆ” อย่างพวกเรา อาจจะมองว่าไม่มีสิทธิ์ทำอะไร หรืออาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องของเรา

อย่างมากก็แค่คอยตามข่าวและวิจารณ์ใน Facebook กันให้เมามัน

แล้วก็เข้านอน

แล้วก็ตื่นขึ้นมาเพื่อจะพบว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม

———-

จะว่าไปแล้ว คุณลุงคุณป้าที่อยู่ในสนช.และสปช. ตอนนี้ก็มีส่วนในการ “ขับเคลื่อนประเทศ” มาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 แล้ว

ตั้งแต่พวกเขายังอายุแค่ 20 ปีต้นๆ

น้อยกว่าผมหนึ่งรอบ และน้อยกว่าใครอีกหลายๆ คนที่กำลังอ่านโพสต์นี้

40 ปีผ่านไป คนกลุ่มเดิมในวัยแซยิดก็ยังขับเคลื่อนประเทศกันอยู่

ผมว่าเขาก็คงเหนื่อยเต็มทีแล้วล่ะ แต่มองไปข้างหลังแล้วยังไม่ค่อยเห็นใคร เลยยังต้องเดินกันต่อไปกับคนหน้าเดิมๆ

จะว่าไปแล้ว “เด็กๆ” รุ่นพวกผมนี่ก็อายุเข้าวัยกลางคนแล้วนะครับ เริ่มถูกเรียกว่า “น้า” กันแล้ว

เป็นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์และความรู้มากพอสมควร พอจะมีทรัพย์อยู่บ้าง แถมยังมีกำลังวังชาที่จะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง

โอเคล่ะ เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยน ค่านิยมก็ย่อมเปลี่ยน ถ้าต้องเลือกระหว่างการขับเคลื่อนประเทศ กับการสร้างฐานะตัวเองให้มั่นคง คนรุ่นผมส่วนใหญ่ก็คงเลือกอย่างหลัง

แต่ผมก็ยังคิดว่าคงจะดี ถ้ารุ่น “เด็กๆ” อย่างพวกเรา จะเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง

เพราะผมเชื่อว่าผลลัพธ์มันน่าจะออกมาดีกว่าปล่อยให้คุณลุงคุณป้าในสนช.และสปช.ทำกันอยู่กลุ่มเดียวนะครับ

เขาปฏิรูปประเทศเสร็จ อีกไม่กี่ปีเขาก็ไม่อยู่แล้ว

คนที่อยู่คือพวกเรา และลูกๆ ของเรา

คนทำไม่ได้อยู่ คนอยู่ไม่ได้ทำ – จะดีเหรอ?

———-

ถามว่า แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

ผมเองก็ยังไม่มีคำตอบเหมือนกันครับ

แต่เราอาจจะเริ่มต้นได้ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง

เริ่มจากการคิดว่า “เราก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้วนะ”

เริ่มจากการโยนความคิดที่ว่า “ธุระไม่ใช่” ทิ้งไป

และเริ่มด้วยการมองหาโอกาสที่เราจะสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม ตามสติปัญญาและกำลังที่เรามี

ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีศักยภาพมากกว่าการบ่นบน Facebook นะครับ

และผมก็เชื่อว่าถ้ารวมตัวกันดีๆ เราอาจจะมีพลังเพียงพอที่จะช่วยชี้นำทิศทางของสังคม อย่างน้อยก็ในด้านใดด้านหนึ่ง

มาเป็น “ผู้ใหญ่” กันเถอะครับ!