วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นเจ้านายที่ดีขึ้น

20151105_BetterBoss

วันนี้ขอมาแชร์หนึ่งในเทคนิคการทำงานจากหนังสือเรื่อง What Got You Here Won’t Get You There ของ Marshall Goldsmith ครับ

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยคนที่เป็นดาวรุ่งในองค์กร ที่ทำงานเก่งและเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่แล้วก็เจอปัญหาที่ทำให้ “ไปต่อ” ไม่ได้เพราะนิสัยบางอย่าง

โกลด์สมิธ ผู้เขียนหนังสือพูดถึงอุปนิสัย (เสีย) 20 ข้อที่มักพบเจอในเหล่า high performers เหล่านี้

แต่วันนี้ผมจะขอไม่ลงรายละเอียด 20 ข้อนะครับ อยากจะแชร์แก่นของหนังสือเล่มนี้มากกว่า

เรามักคิดว่าการที่จะเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปในองค์กร เราต้องเรียนรู้มากขึ้น ขยันมากขึ้น พูดมากขึ้น และลงมือทำมากขึ้น

แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้เราคิดย้อนศร

แทนที่จะทำอะไรมากขึ้น ก็แค่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกันให้น้อยลงก็พอแล้ว

เช่นถ้าคุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นเจ้านายที่นิสัยดีกว่าเดิม (I want to be nicer) นั่นย่อมหมายถึงคุณต้องทำอะไรหลายอย่าง เช่นพูดจาให้เพราะขึ้น ชมคนอื่นบ่อยขึ้น ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ฯลฯ

ซึ่งการเปลี่ยนอุปนิสัยหลายๆ อย่างในคราวเดียวกันนี้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันอาจจะขัดกับจริตของคุณที่เป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาและมุ่งเน้นผลลัพธ์ (results-oriented)

สิ่งที่โกลด์สมิธแนะนำนั้นง่ายกว่านั้นมากนั่นคือ แทนที่จะพยายามทำตัวดีขึ้น คุณแค่เลิกทำตัวแย่ๆ ก็พอแล้ว – Instead of trying to be nicer, just stop being a jerk

Jerk เป็นคำแสลงของฝรั่งที่เอาไว้ด่าคน ที่ผมเห็นส่วนใหญ่คือเอาไว้ด่าผู้ชาย เช่น He’s such a jerk แปลว่าผู้ชายคนนี้ถ่อยว่ะ หรือ คนๆ นี้สันดานเสียว่ะ หรืออะไรทำนองนั้น

แล้วในฐานะหัวหน้า เราจะหยุดการเป็น Jerk ได้ยังไงบ้าง?

ถ้าลูกน้องนำเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แทนที่คุณจะวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียนั้น คุณก็แค่รับฟังแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไร

ถ้ามีใครวิจารณ์การตัดสินของคุณ แทนที่คุณจะตอบโต้กลับหรือพูดจาปกป้องตัวเอง คุณก็แค่พิจารณาคำวิจารณ์นั้นอย่างเงียบๆ ก็พอ

ถ้ามีคนชี้แนะสิ่งที่มีประโยชน์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องบอกเขาว่าคุณรู้อยู่แล้ว ก็แค่เอ่ยขอบคุณแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรต่อ

ระหว่างทำตัวให้ nice ขึ้น กับเลิกทำตัวเป็น jerk อันหลังทำง่ายกว่ากันเยอะ

คุณไม่จำเป็นต้องพูดจาให้เพราะขึ้น หรือยิ้มมากขึ้น หรืออะไรทั้งนั้น

แค่หยุดทำสิ่งที่ทำให้คุณเป็น jerk ในสายตาลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

แค่นี้คุณก็จะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ก้าวเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลก

20150831_BabySteps - Copy

แป๊บๆ ปี 2558 ก็หมดไปสองในสามแล้ว

คนที่เมื่อต้นปีตั้ง New Year’s Resolutions เอาไว้ ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ?

บางคนตั้งใจว่าอยากจะพักผ่อนให้มากขึ้น นั่งสมาธิทุกเช้า ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก หรือออกไล่ล่าความฝัน

แต่หลังจากทำไปได้สักพัก หลายคนก็กลับมาสู่วังวนเดิม แล้วเราก็มานั่งรู้สึกแย่กับตัวเองว่า เรานี่ช่างไม่มีวินัยเอาเสียเลย

ทำไมการสร้างนิสัยใหม่ๆ หรือการเลิกนิสัยเก่าๆ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

และเราจะพอมีทางแก้ปัญหานี้ได้มั้ย?

คงต้องเริ่มถกกันที่ประเด็นว่า เหตุใดเวลาเราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร บ่อยครั้งเรามักจะทำไม่สำเร็จ คือแม็คก็คิดนะว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่ก็แพ้ใจตัวเองทุกที!

แน่นอนครับ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความมุ่งมั่นและวินัยของเรา แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ และเรามักจะละเลยหรือไม่เคยนึกถึง คือกลไกสมองของเราครับ

เนื้อหาต่อไปนี้นำมาจากหนังสือที่ผมเคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว ชื่อว่า One Small Step can Change Your Life โดย Robert Maurer

มนุษย์เรามีสมองอยู่สามส่วน ส่วนที่เก่าแก่และอยู่ชั้นในสุดคือสมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian brain) ซึ่งทำหน้าที่ขั้นพื้นฐาน เช่นสั่งหัวใจให้เต้น สั่งให้เราง่วงนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนเช้า

สมองส่วนที่สองซึ่งอยู่ตรงกลาง คือสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (limbic brain) สมองส่วนนี้ควบคุมอารมณ์และอุณหภูมิของร่างกาย ในสมองส่วนนี้ยังมีต่อมที่เรียกว่า อมิกดาลา (Amygdala) เรียกชื่อยากนิดนึง แต่จำเอาไว้ให้ดีๆ เพราะต่อมนี้เป็นตัวเอกของเราครับ

สมองส่วนสุดท้ายคือ นีโอ คอร์เท็กซ์ (neo-cortex) เป็นสมองส่วนที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เดรัจฉาน เพราะคณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษา และความคิดสร้างสรรค์ล้วนแต่ต้องใช้สมองส่วนนี้

สมองทั้งสามส่วนทำงานไปด้วยกัน แต่ไม่ได้ทำงานเท่าเทียมกันเสมอไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเราตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายต่อมอมิกดาลาที่อยู่ในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะทำงานเต็มกำลัง และปิดกั้นไม่ให้สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ทำงาน

การทำงานของสมองในรูปแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ เช่นเมื่อเราออกไปหาอาหารแล้วเจอเสือ เราคงไม่ต้องการมาพิจารณาว่า เสือตัวนี้ลายสวยดี หรือคำนวณว่าเสือน้ำหนักเท่าไหร่ (ซึ่งเป็นงานที่สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์โปรดปราน)

สิ่งที่จำเป็นที่สุด ณ ขณะนั้น คือการเอาชีวิตรอดให้ได้ ดังนั้น ต่อมอมิกดาลาจะตื่นตัวเต็มที่ และจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นว่า เราควรจะสู้หรือจะหนี (fight or flight)

มาปัจจุบัน เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับเสือตัวเป็นๆ อีกต่อไป แต่เราก็ยังเจอ “เสือ” ในรูปแบบอื่น เช่น เจ้านายอารมณ์ร้อน แก๊งซิ่ง แผ่นดินไหว และสถานการณ์ “แปลกปลอม” อื่นๆ ที่ทำให้ต่อมอมิกดาลาได้รับการปลุกอยู่บ่อยๆ

ประเด็นก็คือ เวลาเราพยายามเปลี่ยนแปลงนิสัย สมองของเราก็จะตีความว่านิสัยใหม่ที่เราจะพยายามมีนั้นเป็นสถานการณ์ “แปลกปลอม” หรือเป็นเสืออีกตัวเช่นเดียวกัน ดังนั้นต่อมอมิกดาลาจึงทำงานอีกครั้ง โดยช่วงแรกเราจะสู้ยิบตา (fight) เช่นออกกำลังกายวันละหนึ่งชั่วโมงทุกวัน แต่พอทำไปได้ซักสองสามวัน ร่างกายชักเริ่มล้า งานชักเริ่มเยอะ และเริ่มรู้สึกไม่อยากออกกำลังกายแล้ว เราจึงหยุดออกกำลังกายไปดื้อๆ (flight – หนีการออกกำลังกาย) ทั้งๆ ที่สมองส่วนตรรกะ (นีโอ คอร์เท็กซ์) ของเราก็รู้ทั้งรู้ว่าเราควรจะออกกำลังกายตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เผอิญการทำงานของอมิกดาลามันไปบดบังการทำงานของสมองส่วนตรรกะของเรา ความคิดแบบมีเหตุมีผลก็เลยแพ้อารมณ์ไปโดยปริยาย และนี่คือสาเหตุที่เรามักจะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างนิสัยใหม่ๆ

แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

เมื่อต่อมอมิกดาลาเป็นตัวป่วน วิธีที่ดีก็คืออย่าไปเร้าให้ต่อมนี้มันทำงานครับ

อมิกดาลาจะไม่ถูกปลุก ถ้ามันไม่รู้สึกว่าเจอ “เสือ” หรือสิ่งแปลกปลอม

ดังนั้น วิธีทีเดียวที่จะเปลี่ยนนิสัยโดยไม่ให้สมองคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม คือเราต้องนิสัยทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักการไคเซน (Kaizen) ของญี่ปุ่นหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า continuous improvement นั่นเอง

เคยมีกรณีศึกษาของหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เป็นแม่หม้ายลูกติด ทำงานสองกะเพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เลิกงานมาเหนื่อยๆ ก็เลยกินพิซซ่าและดูทีวีเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

ผลก็คือน้ำหนักเธอขึ้น สุขภาพของเธอก็แย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อไปหาหมอ หมอบอกว่าเธอต้องเริ่มออกกำลังกายแล้ว ซึ่งเธอก็ตอบหมอไปว่า เธอเคยพยายามมาหลายครั้งแล้ว ซื้อลู่วิ่งมาไว้ที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ด้วยภาระต่างๆ ที่เธอมี กว่าจะกลับถึงบ้านเธอก็ไม่มีแรงกายและแรงใจเหลือที่จะออกกำลังกายแล้ว

คุณหมอจึงบอกกับเธอว่า หมอไม่ขออะไรมาก แค่อยากให้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งเฉยๆ แค่วันละหนึ่งนาที คุณจะทำให้หมอได้ไหม

คุณผู้หญิงก็อึ้งสิครับ ต่อให้จะยุ่งหรือเหนื่อยแค่ไหน ยังไงทุกคนต้องมีเวลาพอที่จะยืนบนลู่วิ่งแค่วันละหนึ่งนาทีอยู่แล้ว สุภาพสตรีท่านนี้ก็เลยรับปากไปแบบงงๆ

สุดท้ายพอผ่านไปได้สองสัปดาห์ คนไข้ก็กลับมารายงานตัวกับคุณหมอว่าได้ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งวันละหนึ่งนาทีทุกวันไม่เคยขาดตามที่รับปากกับหมอไว้

คราวนี้หมอก็ให้เพิ่มเป็นยืนวันละสามนาทีแทน

และอีกสองสัปดาห์ เมื่อหมอเจอคนไข้ (ที่มาส่งการบ้านว่ายืนวันละสามนาทีได้แล้ว) หมอก็ขอให้เปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ แทน ซึ่งเธอก็ทำตามนั้นทุกวันเช่นกัน

คุณผู้อ่านพอจะเห็นภาพแล้วใช่มั้ยครับ ทุกๆ สองสัปดาห์ เธอค่อยๆ เปลี่ยนจากยืนเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง จากหนึ่งนาที เป็นสามนาที เป็นห้านาที เป็นสิบนาที เป็นสิบห้านาที สุดท้ายเธอก็สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน วันละยี่สิบนาที สุขภาพเธอกลับมาดีขึ้น และหยุดนิสัยกินตอนดึกไปโดยปริยาย การออกกำลังกายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอเหมือนกับการแปรงฟันและอาบน้ำ

การปรับอุปนิสัยทีละน้อยนั้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จิ๊บจ๊อยเสียจนสมองไม่สามารถตรวจจับ (detect) ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ต่อมอมิกดาลาจึงไม่ถูกเร้าให้ทำงาน และอาการ Fight or Flight (สู้หรือหนี) จึงไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

หลักการนี้สามารถใช้กับการเปลี่ยนนิสัยอื่นๆ ได้อีกมากมายครับ เพียงแค่เริ่มต้นด้วยก้าวที่เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล็กซะจนที่ว่าไม่มีทางที่คุณจะทำไม่ได้ (Make it so easy, it is impossible to fail)

อยากนอนตื่นเช้าขึ้น? ตั้งเวลานาฬิกาให้ปลุกเร็วขึ้นห้านาที

อยากนั่งสมาธิ? เริ่มจากการรับรู้ลมหายใจตัวเองวันละสิบห้าวินาที

อยากกินข้าวให้น้อยลง? ตักข้าวคืนหม้อไปหนึ่งช้อน

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำต่อเนื่องทุกๆ วัน และต้องไม่ใจร้อน

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราควรจะทำเรื่องเดิมๆ อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มปริมาณ เช่นถ้าตอนนี้ตื่นเจ็ดโมงเช้า ช่วงสัปดาห์แรกก็ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเป็น 6:55 am สัปดาห์ที่สองเป็น 6:50 am ด้วยวิธีนี้ ภายในสามเดือน คุณก็จะตื่นนอนตอนหกโมงเช้าไปโดยปริยาย

แต่ถ้าเราใจร้อน วันแรก 6:55 วันที่สองตั้งเป็น 6:30 เลย โอกาสสูงมากที่ต่อมอมิกดาลาจะอาละวาด และการเปลี่ยนแปลงนิสัยก็จะล้มเหลวตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ใจเย็นๆ ไปช้าๆ ถ้าเราหันหน้าถูกทางและเดินตามเป้าหมายทุกวัน ยังไงก็ต้องไปถึงแน่นอนครับผม

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหน้งสือ One Small Step Can Change Your Life by Robert Maurer

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่