ห้องที่ชื่อว่า “ตีห้า”

ใครที่ชอบตื่นสายเป็นประจำ ผมอยากเชียร์ให้ลองตื่นเช้าดูบ้าง

การตื่นเช้ามีข้อดีหลายอย่าง สำคัญที่สุดคือเรามีแรงและความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง

เวลามีคนถามว่าผมจัดการเวลาอย่างไร ผมจะตอบว่า ตอนเช้าให้ตัวเอง ตอนกลางวันให้งาน ตอนค่ำให้ครอบครัว

ตีห้าถึงเจ็ดโมงครึ่ง ผมจะทำอะไรเพื่อตัวเองหมดเลย ทั้งเขียนไดอารี่ เขียนบล็อก นั่งสมาธิ วิ่ง อ่านหนังสือ อ่านข่าวฟุตบอล เล่นเกม – ไม่ได้ทำครบทุกอย่าง แต่ก็จะวนเวียนอยู่ประมาณนี้

จากนั้นผมจะอาบน้ำแล้วขับรถกับแฟนไปส่งลูก (ไป-กลับครึ่งชั่วโมง) กลับมากินข้าวเช้า และเริ่มทำงานก่อนเก้าโมง ประมาณหนึ่งทุ่มผมจะเลิกงาน อาบน้ำ ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง และใช้เวลาอยู่กับลูกๆ จนหลับไปพร้อมกันประมาณสามทุ่มครึ่ง

เมื่อนอนหลับเร็ว การตื่นเช้าจึงเป็นเรื่องง่ายดาย เมื่อตื่นเช้า การผลอยหลับเมื่อหัวถึงหมอนจึงเป็นเรื่องธรรมชาติ

ใครที่คิดว่าตื่นเช้าขนาดนั้นไม่ไหวหรอก ผมชอบมุมมองของคุณคิมจงวอน ผู้เขียนหนังสือ “อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน” ที่ตื่นตีสามมาหลายสิบปีเพื่อเขียนหนังสือจนมียอดขายรวมแล้วกว่า 1 ล้านเล่ม

คิมจงวอนบอกว่า เวลาเรามองหาการเปลี่ยนแปลงในชีวิต หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราล้มเหลวอยู่บ่อยๆ ก็คือการเอาเวลาเป็นข้ออ้าง

“ผม/เราตื่นนอนเวลานั้นไม่ได้หรอก”

“เป็นคุณก็พูดได้สิ แต่ฉันไม่มีเวลาแบบคุณหรอกนะ”

คนที่ชอบเอาเวลาเป็นตัวประกันย่อมหาเหตุผลที่จะไม่ทำได้เสมอ แต่สุดท้ายเรานี่แหละที่กลายเป็นตัวประกันของเวลาเสียเอง

สำหรับคิมจงวอน เขาไม่ได้มองตีสามเป็นเวลา แต่มองตีสามเป็นสถานที่

มันจึงไม่ใช่การตื่นตีสามเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ แต่เป็นการเข้าไปในห้องที่ชื่อว่า “ตีสาม” เพื่อสนุกกับกิจวัตรของตัวเอง เมื่ออยู่ในห้องนี้ เขามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้โดยปราศจาก “คลื่นแทรก” จากโลกภายนอก

สำหรับผม การตื่นตีสามอาจสุดโต่งไปนิด โดยเฉพาะถ้าเราให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้เพียงพอและไม่ได้รีบร้อนที่จะประสบความสำเร็จ

แต่สำหรับคนที่อยากตื่นเช้าขึ้น ลองมองตีห้าหรือหกโมงเช้าว่าเป็นห้องที่น่านั่ง ก็อาจจะมีกำลังใจขึ้นอีกนิด

เราล้วนเคยอยู่ในห้องเที่ยงคืนหรือห้องตีสองมาเยอะแล้ว โดยมีมือถือและเน็ตฟลิกซ์คอยเย้ายวนและกวนใจ

ถ้าอยากมีพื้นที่ที่เราได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง ลองเข้าห้องที่ชื่อว่าตีห้าดูครับ

รักษาหัวใจของเด็กเอาไว้ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด

“หัวใจของเด็ก” มีหน้าตาอย่างไร?

สงสัยใคร่รู้

ลองผิดลองถูก

มีความสุขกับเรื่องง่ายๆ

ตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นรอบตัว

อยู่กับปัจจุบัน

“ผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด” มีหน้าตาอย่างไร

หยุดตั้งคำถาม

ใช้ชีวิตตามแพทเทิร์น

ข้อแม้เยอะ มีความสุขได้ยาก

โหยหาอดีต กังวล/ฝันถึงอนาคต

“โลกกำหนด” ในที่นี้อาจหมายถึงระบบการศึกษา ระบอบทุนนิยม หรือแม้กระทั่งความหวังดีของพ่อแม่

เมื่อโลกมันอยู่รอบตัวและโลกเป็นคนที่เรารัก จึงเป็นการยากที่จะรักษาหัวใจของเด็กเอาไว้ แต่นี่แหละคืองานที่ต้องทำ คือเรื่องที่ต้องฝืนเหมือนปลาที่ต้องว่ายทวนน้ำ

รักษาหัวใจของเด็กเอาไว้ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนดครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to

คำถามสำคัญกว่าคำตอบ

“การถามเป็นพฤติกรรมทางปัญญาที่สร้างสรรค์กว่าการตอบ เพราะถ้าไม่มีคำถาม ก็จะไม่มีคำตอบ ไม่ว่าคำตอบนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหน…คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นเพราะเรียนรู้ไม่มากพอจึงออกไปหาความรู้เพิ่มเติม ทว่าไม่มีใครรู้น้อยเกินกว่าจะสร้างคำถาม เหตุผลที่เราไม่สามารถดึงสิ่งที่เรียนรู้ออกมาใช้ได้ ไม่ใช่เพราะความรู้น้อย แต่เพราะสร้างคำถามไม่เป็นต่างหาก”

– คิมจงวอน หนังสือ “อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน”

Yuval Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens เคยพูดถึงความแตกต่างระหว่างความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) และการมีศาสนา (religion)

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือคำถามอย่างเช่นความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และเราก็เริ่มออกเดินทางด้วยความกล้าและความพร้อมที่จะไปไหนก็ได้ที่คำถามจะพาเราไป

Religion คือการที่มีคนเดินมาบอกเราว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรก

คำถามจึงมีชีวิตชีวา เพราะมันจุความเป็นไปได้เอาไว้มากมาย

ส่วนคำตอบนั้นตายไปแล้ว เพราะมันคือ “ข้อสรุป” ที่ความเป็นไปได้ทั้งหลายสิ้นสุดลง

เมื่อคนสองคนเห็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปเสียทุกด้าน คนแรกอาจจะได้ข้อสรุปว่า “น่าอิจฉาจังเลย สงสัยทำบุญมาดี”

แต่คนที่สองอาจจะได้คำถามว่า “เราจะเรียนรู้อะไรจากคนคนนี้เพื่อที่เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้างนะ”

การด่วนสรุปหรือตัดสินนั้นใครก็ทำกันได้ มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่หยุดอยู่แค่นั้น

เมื่อรู้จักตั้งคำถามที่ดี มันจะพาเราไปยังที่แห่งใหม่

เพราะคำถามสำคัญกว่าคำตอบเสมอครับ

เมื่อคนอื่นปากหนัก เราต้องหัดชมตัวเองบ่อยๆ

Imposter Syndrome คืออาการของคนที่คิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริง

ที่น่าสนใจคืออาการนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชาย

ผมเคยอ่านเจอว่า เวลาจะสมัครงาน หากผู้หญิงอ่าน Qualifications แล้วตัวเองมีไม่ครบจะไม่ค่อยกล้ากดสมัคร แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะไม่สน ขอกดสมัครไปก่อน ถ้าเขาไม่เรียกก็เสมอตัว แต่ถ้าเขาเรียกก็ค่อยไปลุ้นเอา

หากเราเป็นหนึ่งในคนที่ชอบคิดว่าตัวเองไม่เก่งจริง หรือรู้สึกว่าตัวเองขาดคุณสมบัติบางข้ออยู่เนืองๆ ให้รู้ไว้ว่าเราอาจจะเข้มงวดกับตัวเองมากไป

ยิ่งคนไทยมีอะไรไม่ค่อยชมกันอยู่แล้ว สังเกตง่ายๆ ว่าคำไทยที่เอาไว้ชมกันในที่ทำงานนั้นมีไม่เท่าไหร่ เต็มที่เราก็ชมว่า “ใช้ได้” หรือ “เก่งมาก” ขณะที่ฝรั่งมีคำพวกนี้อยู่พะเรอเกวียน – Well done! Excellent! Amazing! Fantastic! Exceptional! Awesome!

เมื่อคนอื่นปากหนัก เราจึงต้องหัดชมตัวเองบ้าง

แค่พูดเบาๆ ว่า “เรานี่ก็ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย” ก็เพียงพอที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้เรามีแรงทำงานต่อไปครับ

12 ข้อคิดจากหนังสือ เมื่อการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความก้าวหน้า

  1. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
  2. Adam Grant ผู้เขียน Think Again บอกว่า Moderate Procrastinator มักจะสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนที่ทำทันที (และแน่นอนว่าดีกว่าคนที่เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งจนทุกอย่างล่าช้ากว่ากำหนด) ดังนั้นเราจึงควรมี deadline ที่ชัดเจน แต่ไม่ต้องรีบทำให้เสร็จ ควรประวิงเวลาเอาไว้บ้างเพื่อเปิดโอกาสให้ไอเดียใหม่ๆ ได้ทำงาน
  3. ความเครียดนั้นมี 2 แบบและมีวิธีจัดการที่แตกต่างกัน แบบแรกคือแบบที่พลังพุ่งขึ้น เช่นโกรธ อึดอัด จัดการได้ด้วยวิธีทำให้ความรู้สึกเบาบางลงเช่นทำอะไรที่ผ่อนคลาย ความเครียดแบบที่สองนั้นจะทำให้พลังของเราตก เช่นเศร้าและห่อเหี่ยว ซึ่งเราควรแก้ไขโดยทำให้ตัวเองมีพลังงานมากขึ้น เช่นขยับเนื้อขยับตัวและออกไปข้างนอก
  4. ถ้าเราเห็นคนข้างหน้าเดินเหยียบอึหมา เราก็คงจะไม่ไปเหยียบซ้ำ ถ้าเราเห็นใครทำงานผิดพลาด เราก็ควรระมัดระวังที่จะไม่ไป “เหยียบอึหมา” ซ้ำเช่นกัน
  5. ระลึกไว้เสมอว่าการ “ได้รับตำแหน่ง” กับการ “ได้รับความยอมรับ” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน
  6. โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าตอบแทนคือมาตรวัดความสามารถของเราในการสร้างคุณค่าให้คนอื่น ถ้ารู้สึกว่ารายได้เรายังน้อย ลองมองหาวิธีสร้างคุณค่าให้มากขึ้นดู
  7. การนอนนั้นสำคัญมาก ระดับที่เจฟ เบโซส เจ้าของ Amazon ที่เป็น trillion dollar company ยังนอนคืนละ 8 ชั่วโมง ถ้าคนที่มีภาระหน้าที่ขนาดนั้นยังจัดเวลาเพื่อพักผ่อนได้ เราก็ไม่ควรมีข้ออ้าง
  8. บางทีการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างในชีวิต มันไม่ต้องมีเหตุผลดีๆ ก็ได้ ลองลงมือทำไปก่อน แล้วเหตุผลจะตามมาเอง
  9. เด็กใหม่ในที่ทำงานนั้นถือว่าเป็น “อภิสิทธิ์ชน” เพราะจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้ทำงานที่หลากหลาย และถ้าพลาดพลั้งคนก็ยังพร้อมให้อภัย คนที่ทำงานมานานจะไม่ได้สิทธิ์เหล่านี้ เราจึงควรใช้อภิสิทธิ์ของความเป็นเด็กใหม่ให้คุ้มค่า
  10. นอกจากมี To Do List แล้ว พอทำงานเสร็จแล้วลองทำ Have Done List เอาไว้บ้าง หมดวันจะได้กลับมาดูอย่างภาคภูมิใจว่าวันๆ หนึ่งเราก็ทำอะไรเสร็จไปหลายอย่างเหมือนกัน
  11. อย่าให้นามบัตรหรือ Job Description มาตีกรอบว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ให้มองตำแหน่งที่สลักในนามบัตรเป็น minimum ที่เราควรจะทำได้
  12. เคล็ดลับของการเป็น High Performer คืออย่าเทียบตัวเองกับเพื่อน แต่ให้เทียบตัวเองกับคนที่อยู่สูงกว่าเราหนึ่งหรือสองระดับ แล้วพยายามทำให้ได้แบบเขา

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความก้าวหน้า เธมส์ THINKต่าง เขียน สำนักพิมพ์ DOT