ทำก่อน เชื่อทีหลัง

20150330_DoFirstBelieveSecond

We don’t take action because we believe.
We believe because we take action.
Do first. Believe second
-Seth Godin

—–
เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้หรอกว่าทำได้หรือไม่ได้ จนกว่าจะลองลงมือทำ

ชีวิตผมจะว่าไปก็จับพลัดจับผลูมาตลอด

อยากเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ แต่มหาวิทยาลัยเปิดสอนไม่ได้เพราะเด็กน้อยเกินไป เลยต้องไปเรียนวิศวะไฟฟ้า

จนวิศวะไฟฟ้ามา ดันเผลอไปสมัครงานบริษัทซอฟต์แวร์ แล้วก็ได้มาเป็น software engineer ทั้งๆ ที่เคยเรียนวิชา Programming แค่เทอมเดียว

ทำงานด้านซอฟท์แวร์มาได้ 6 ปี ตำแหน่ง communication manager ก็ว่างขึ้นมา เลยลองสมัครดู ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้ดีมั้ย แต่เห็นงานแล้วมันน่าทำเลยขอลอง ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็มั่นใจในวิชาชีพนี้พอสมควร

ผมเขียนบล็อกลง Anontawong.com ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555

ณ วันที่ 31 ธ.ค.2557 Anontawong.com มีบทความแค่ 15 บทความเท่านั้น

หรือปีหนึ่งเขียนประมาณ 5 บทความ (จริงๆ ไม่ถึงด้วย เพราะมีหลายโพสต์ที่ผมแค่อัพรูปเฉยๆ)

จนวันที่ 2 ม.ค. 2558 หลังจากกลับมาจากไปเที่ยวปีใหม่ แล้วมีเวลาอยู่กับบ้านว่างๆ ก็เลยคิดสนุกว่า ไหนเราลองมาเขียน anontawong.com จริงๆ จังๆ ดูซิ

แต่ผมก็มีคำถามกับตัวเองว่า จะมีเรื่องเล่าซักแค่ไหนกันเชียว และจะมีคนเห็นประโยชน์มันบ้างมั้ย

ตอนแรกผมเลยตั้งเป้าง่ายๆ ให้ตัวเองว่า จะเขียนบล็อกติดต่อกันให้ได้สามวันเสียก่อน

พอครบสามวัน ผมก็เลยขยับเป้าหมายเป็นเขียนติดต่อกันจนกว่าจะครบหนึ่งสัปดาห์

เมื่อทำได้ ก็เลยบอกตัวเองให้เขียนทุกวันจนกว่าจะจบเดือนมกราคม

และเดือนกุมภาพันธ์…

และเดือนถัดไป

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ผมก็ได้รับแจ้งจาก WordPress ว่าผมเขียนบล็อกครบ 100 ตอนแล้ว

20150337_100Posts

สามปีแรก 15 ตอน

สามเดือนถัดมา 85 ตอน

ความแตกต่างไม่น้อยเลย

หลังจาก “ทำ” มาร่วมสามเดือน ตอนนี้ผมเริ่ม “เชื่อ” แล้วว่า ผมน่าจะเอาดีทางนี้ได้

จึงขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ว่า Anontawong.com จะมีบทความใหม่ไปทุกวันนะครับ!

อยู่นานๆ ได้ไหม

20150329_GiveAndTake

“คนเราถ้าคิดอยากจะได้อย่างเดียว รับรองเลยว่าอยู่ได้ไม่นาน”
– เจ๊จง

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อของ “หมูทอดเจ๊จง” มาก่อน

ผมเองยังไม่เคยได้ไปลิ้มลองอาหารของที่นี่ แต่เท่าที่ได้อ่านความคิดของเจ๊จง ผ่านหนังสือ Dare to Do กล้าลุย ไม่กลัวล้ม ของคุณกรณ์ จาติกวณิชแล้ว ยิ่งอยากไปดูให้เห็นบรรยากาศกับตา

ข้าวเติมได้ไม่อั้น ไม่อิ่มก็มีกล้วยให้เด็ดไปกินฟรีๆ หมูทอดเจ๊จงจึงร้านขวัญใจคนจนอย่างแท้จริง

แม้จะมีร้านอยู่หลายสาขา แต่เจ๊จงก็ไม่ยอมไปเปิดร้านในห้าง เพราะมันจะทำให้เธอต้องตั้งราคาอาหารแพงขึ้น ถึงแม้คนเดินห้างจะมีกำลังซื้อก็ตาม

เพราะเจ๊จงถือคติที่ว่า แม้แต่ลูกค้าที่มีรายได้น้อยที่สุด ก็สามารถเข้าร้าน “หมูทอดเจ๊จง” ได้ทุกสาขา

“คนเราถ้าคิดอยากจะได้อย่างเดียว รับรองเลยว่าอยู่ได้ไม่นาน” เป็นคำพูดของเจ๊จงที่อยู่ในบริบทของธุรกิจ ว่าถ้าธุรกิจคุณเอาเปรียบลูกค้า ธุรกิจคุณก็ย่อมไม่ยั่งยืน

แต่มันก็อาจสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตคนธรรมดาอย่างเราได้เหมือนกัน

คนที่คิดเอาแต่ได้ ไม่เอื้อเฟื้อแบ่งปัน หรือแม้กระทั่งไปโกงเขามา ก็คงโดนสาปแช่งให้อยู่ได้ไม่นานเช่นกัน

เจอใครที่เค็มเป็นทะเล ก็อาจเตือนสติเขาว่า ได้มาเยอะแล้ว ลองให้ดูบ้างมั้ย?

จะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ

—–

Credits:

Wongnai: หมูทอดเจ๊จง (JAE JONG) หลังโลตัสพระราม 4

Thai Publica: กรณ์ จาติกวณิช” อีกก้าวกับ “Dare to do – กล้าลุย ไม่กลัวล้ม

กรุณาฟังให้จบ

 20150328_Listen

Listen more if someone is in pain. Don’t solve. Just listen.
– James Altucher

หากใครกำลังทุกข์หนัก จงฟังเขาให้มาก
ไม่ต้องเสนอทางแก้ แค่ฟังอย่างเดียวพอ
– เจมส์ อัลทูเช่อร์

เวลาแฟนมาบ่นอะไรให้ฟัง ผู้ชายอย่างเรามักจะถามว่า “ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ”

แล้วเราก็จะโดนงอน

เพราะโดยธรรมชาติผู้ชายชอบแก้ปัญหา

และยิ่งถ้าเรียนจบสายวิทย์มา อาการนี้จะหนักกว่าผู้ชายทั่วไป

เพราะเรามองอะไรก็เป็นโจทย์ให้เราแก้ไปหมด

ทำไมคนเรามักจะตัดบท แล้วเสนอทางออก ทั้งๆ ที่เค้ายังพูดไม่ทันจบ?

ก.เราอยากช่วยเหลือ
ข.เราเบื่อจะฟังคำบ่น
ค.เรามองว่าปัญหานี้ไม่เห็นมีอะไรยากเลย
ง.เราอยากแสดงความฉลาด
จ.ถูกทุกข้อ

บางที ที่ผู้หญิงมาบ่นกับเรา ไม่ใช่เพราะว่าเธอต้องการคนช่วยหาทางออก

แต่เธอต้องการเล่าความอัดอั้นกับคนที่เธอเชื่อว่า เขาจะใจเย็นและมีความอดทนพอที่จะฟังปัญหาของเธออย่างตั้งใจ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากช่วยเหลือเธอจริงๆ (ตามข้อ ก.) เราต้องฝึกทักษะการ “ฟังเพื่อจะฟัง” ไม่ใช่ “ฟังเพื่อหาทางออก” หรือ “ฟังเพื่อตัดสิน”

เมื่อเธอระบายเสร็จแล้ว เธอจะถามคุณเองแหละว่า มีข้อแนะนำอะไรมั้ย

นั่นแหละคือจังหวะที่เราควรเสนอความเห็น

แต่หากเธอไม่ถามคุณเลยว่ามีข้อแนะนำอะไรมั้ย ก็ไม่ต้องเสียใจ

เพราะ “ทางออก” อาจจะผุดขึ้นมาระหว่างที่เธอกำลังบ่นอยู่

หรือไม่อย่างนั้น เธออาจจะรู้ทางออกอยู่แล้วก็ได้

แต่ก็ยังอยากมาเล่าให้คุณฟังเท่านั้นเอง

ระวังแก่เกินเรียน

20150327_LearnBusy

Learn as much as you can while you are young, since life becomes too busy later.
– Dana Stewart Scott

เมื่อตอนเจ้ายังหนุ่มสาว จงเรียนรู้ให้มากเข้าไว้ เพราะโตมาแล้วชีวิตเจ้าจะวุ่นวายเกินกว่าจะเรียนรู้อะไรได้
-ดาน่า สจ๊วต สก๊อต

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอ่านประโยคนี้ก็คงเฉยๆ

เพราะคิดว่า ยังไงเราก็สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

งานที่เราทำทุกวันก็คือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

คนที่เราต้องพบปะพูดคุย หรือทะเลาะเบาะแว้ง ก็เป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง

มีบทเรียนในทุกวัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันรึเปล่า

แต่บางทีเราก็อยากมีสิทธิ์เลือกเรื่องที่เราจะเรียนรู้ได้มากกว่านี้

—–

สมัยหนุ่มๆ ผมนั่งรถไฟมาทำงาน

ผมไม่ได้หมายถึงรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินนะครับ

ผมหมายถึงรถไฟหวานเย็นที่เค้าให้นั่งฟรีๆ นี่แหละ (ก่อนที่มันจะฟรีก็เก็บค่าขึ้นรถไฟแค่ 2 บาทเท่านั้น จะถูกไปถึงไหน)

เป็นช่วงชีวิตที่สบายสุดๆ ขอบอก

ผมจะเดินจากคอนโดมาขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหมาก มาลงรถไฟตรงที่หยุดรถอโศก แล้วค่อยขึ้นรถใต้ดินสถานีเพชรบุรีมาลงสถานีลุมพินีเพื่อเดินมาออฟฟิศที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมงพอดี

และเพราะตอนนั้นผมยังไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟ๊ซบุ๊ค ช่วงที่เดินทางตอนเช้าผมจึงมีเวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการอ่านหนังสือบนรถไฟทั้งสองขบวน

ส่วนตอนเย็นจะได้อ่านเยอะกว่าหน่อย เพราะรถไฟชอบมาช้า

สรุปคือในหนึ่งวันผมจะได้อ่านหนังสือที่ผมอยากอ่าน ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง

เฉลี่ยผมเลยอ่านหนังสือจบสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม ปีหนึ่งก็ 50 เล่ม

ผมใช้รถไฟมาทำงานไม่ต่ำกว่า 8 ปี ดังนั้นผมน่าจะได้อ่านหนังสือ 400 เล่มเพราะรถไฟหวานเย็น

มาเดี๋ยวนี้ มีคู่ชีวิตแล้ว จะพาโหนรถไฟก็กระไรอยู่ ผมจึงขับรถมาทำงาน การอ่านหนังสือในช่วงเวลาเดินทางจึงหมดไป ทำได้อย่างมากก็ฟัง audiobook

ตอนเย็นกว่าจะฝ่ารถติดกลับถึงบ้าน ก็มานั่งเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ก็เลยไม่ได้อ่านหน้งสือ

ในอนาคตหากมีลูก เวลาในการหาความรู้แบบเดิมๆ ก็คงจะยิ่งน้อยลงไปอีก

แน่นอน หนังสือไม่ใช่แหล่งความรู้ที่ดีที่สุด แต่มันก็ยังเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดที่เราจะเรียนรู้ในเรื่องที่เราสนใจ

แต่พอเราอายุมากเข้า มีหน้าที่ที่เยอะขึ้น (ตอนแรกจะเรียกว่า “ภาระ” แต่ผมว่าคำนี้มันดูลบเกินไปหน่อย) เวลาที่จะมีให้ตัวเองย่อมน้อยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

จึงอยากขอเตือนคนที่ยังโสดและยังมีเวลาเหลือเฟือ ให้ตักตวงช่วงเวลานี้ให้เต็มที่

เพราะวันหนึ่งคุณจะคิดถึงมันแน่นอนครับ

แน่ใจแล้วเหรอ?

20150326_OpinionOrFact

“Everything we hear is an opinion, not a fact.
Everything we see is a perspective, not the truth.”
– Marcus Aurelius

“ทุกสิ่งที่เราได้ยินเป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ทุกสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงมุมมอง ไม่ใช่ความจริง”
– มาร์คัส ออเรลิอุส

อาจเพราะนามสกุล ผมจึงมักถูกไถ่ถามเรื่องการเมือง

คนถามคงคิดว่าผมจะรู้ข่าววงใน หรือรู้อะไรลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

ขอสารภาพไว้ตรงนี้ว่า ผมตามข่าวการเมืองน้อยมาก

เอาเข้าจริงๆ ผมแทบไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวทีวีเลย ยกเว้นช่วงที่กลับมาถึงบ้านและนั่งคุยกับพ่อกับแม่ ซึ่งจะเปิดทีวีฟังข่าวเกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว

แต่ก่อนผมเคยตามข่าวการเมืองแบบเข้มข้น ช่วงที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และถูกถอดออกจากผัง จนต้องมาจัดรายการในสวนลุมพินี ผมตามอ่านตามดูตลอด แถมยังเขียนบล็อกลง multiply.com เพื่อ “ระบาย” ความกังวลที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น

แต่หลังจากทักษิณโดนรัฐประหารแล้ว ผมก็เลิกเขียนบล็อกและตามข่าวการเมืองน้อยลงไปเรื่อยๆ

เพราะเห็นว่า รู้ไปก็เท่านั้น เครียดไปก็เท่านั้น

โอเคล่ะ การที่เราติดตามข่าวสารบ้านเมืองจน “รู้” หมดว่าใครทำอะไร สมคบกับใคร เคลื่อนไหวอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร มันทำให้เราสามารถคุยกับคนอื่นได้อย่างมีอรรถรส

แต่คำถามคือ “เพื่ออะไร?”

เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อประกาศตัวตน?

—–

ผมว่าอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วสิ่งที่เรารู้อาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งก็ได้

ถ้ามองให้ดีๆ ความรู้ “ของผม” มีอยู่น้อยมาก

ผมรู้ว่าไฟมันร้อน เพราะผมเคยนั่งข้างกองไฟมาแล้ว

ผมรู้ว่าพริกมันเผ็ด เพราะผมเคยกินพริกมาแล้ว

ผมรู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นมันงามตา เพราะผมเคยดูพระอาทิตย์ขึ้นมาแล้ว

เหล่านี้คือประสบการณ์ตรง ที่ผมสามารถกล่าวได้ว่าเป็นความรู้ของผมจริงๆ เพราะได้รับข้อมูลทางตรงหรือที่เรียกว่า “ข้อมูลปฐมภูมิ” นั่นเอง (Primary data)

แต่ความรู้อีก 99% ที่ผมมีอยู่ ไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรง แต่มาจากการข้อมูล “ทุติยภูมิ” (secondary data) ที่รับรู้มาจาก “คนอื่น” แทบทั้งนั้น

เช่นเรื่องโลกกลม

ผมไม่เคยบินออกไปนอกโลกเพื่อที่จะเห็นชัวร์ๆ ว่าโลกมันกลมจริงๆ

เพียงแต่เคยเห็นรูปถ่ายและในหนัง

ผมเคยนั่งเครื่องบินข้ามประเทศ แต่มองลงไปก็มองไม่เห็นว่าโลกกลม เพราะมีแต่เมฆ หรือถ้าเห็นพื้นอย่างมากก็แค่มนๆ

คุณอาจจะคิดว่า ผมบ้าแน่ๆ ที่ตั้งคำถามว่าโลกมันกลมจริงรึเปล่า

เพราะใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าโลกมันกลม หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ให้เห็นอยู่ว่าโลกมันกลม ขนาดเด็กประถมยังรู้เลยว่าโลกกลม

แต่ก่อนการมาของกาลิเลโอ ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าโลกมันแบนนะครับ

และใครๆ ก็รู้ด้วยว่าของหนักกว่าย่อมตกถึงพื้นก่อนของที่เบากว่า

ถ้าผมไปถามคนสมัยก่อนว่า รู้ได้ไงว่าโลกแบนหรือของหนักตกเร็วกว่าของเบา ก็คงโดนตวาดกลับมาว่า ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น เรื่องเบสิคๆ อย่างนี้ แม้แต่เด็กประถมยังคิดได้เลย

การคิดเอาเองด้วยตรรกะ ประสบการณ์ หรือ ข้อมูลที่มี ไม่จำเป็นต้องนำพาเราไปสู่ข้อเท็จจริงเสมอไป

ผมไม่ได้จะบอกว่า โลกนี้ไม่กลมนะครับ

ผมเพียงแต่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ความรู้ที่เรามั่นใจนักหนาว่ามันเป็นความจริง มันไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรงเลย แต่มาจากการอ่านหนังสือ ดูทีวี เชื่อฝรั่ง และอนุมานเอาเองเกือบทั้งนั้น

ขอย้ำอีกครั้ง อันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ขอยกตัวอย่างความรู้ที่เราหลายคนมั่นใจว่าเป็นความจริงนะครับ

มนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์มาแล้ว
จักรวาลเริ่มต้นที่บิ๊กแบง
ทักษิณเป็นคนเลว
ฝรั่งเก่งกว่าคนไทย
ในน้ำมันมีอะตอมของคาร์บอน
โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ศาสดาของเราเจ๋งที่สุด

แล้วยังไงต่อ?

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อก็คือ ถ้าเรารู้ตัวว่าสิ่งที่เรารู้ เราคิด เราเห็น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ความยึดมั่นในคำตอบของเราก็จะน้อยลง

เราจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาทะเลาะกับคนที่มีความคิดเห็นคนละขั้วกับเรา

เพราะเรารู้ตัวดีว่า ต่างคนต่างก็มีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์พอๆ กัน และความรู้ที่เรามีก็ไม่ใช่ “ความรู้ของเรา”  เพราะได้ยิน ได้ฟังมาจากคนอื่นซะเป็นส่วนใหญ๋

ถึงยังไง พอเถียงกันจบแล้ว เราก็เปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี

และต่อให้เปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายได้…

มันก็คงไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรมากไปกว่าทำให้เราชูคอสูงขึ้นและกระหยิ่มในใจว่า “กูเก่งจริงๆ”