สองเสียงในหัวเรา

20151021_TwoVoices

ตอนเด็กๆ เวลาดูการ์ตูน เรามักจะเห็นว่าเวลาตัวละครกำลังครุ่นคิดตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่ มักจะมี “ตัวจิ๋ว” สองตัวโผล่มาตรงหัวไหล่

จิ๋วตัวแรกเป็นนางฟ้า (Angel) ที่คอยเตือนใจว่าให้เลือกทางสว่าง ยอมเสียสละเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จิ๋วตัวที่สองเป็นนางมารร้าย (Devil) ที่บอกให้ทำตามใจไปเลย ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเดือดร้อน

ผมว่าเสียงกระซิบของเจ้าจิ๋วสองตัวนี้สามารถแทนที่ได้ด้วย “เสียงจากร่างกาย” และ “เสียงจากกิเลส”

เวลาเราเจอสถานการณ์ใดๆ ที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ ถ้าลองส่องความคิดของเราดีๆ จะเห็นว่า “ร่างกาย” กับ “กิเลส” มักจะพูดสิ่งที่ตรงข้ามกัน

เช่นเวลาเรานั่งทำงานอยู่ เกิดอาการปวดปัสสาวะขึ้นมา ร่างกายส่งสัญญาณบอกเราแล้วว่าควรจะไปเข้าห้องน้ำนะ แต่เรากำลังติดพันงานอยู่ กิเลสที่ชื่อว่าโลภะก็จะบอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ ทำงานให้เสร็จก่อน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้หญิงทำงานออฟฟิศเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกันเยอะแยะ

เวลาเราเจอใครด่า หน้าเราจะรู้สึกร้อนขึ้น ใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มตึงเครียด เพื่อบอกให้เรารับรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายและใจทำงานผิดปกติแล้วนะ ควรเดินออกจากสถานการณ์นี้ให้พ้นๆ แต่โทสะจะบอกเราว่า จะยอมได้ไง ต้องด่ากลับ

ตอนดึกๆ เรานั่งเล่น Facebook จนเพลิน พอเล่นนานๆ เข้า ตาเริ่มจะปวด หัวเริ่มตื้อๆ พลังงานก็ตกแล้ว ร่างกายบอกให้เราปิดคอม/วางมือถือและไปนอนได้แล้ว แต่โมหะก็จะบอกเราว่า “ดูต่ออีกหน่อยเหอะ”

ดังนั้นถ้าเราเจอสถานการณ์ที่ร่างกายกับกิเลสขัดแย้งกัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “ฟังร่างกายแต่อย่าฟังกิเลส” เพราะการเชื่อร่างกายของเรานั้นย่อมให้ผลดีกว่าการทำตามกิเลสแน่ๆ

กระนั้นก็ตาม มีบางครั้งที่ร่างกายกับกิเลสอาจจะพูดตรงกัน

เช่นเราอยากให้บ้านของเราสะอาด แต่บางทีกลับมาจากทำงานตอนค่ำ เห็นจานที่ยังไม่ได้ล้างกองอยู่ในซิงค์สามสี่ใบ ร่างกายเราเพลียอยู่แล้ว และกิเลสก็จะยิ่งเสริมเข้าไปอีกว่า “กลับจากทำงานมาเหนื่อยจะแย่แล้ว พักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยล้าง”

หรือเราตั้งใจจะนั่งสมาธิทุกวัน แต่พอถึงเวลาดันง่วงนอน กิเลสก็จะบอกเราอีกว่า “นี่ไง ง่วงแล้ว ร่างกายต้องการพักผ่อน ไปนอนเหอะ หยุดนั่งซักวันไม่เป็นไรหรอก”

ในสถานการณ์อย่างนี้ ย่อมยากนิดหนึ่งที่จะฝืนทั้งเสียงของร่างกายและเสียงของกิเลส

วิธีแก้ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือใช้กฎสองนาทีให้เป็นประโยชน์ คือถ้าจานมีอยู่แค่ไม่กี่ใบ ล้างสองนาทีก็เสร็จแล้ว ก็ล้างไปเลยอย่ามัวแต่ร่ำไร

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือหลักการ No More Zero Days นั่นคือถ้าเราตั้งใจแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่างเช่นการนั่งสมาธิทุกวัน เราก็จะทำทุกวันโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเราจะไม่ยอมให้วันไหนผ่านไปโดยสูญเปล่าอีกแล้ว ถ้าเพลียเกินกว่าจะนั่งได้ 15 นาที อย่างน้อยนั่งซัก 1 นาทีก็ยังดี

ถึงเราจะเหนื่อยจากที่ทำงานหรือง่วงนอนก็ตามที ร่างกายของเราก็ยังมีแรงพอที่จะยังล้างจานหรือนั่งสมาธิได้อยู่แล้ว แต่เพราะกิเลสของเราต่างหากที่ไป “ขยาย” ความอ่อนล้าหรือความง่วงซะจนเว่อร์ เพื่อสร้างข้ออ้างไม่ให้เราทำสิ่งที่ควรทำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแยกแยะระหว่างเสียงนางฟ้ากับเสียงนางมารร้าย แต่ถ้าเราลองฝึกฟังเสียงในหัวเราบ่อยๆ ผมเชื่อว่าเราจะเริ่มแยกแยะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าอันไหนเป็นเสียงของร่างกาย อันไหนเป็นเสียงของกิเลส

และวันหนึ่งเราก็จะ “เฉลียว” พอที่จะไม่โดนกิเลสหลอกซ้ำซากเหมือนอย่างที่แล้วมาครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อโรคยา

20151017_Arokaya

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

พระพุทธภาษิต

——

วันนี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

นอนตื่นสาย ทานข้าวกับแม่ พาแฟนไปตรวจครรภ์ กลับมานอนดู The Voice เข้าไปดูบ้านใหม่ตอนเย็น พอแฟนไปหาหมอเพราะแฟนบ่นเจ็บหู แล้วจึงทานข้าวเย็น กลับมาก็นอนต่ออีกหน่อย ก่อนต้องฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาเขียนบล็อก แต่กว่าจะทำได้ก็มัวแต่เถลไถลดูโน่นดูนี่จนหมดไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง

สาเหตุหลักของการใช้ชีวิตสะเปะสะปะอย่างนี้ก็เพราะว่าผมไม่ค่อยสบาย

จริงๆ ผมไม่สบายมาสามวันแล้ว คืนวันพุธนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน วันพฤหัสฯ จึงลางานนอนอยู่กับบ้านแล้วดีขึ้นมาก แต่พอวันศุกร์กลับไปทำงานก็อาการแย่ลงหน่อย ส่วนวันนี้อาการทรงๆ จนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

นี่แค่ป่วยแบบเป็นหวัดเจ็บคอนิดๆ หน่อยๆ ความสามารถยังลดลงไปมากกว่า 50%

ถ้าป่วยหนักกว่านี้ ความสามารถอาจจะลดลงเป็น 0% หรือติดลบก็ได้ (ติดลบเพราะคนอื่นต้องสละเวลามาดูแลเราด้วย)

มาลองคิดดู การที่เราทำอะไรในแต่ละวันได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ก็มีค่าเท่ากับชีวิตของเราสั้นลงไปครึ่งวัน

เพราะแทนที่จะทำสิบเรื่องได้ในวันเดียว เรากลับทำได้แค่ห้าเรื่อง ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับการนอนซมหรือท่องเน็ตเพราะหัวสมองมันตื้อเกินกว่าจะคิดทำเรื่องที่มีประโยชน์

ผมได้ยินพระพุทธภาษิต อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สมัยยังอยู่ชั้นประถม

เวลาผ่านไป 25 ปี ร่างกายถึงเริ่มออกแววชำรุด และผมเพิ่งจะเริ่มรู้สึก “อิน” กับประโยคนี้

ความเจ็บป่วย จะว่าไปก็เป็นเหมือนกัลยาณมิตรที่มากระซิบบอกเราว่า “จะใช้ชีวิตเหมือนสมัยวัยรุ่นไม่ได้แล้วนะ” แม้ว่าความรู้สึกของเราจะคัดค้านแค่ไหนก็ตาม

คงต้องกินให้ดีกว่านี้ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอกว่านี้ และพักผ่อนให้เพียงพอกว่านี้

Take care of your body and your healthy body will take care of the rest.

ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ป่วยแล้วดี

20150704_Sick

ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดี มันมาเตือนว่าเราทำอะไรผิด ทำให้เรากลับมาหาตัวเอง
เราสนใจแต่เรื่องคนอื่น จนเราเป็นหวัดนั่นแหละ เราถึงรู้ตัวว่าเราหายใจอยู่
– โจน จันได

—–

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสพูดคุยกับกลุ่ม Women’s Network ที่บริษัท หัวข้อเรื่องคือการบริหารจัดการเวลา (time management) และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องวิถีชีวิตคนกรุงที่มีภาระหน้าที่หลายอย่าง

มีคนถามผมว่า ผมดื่มกาแฟรึเปล่า ผมบอกว่าผมไม่ดื่ม

เพราะนอกจากจะไม่ชอบรสชาติและราคาสูงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่นิยมกาแฟ

คนทำงานหลายคนดื่มกาแฟเพราะต้องการเพิ่มคาเฟอีนเข้าไปให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับความง่วง และมีแรงลุยงานได้

กลายเป็นว่า ถ้าไม่ดื่มกาแฟ จะทำงานได้ไม่เต็มที่

ผมคิดว่าการดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ที่เราง่วงหงาวหาวนอน แสดงว่าร่างกายของเราพักผ่อนไม่เพียงพอ แสดงว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบไม่เป็นมิตรกับร่างกายตัวเอง

การดื่มกาแฟจึงเหมือนเป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ถึงแม้ว่าในระยะสั้นมันจะไม่ได้ส่งผลอะไร แต่ความเหนื่อยล้าที่ร่างกายสะสมเอาไว้ ยังไงมันก็ยังอยู่ตรงนั้น รอวันที่จะแสดงผล

แทนที่จะกินกาแฟเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น แต่สร้างปัญหาเรื้อรังในระยะยาว ทำไมเราไม่แก้ที่ต้นเหตุด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ?

บางคนอาจจะบอกว่า มีภาระหน้าที่มากมาย จะให้นอนวันละ 7-8 ชั่วโมงทำไม่ได้หรอก ก็ต้องกินกาแฟไปอย่างนี้แหละ

แต่เราไม่มีเวลาพักผ่อนจริงๆ หรือ?

ในเมื่อเรายังมีเวลาเล่นเฟซบุ๊คและเข้ามาอ่านบล็อกนี้ หรือยังมีเวลาดูละคร อ่านกระทู้ดราม่า หรืออ่านข่าวสารในไลน์?

ละครทีวี อวสานแล้วก็จบไป กระทู้ดราม่าเดี๋ยวคนก็ลืม ข่าวในไลน์ทั้งหลายก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเราเท่าไหร่

แต่ผลจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจนร่างกายทรุดโทรม มันจะมีผลกับเราไปนานเลยนะครับ

สำหรับผม การดูแลร่างกายให้แข็งแรง เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เรามีต่อตัวเอง

และเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อองค์กรด้วย

เพราะถ้าเราทำงานหนักวันละ 10-12 ชั่วโมง แม้ระยะแรกจะทนได้ แต่พอถึงวันหนึ่งร่างกายมันไปต่อไม่ไหว เจ็บไข้เข้าโรงพยาบาลขึ้นมา องค์กรก็ต้องมาจ่ายเงินให้เราฟรีๆ โดยที่เราไม่ได้ทำงานอะไรให้เลย สถานการณ์อย่างนี้ย่อมเสียประโยชน์ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

แต่ถ้าเราดูแลร่างกายของเราดี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมงก็ควรเพียงพอแล้วที่จะทำหน้าที่ของเราได้ครบถ้วนสมบูรณ์

ถ้างานยังมีเยอะเกินไป นั่นเป็นปัญหาที่หัวหน้าเราควรแก้ไขด้วยการหาคนมาเพิ่ม หรือตัดงานบางอย่างทิ้ง ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการให้เราทำงานดึกๆ ดื่นๆ ครับ

—–
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร a day เล่ม 170 หน้า 24
ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings