หนักเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราแบกมันยังไง

“It’s not the load that breaks you down, it’s the way you carry it.”
-Lena Horne

แต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ให้ตัวเองต้องดูแล

บางคนเพิ่งทำงานมาไม่กี่ปี ลูกน้องก็ยังไม่มี แต่รู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองต้องแบกไว้มันหนักหนาสาหัส เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

หากใครตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ให้มองไปที่หัวหน้าแผนก มองไปที่เจ้าของบริษัท หรือแม้กระทั่งผู้บริหารประเทศ ที่เขาแบกภาระมากกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า

ไม่ได้ให้มองด้วยความรู้สึกชื่นชมว่าเขาต้องเป็นยอดมนุษย์แน่ๆ แต่ให้มองว่าเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับเรา มีอวัยวะเท่ากัน มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน เคยมีช่วงหนึ่งที่ต้องเรียนรู้วิธีหัดเดิน 1+1=2 และ ABC เหมือนเรา

ดังนั้น สิ่งที่คนเหล่านั้นมี แต่เรายังไม่มี น่าจะเป็น mindset อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถ “แบก” อะไรได้ขนาดนี้

หรือถ้าพูดให้ถูก น่าจะเป็น mindset อะไรบางอย่างที่ทำให้เขา “วาง” ได้ขนาดนี้

เพราะไม่ว่าใครจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถแบกโลกได้ตลอดไป มันต้องมีผ่อนหนัก-ผ่อนเบา มีทำงาน-มีพักผ่อน มีการเพื่อคนอื่น-ทำเพื่อตัวเอง

สุดท้ายแล้วมันคือการสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่างตัวเรากับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นภาระหน้าที่

หนักเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราแบกมันยังไงครับ

ฟินแลนด์ลดการเสียชีวิตบนท้องถนนลง 50% ได้อย่างไร

  • ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนของฟินแลนด์ลดลงถึง 50%
  • ปี 2019 ฟินแลนด์เป็นข่าวไปทั่วโลกเพราะเป็นปีที่ไม่มีการเสียชีวิตของคนเดินเท้าหรือคนขี่จักรยานเลยแม้แต่คนเดียว
  • ปี 2021 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 219 คน คิดเป็น 4 คนต่อประชากร 1 แสนคน น้อยกว่าอเมริกาสองเท่า และน้อยกว่าเมืองไทย 8 เท่า (32.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน)
  • เฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ มีประชากร 1.3 ล้านคน การเดินทางเข้าเมืองนั้น 25% ใช้การเดินเท้า 9% ผ่านขนส่งมวลชน และ 7.5% ทางจักรยาน (ที่เหลือคือการขับรถส่วนตัว)
  • ในปี 1970 เขตตัวเมืองจะจำกัดความเร็วอยู่ที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงปี 2000’s ลดลงเหลือ 40 ก.ม.ต่อชั่วโมง และในตอนนี้ถนนกว่าครึ่งหนึ่งในตัวเมืองจำกัดความเร็วเพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
  • ถนนหลายเส้นจงใจออกแบบให้มีช่องจราจร (เลนรถ) ที่แคบลงด้วย พอเลนแคบคนก็จะไม่กล้าขับเร็วโดยปริยาย นอกจากนี้ยังมีการใช้ต้นไม้และพุ่มไม้เพื่อให้คนขับรถช้าลงอีก ส่งผลให้จำนวนคนขี่จักรยานและคนเดินเท้าที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลง 75% ระหว่างปี 2005 ถึง 2020
  • ในเฮลซิงกิมีกล้องตรวจจับความเร็วประมาณ 35 ตัว ใครที่ขับรถเร็วเกินกำหนดไปมากกว่า 20 ก.ม.ต่อชั่วโมง (เช่นขับ 51 ก.ม.ต่อชั่วโมงในเขตที่จำกัดความเร็วไว้ที่ 30 ก.ม.ต่อชั่วโมง) จะโดนปรับอย่างน้อย 200 ยูโรหรือประมาณ 7,500 บาท
  • แต่สิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์ไม่เหมือนใครก็คือค่าปรับจะสูงขึ้นตามรายได้ของผู้ฝ่าฝืน ในปี 2002 มีผู้บริหารของโนเกียคนหนึ่งโดนค่าปรับไป 116,000 ยูโรหรือ 4 ล้านบาท เพราะขับมอเตอร์ไซค์เร็ว 75 ก.ม.ต่อชั่วโมงในเขตจำกัดความเร็ว 50 ก.ม.ต่อชั่วโมง
  • ทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนจนมีผู้เสียชีวิต (ย้ำว่าทุกครั้ง) จะมีคณะกรรมการศึกษาอุบัติเหตุครั้งนั้นอย่างจริงจัง โดยคณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย งานวางผังการจราจร พฤติกรรมมนุษย์ และงานสาธารณสุข เมื่อศึกษาเสร็จแล้ว คณะกรรมการจะออกรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนซึ่งมักจะนำไปสู่การแก้ไขนโยบาย การปรับปรุงถนน และสัญญาณไฟจราจร

ขอบคุณข้อมูลจาก Bloomberg How Finland Put Traffic Crashes on Ice

17 Insights จากหนังสือ China Endgame

1.ความขัดแย้งของสหรัฐฯ จีน และรัสเซียมีความละม้ายคล้ายคลึงมากกับยุคสามก๊ก ก๊กของโจโฉ (สหรัฐฯ) แข็งแกร่งสุด รองลงมาคือก๊กของซุนกวน (จีน) ซึ่งจับมือกับก๊กของเล่าปี่ (รัสเซีย) เพื่อสู้กับโจโฉ

2.สหรัฐฯ นั้นแข็งแกร่งในทุกมิติ จีนแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจแต่ไม่ได้รบกับใครมานานแล้ว ส่วนรัสเซียอ่อนแอสุดแต่มีแสนยานุภาพสูงโดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงอาวุธนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วจีนกับรัสเซียก็ไม่ได้รักกันเพราะมีปัญหาเรื่องชายแดนมานมนาน แต่ตอนนี้จะแตกกันไม่ได้เพราะต่างมีศัตรูร่วมกันคือสหรัฐฯ

3.เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ขนาดเศรษฐกิจของจีนคิดเป็น 2% ของเศรษฐกิจโลก แต่ตอนนี้ผงาดขึ้นมาเป็น 18% และน่าจะขึ้นมาเทียบชั้นกับสหรัฐฯที่ขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 20% ของเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้ ส่วนเศรษฐกิจรัสเซียปัจจุบันคิดเป็นแค่ 2% เท่านั้น หากจีนจับมือกับรัสเซียก็ได้แค่ 20% แต่ยังไงก็สู้สหรัฐฯ+ยุโรป+ญี่ปุ่น+อินเดีย ที่มีขนาดเศรษกิจรวมกันมากกว่า 50% ไม่ได้

4.รัสเซียต้องการล้มระเบียบโลกเสรีนิยมของสหรัฐฯ และล้างแค้นที่เคยโดนสหรัฐฯทุบจนสหภาพโซเวียตล่มสลาย ส่วนจีนไม่ได้ต้องการโค่นสหรัฐฯ เพราะจีนเองก็ได้ประโยชน์จากระเบียบโลกปัจจุบันเช่นกัน สิ่งที่จีนต้องการคือขึ้นมาเป็นคู่บัลลังก์จักรพรรดิร่วมกับสหรัฐฯ และอยากให้โลกตะวันตกยอมรับว่าวิถีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีศักดิ์และศรีเท่าเทียมกับระเบียบโลกแบบเสรีนิยม

5.รัสเซียบุกยูเครนั้นมีผลเป็นบวกต่อสหรัฐฯ เพราะยุโรปต้องพึ่งพาพลังงานจากสหรัฐฯมากขึ้น รวมถึงต้องซื้ออาวุธจากสหรัฐฯมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยส่งให้ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

6.ปี 1949 เจียงไคเช็กแห่งพรรคก๊กมินตั๋งแพ้สงครามกลางเมืองที่ปะทะกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนของเหมา เจ๋อตง จึงต้องหลบหนีไปตั้งรัฐบาลที่ไต้หวัน และตั้งชื่อประเทศว่า “สาธารณรัฐจีน” (Republic of China) ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ที่เหมาเจ๋อตงและพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองตั้งชื่อประเทศของตัวเองว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (People’s Republic of China) เจตนารมณ์ของพรรคก๊กมินตั๋งคือเฝ้ารอวันที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนล่มสลายเพื่อจะกลับมาทวงคืนแผ่นดินเกิดและให้จีนแผ่นดินใหญ่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองเสรีประชาธิปไตย

7.ในมุมนานาชาติ ไต้หวันยังไม่ได้รับการรองรับว่าเป็นประเทศ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น คนอายุ 40 ปีขึ้นไปในไต้หวันยังมีความทรงจำที่ผูกพันกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์แบบนั้น มองว่าตัวเองคือคนไต้หวัน พรรครัฐบาลปัจจุบันของไต้หวันก็มีแนวคิดอยากประกาศให้ไต้หวันเป็นเอกราชจากจีน แต่ยังทำไม่ได้เพราะจีนแผ่นดินใหญ่มีกฎหมายเขียนเอาไว้ว่าหากไต้หวันประกาศเอกราชเมื่อไหร่ก็จะส่งกองทัพบุกไต้หวันทันที เมื่อเดือนสิงหาคม 2022 ที่นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนสหรัฐฯเดินทางไปเยือนไต้หวัน จีนก็ส่งสัญญาณไม่พอใจด้วยการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน

8.นักยุทธศาสตร์ความมั่นคงมีคำกล่าวว่า “ใครครองไต้หวัน ผู้นั้นครองโลก” หากจีนครองไต้หวันได้ จะคุมทะเลจีนตะวันออก และปิดช่องทางการเดินเรือของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งจีนอาจจะใช้คำขู่ปิดเส้นทางการเดินเรือเป็นไพ่บังคับให้สหรัฐฯ ถอนทัพออกจากเอเชีย ถ้าวันนั้นมาถึงก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่าจีนกลับมาเป็นพี่เบิ้มของเอเชียอย่างแท้จริงโดยไม่มีสหรัฐ เป็นกว้างขวางคอ

อีกประเด็นก็คือ ไต้หวันเป็นแหล่งผลิตเซมิคอนดักเตอร์อันดับหนึ่งของโลก เป็นหัวใจสำคัญของซัพพลายเชนเทคโนโลยีโลก หากเกิดวิกฤติอ่าวไต้หวันเมื่อไหร่ การผลิตสินค้าไฮเทคทั่วโลกจะสุดลงแน่นอน และหากจีนบุกไต้หวันเมื่อไหร่ สหรัฐฯก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมเพราะไต้หวันสำคัญต่อสหรัฐฯมากในเชิงยุทธศาสตร์ วิกฤติในไต้หวันจึงมีโอกาสจุดชนวนสงครามครั้งใหญ่ยิ่งกว่าสงครามในยูเครนเสียอีก

9.ความฝันสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ใช่การได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่คือการรวมชาติจีนให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่เราเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวที่จีนมีต่อไต้หวัน ทิเบต และฮ่องกง และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงก็เคยประกาศไว้ว่าไต้หวันต้องกลับสู่อ้อมอกจีนภายในปี 2049 ซึ่งตรงกับการฉลองครบรอบ 100 ปีที่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

10.ความร่ำรวยของชนชั้นกลางในจีนล้วนสะสมอยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเหมือนประเทศอื่นๆ เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตเมือง รายได้สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่นจึงมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่พร้อมจะประมูลที่ดินของรัฐบาลด้วยราคาที่สูงกว่าตลาด จนนักวิเคราะห์บอกว่าการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดในจีนคือภาคอสังหาริมทรัพย์เพราะว่ามัน Too Big to Fail

แต่เดือนสิงหาคม 2021 ก็เกิดวิกฤติหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ (China Evergrande Group) บริษัทอสังหาฯ ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของจีน เนื่องจากไม่สามารถกู้หนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่าได้เพราะติดกฎเกณฑ์เรื่องเพดานหนี้ของรัฐบาลจีน หลายคนกังวลว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้เศรษฐกิจพังระเนระนาดคล้ายกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 แต่ปรากฎว่ารัฐบาลจีนจัดการได้อยู่หมัดด้วยการควบคุมข่าวสาร ทำให้ผู้คนไม่แตกตื่นเทขายอสังหาฯ จนราคาตก แทนที่ฟองสบู่อสังหาจะแตก จึงกลายเป็นเหมือนการปล่อยลมออกจากลูกโป่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป

แม้ว่าการจัดการฟองสบู่อสังหาฯ จะทำให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างมาก แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาราคาอสังหาพุ่งสูงอย่างไม่สมเหตุสมผลจนทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและคนจีนไม่ยอมแต่งงานและไม่ยอมมีลูก

11.ปี 2021 รัฐบาลจีนจัดการบริษัท Big Tech รายแล้วรายเล่า ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดกับ Alibaba Tencent และ Meituan รวมถึงห้าม Ant Financial เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าบริษัททั้งหมดนี้ล้วนเป็น Soft Tech ที่เป็นโซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค แต่รัฐบาลไม่ได้เล่นงาน Hard Tech เลย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Semiconductor, Biotech หรือ Robotics นี่จึงเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้เม็ดเงินลงทุนไหลจากภาค Soft Tech ไปยัง Hard Tech แทน

ในฝั่งสหรัฐฯ Silicon Valley ล้วนแข็งแกร่งจาก Soft Tech แต่สหรัฐฯแทบไม่มีภาคการผลิตหลงเหลืออีกต่อไป เพราะย้ายฐานการผลิตมาที่จีนตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ผิดกับเยอรมันที่ยังคงแข็งแกร่งเรื่อง Hard Tech มาก จีนจึงให้ความสำคัญกับ Hard Tech โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์เพราะที่ผ่านมาจีนถูกสหรัฐฯ สกัดกั้นไม่ให้ใช้เซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตโดยบริษัทของสหรัฐฯ และพันธมิตร

12.ต้นเดือนสิงหาคม 2021 สีจิ้นผิงได้ประกาศสโลแกนใหม่คือ “รุ่งเรืองร่วมกัน” (Common Prosperity) แสดงเจตนาอย่างชัดเจนที่จะรักษาความนิยมและอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยใช้รัฐวิสาหกิจเป็นตัวผลักดัน และสนับสนุนเอกชนที่พัฒนา “ในทางสร้างสรรค์” ซึ่งหมายความว่าเอกชนจะต้องไม่พัฒนาหรือแสวงกำไรในสิ่งที่เกิดโทษหรือผลลบต่อสังคม โดยสีจิ้นผิงตั้งเป้าว่าจะให้จีนเติบโตปีละ 5% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขการเติบโตของจีนที่ผ่านมา

13.เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าสีจิ้นผิงนั้นชื่นชมปูตินมาก ทั้งสองพบกันบ่อยครั้งและคุยกันถูกคอ แถมยังไม่พอใจตะวันตกเหมือนกันอีกด้วย จนมีภาพที่สีจิ้นผิงและปูตินจับมือกันในงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งเมื่อตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ปูตินจะบุกยูเครน นี่จึงทำให้ยุโรปและสหรัฐฯไม่ไว้ในจีนเข้าใปใหญ่

14.เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่นั้นมีปัจจัยแตกต่างกันไป

เงินเฟ้อในสหรัฐฯ (ร้อยละ 8 ถึง 9) เกิดจากการอัดเงินเข้าไปในระบบช่วงล็อกดาวน์ เมื่อมีเงินในระบบมากขึ้นแต่สินค้าในระบบมีเท่าเดิม จึงผลักให้สินค้าราคาแพงขึ้น

เงินเฟ้อในยุโรป (ร้อยละ 7 ถึง 8) เกิดจากวิกฤติด้านพลังงาน เพราะหลังจากยุโรปคว่ำบาตรรัสเซีย ราคาน้ำมันก็สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าทุกอย่างแพงขึ้น

รัสเซียนั้นเงินเฟ้อไม่เยอะเพราะรัฐบาลรัสเซียออกมาตรการไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ ส่วนเงินเฟ้อในจีนนั้นยังคุมให้ต่ำกว่าร้อยละ 2 ได้เพราะจีนสามารถผลิตและบริโภคภายในประเทศ

15.จุดแข็งของจีนก็กลับมาเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน เพราะเมื่อจีนควบคุมการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี ก็ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันหมู่ในประชากรจีนต่ำมาก อัตราการฉีดวัคซีนในหมู่ผู้สูงวัยก็ยังต่ำอยู่ ยังไม่นับว่าวัคซีนของจีนก็มีประสิทธิภาพต่ำกว่าของฝั่งตะวันตกด้วย เมื่อเดือนเมษายน 2022 จีนต้องล็อกดาวน์เมืองใหญ่ที่สุดอย่างเซี่ยงไฮ้เป็นเวลากว่าเดือนครึ่ง ซึ่งยาวนานกว่าความคาดหมายของทุกคน ตราบใดที่จีนยังแก้ปัญหานี้ไม่ตก ความเสี่ยงนี้จะยังคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

16.เรากำลังเข้าสู่จุดสิ้นสุดของยุคโลกาภิวัฒน์ที่ใครเก่งอะไรก็ผลิตสิ่งนั้นแล้วค้าขายได้อย่างเสรี แต่วิกฤติช่วง 3 ปีที่ผ่านมาทำให้ supply chain ทั่วโลกต้องสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละประเทศจึงต้องหันมาสนใจเรื่องความมั่นคงด้านซัพพลายมากขึ้นด้วยการทำ Friend-shoring นั่นคือการให้ประเทศที่เราไว้ใจได้ผลิตสินค้าให้เรา มากกว่าจะให้ประเทศที่ถูกที่สุดทำให้ รวมถึง Reshoring หรือการเอางานผลิตบางส่วนกลับมาทำที่ประเทศตนเองแม้ต้นทุนจะสูงกว่ามากก็ตาม การปรับตัวใหญ่ครั้งนี้จะทำให้ปัจจัยที่เคยสำคัญอย่างต้นทุนและสิ่งแวดล้อมค่อยๆ หายไปจากสมการ เพราะว่าในยุคแห่งความผันผวนนี้ความมั่นคงทางซัพพลายเชนนั้นสำคัญยิ่งกว่า

17.เป้าหมายของสีจิ้นผิงต่อจากนี้คือการเพิ่มชนชั้นกลางในจีนจาก 400 ล้านคนเป็น 800 ล้านคนในเวลา 15 ปี เปลี่ยนโครงสร้าง “พีระมิด” ที่ “รวยกระจุกบน จนกระจายล่าง” เป็นโครงสร้างแบบ “ลูกรักบี้” ที่ “ตรงกลางกว้าง บนล่างแคบ”
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จีนต้องโดนสงครามการค้า วิกฤติล็อกดาวน์อู่ฮั่น การจัดการฮ่องกงแบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม วิกฤติเอเวอร์แกรนด์ การล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้เดือนครึ่ง แต่ละข้อล้วนส่งผลกระทบต่อเศรฐกิจจีนอย่างมหาศาลแต่จีนก็ยังยืนหยัดมาได้ แม้ว่า 40 ปีต่อจากนี้ประชากรจีนจะลดลง 200 ล้านคน แต่ก็จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจของจีนจะแซงสหรัฐฯภายในเวลาไม่เกิน 15 ปี ขอเพียง GDP ต่อหัวของจีนขึ้นมาเท่า 1 ใน 4 GDP ต่อหัวของสหรัฐฯ จีนก็แซงหน้าได้แล้ว

สิ่งที่ไม่อยู่ในหนังสือแต่ผมอยากจะบอกไว้ก็คือเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม สี จิ้นผิงในวัย 69 ปีเพิ่งได้รับการมอบตำแหน่งประธานาธิบดีจีนและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 อย่างเป็นทางการ ดังนั้นการดำเนินตามแผนที่ระบุไว้ในหนังสือน่าจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า China Endgame แล้วเกมนี้จะจบอย่างไร?

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้อนาคต แต่อาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้เขียนก็ได้ไขข้อสงสัยนี้เอาไว้ในบทท้ายๆ แล้ว ถ้าผมเอามาเล่าก็จะเป็นการสปอยล์ อยากให้ทุกคนไปอุดหนุนและซื้อมาอ่านเองมากกว่า

นี่คือหนังสือภาษาไทยที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านในปี 2022

ขอให้คะแนน 10 เต็ม 10 ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ China Endgame อ่านเกมสามก๊ก จีน สหรัฐฯ รัสเซีย อาร์ม ตั้งนิรันดร เขียน สำนักพิมพ์ bookscape

ฟันโยกเจ็บกว่าฟันหลุด

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตของผมกำลังอยู่ในวัย “ผลัดฟัน”

ฟันน้ำนมร่วงไปแล้วสามซี่ มีอีกสองซี่ที่กำลังโยกเยก

ถ้านอนคุยกันอยู่ดีๆ แล้วเค้าทำหน้าเหยเกขึ้นมา ก็มักจะเป็นเพราะฟันโยกนี่แหละ

แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมา 30 กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังพอจำความรู้สึกของอาการฟันน้ำนมโยกได้

ช่วงแรกฟันจะขยับนิดหน่อย แล้วก็ค่อยโยกได้มากขึ้น กินของแข็งก็ต้องคอยระวังเพราะถ้ากัดไปโดนฟันที่โยกอยู่ก็จะเจ็บน่าดูจนน้ำตาไหล ช่วงท้ายๆ ฟันจะเริ่มหลุดออกมาเสียจนใช้ลิ้นหมุนฟันไปมาได้ และตอนที่มันถึงจุดแตกหัก จะด้วยการใช้ด้ายหรือมือดึงก็แล้วแต่ ฟันก็จะหลุดออกมาแบบเจ็บนิดเดียวจนแทบไม่รู้สึกตัว

ถ้าพล็อตกราฟโดยให้แกนนอนเป็นความโยกของฟัน แกนตั้งเป็นความเจ็บปวด ก็น่าจะได้กราฟระฆังคว่ำ คือเจ็บที่สุดตอนช่วงกลางที่ฟันโยกประมาณ 40-60% ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นจะไม่เจ็บเท่าช่วงนี้แล้ว

ผมว่าหลายอย่างในชีวิตก็คล้ายกับฟันโยกนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรือเรื่องการทำงาน

มันจะเจ็บสุดคือตอนที่เราอยู่ในช่วงเจียนอยู่เจียนไป ตอนที่ความรู้สึกมันสั่นคลอนแบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง

แต่เมื่อรู้ว่าต้อง move on แน่ๆ พอถึงเวลาที่ “ฟันหลุด” จริงๆ มันจะไม่เจ็บอย่างที่เราคิด

แม้จะรู้สึกโหวงๆ อยู่บ้างเพราะของที่เคยอยู่กับเรามานานมันหายไป

แต่มันคือการเปิดทางให้ฟันใหม่ได้งอกขึ้นมาครับ

วิธีดื่มเหล้าที่ให้ได้ ROI สูงสุด

โกวเล้งเคยกล่าววาทะหนึ่งที่ผมชอบมาก

“ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา”

หลายคนชอบดื่มเหล้าเพื่อให้รู้สึก “กรึ่มๆ” เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น กล้าพูดคุยมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น พร้อมจะสนุกมากขึ้น

เรานึกว่าอารมณ์ที่ดีขึ้นนี้เกิดจากแอลกอฮอล์ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ซะทีเดียว มันเกิดจากการหลั่งของโดพามีนในสมองต่างหาก

จะกรึ่มหรือไม่ (being high) ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” ของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่สมอง

ส่วนจะเมาหรือไม่ (being drunk) ขึ้นอยู่กับ “ปริมาณ” ของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าความสุขและความสนุกเกิดจากปริมาณของแอลกอฮอล์ แค่ดื่มนิดเดียวยังสนุกขนาดนี้ ถ้าดื่มมากกว่านี้จะสนุกขนาดไหน ก็เลยเติมเหล้าเข้าไปอีก แต่การทำแบบนี้สุดท้ายแล้วโดพามีนจะหยุดหลั่ง ความกรึ่มจะหายไป และเราจะเข้าสู่สภาวะ “เมา” ซึ่งต่างจากสภาวะกรึ่มโดยสิ้นเชิง นั่นคือสมองทำงานช้าลง มีอาการเซื่องซึม พูดจาไม่ได้ศัพท์ อวัยวะทำงานไม่ประสานกัน แทนที่จะสนุกกลับกลายเป็นทรมาน พออาการหนักเข้าก็ต้องไปนั่งกอดคอกับโถส้วม

ดังนั้น ถ้าอยากมีบรรยากาศจากการร่ำสุราที่ดีอย่างที่โกวเล้งว่าไว้ เราควรดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอลเข้มข้น (เช่นค็อกเทล) เพื่อให้มันเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วจนโดพามีนหลั่ง แต่ควรดื่มเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เราสนุกได้โดยไม่ต้องทุกข์ทนกับความเมามายในภายหลังครับ


ป.ล.ปกติผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า นานๆ ถึงจะดื่มที นี่จึงไม่ใช่บทความที่ชี้ชวนให้มาดื่มเหล้ากันเถอะ แค่จะบอกว่าถ้ามันถึงโอกาสที่ต้องดื่มจริงๆ เราก็ควรจะดื่มอย่างมีความรู้เท่านั้นเอง

ป.ล.2 โกวเล้งเสียชีวิตด้วยโรคตับแข็ง

ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จากหนังสือ The Molecule of More โมเลกุลแห่งความพอใจที่ไม่พอจริง Daniel Z. Lieberman, MD และ Michael E. Long เขียน นที สาครยุทธเดช แปล สำนักพิมพ์ Sophia