หาจุด threshold แล้วไปให้ถึง

Threshold ออกเสียงว่า ทเรชโฮลด์ หมายถึงค่าอินพุตที่น้อยที่สุดที่เครื่องมือวัด (instrument) เริ่มแสดงเอาต์พุตออกมา

ผมเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้น แม้จะไม่เก่งกาจแต่ก็พอประครับประคองจนจบเพลงได้ เช่นกีตาร์ เบส กลอง

แต่เปียโนหรือคีย์บอร์ด เป็นเครื่องดนตรีที่ต้องเรียกว่า “ยังเล่นไม่เป็น” แม้จะลองเรียนไปแล้วหลายครั้ง พอจะจับคอร์ดและเล่นโน้ตได้บ้างแต่ก็ยังห่างไกลที่จะไปเล่นในวงกับใครเขา

ผมเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่เกือบสามปีช่วงมัธยมปลาย แต่เมื่อไม่ได้ใช้มานานก็เลยไม่อาจสื่อสารในภาษานี้ได้ พูดได้แค่ประโยคง่ายๆ จำคำศัพท์ได้บางคำ แต่ถ้าจะต้องสื่อสารกับคนฝรั่งเศสก็คงเป็นเบื้อใบ้ ขณะที่ภาษาอังกฤษนั้น แม้จะเรียนจริงจังแค่สามปีช่วงมัธยมปลายเช่นกัน แต่ก็เป็นภาษาที่ได้ใช้มาตลอดและคิดว่าเอาตัวรอดได้แน่นอน

การที่คนเราจะมี “ความสามารถ” หรือ proficiency ถึงจุดหนึ่งจนเรามั่นใจว่า “เล่นเป็น” หรือ “เอาอยู่” นั้น ผมขอเรียกว่าเราผ่านจุด threshold มาแล้ว คือต่อจากนี้เมื่อมี input อะไรอีก เราก็สามารถสร้าง output ได้ด้วยตัวเอง

เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่เป็นแล้วเป็นเลย หรือบวกลบคูณหารที่ทำได้แล้วเราก็จะไม่ลืมอีก

แต่ถ้าเรายังไม่สามารถไปถึงจุด threhold ได้ ก็แทบจะต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง ที่เคยลงทุนลงแรงเอาไว้นั้นไม่ได้ออกดอกออกผลคุ้มค่าเท่าไหร่

ผมคิดว่าเป้าหมายอย่างหนึ่งที่เราควรมี คือไปให้ถึงจุด threshold เหล่านี้ให้ได้ เพื่อจากนี้ไปจะได้ไม่ต้อง “เริ่มใหม่” ซ้ำไปซ้ำมา

ถ้าในฐานะคนทำงานประจำ เราก็ควรพาตัวเองไปให้ถึงระดับ manager หรือ director ให้ได้ เมื่อได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหัวหน้าคนได้แล้ว หรือเป็นผู้บริหารได้แล้ว ก็น่าจะได้รับโอกาสในอนาคตให้ได้ดูแลทีมอีก ซึ่งก็ย่อมจะได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงกว่าคนที่ไม่ได้เป็นหัวหน้า

(แน่นอนว่าในบางสายอาชีพเราก็สามารถมีเงินเดือนสูงๆ ได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้าใคร เช่นสาย software development ที่ individual contributor ระดับเทพก็มีเงินเดือนหลักแสนได้ แต่สำหรับประเทศไทย การเป็นหัวหน้าคือเส้นทางที่เลี่ยงไม่ค่อยพ้นสำหรับคนอยากมีเงินเดือนสูงๆ)

สำหรับคนทำเพจ การมีคนตามหลักร้อยหรือหลักพัน อาจจะยังไม่เซฟ แต่ถ้ามีผู้ติดตามหลักหมื่นขึ้นไป (โดยที่ไม่ได้ซื้อยอดฟอล) ก็น่าจะเรียกว่าเป็นคนทำคอนเทนท์ได้เต็มปากเต็มคำ

สำหรับคนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน ก็จะต้องหาทางสร้าง passive income ให้สูงกว่ารายจ่าย เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป (แต่ถ้ายังอยากทำงานอยู่ก็ไม่เสียหาย)

ศาสนาพุทธก็มีความเชื่อว่า คนเราควรไปให้ถึงโสดาบัน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อีกแล้ว

เมื่อเราสำรวจหลากหลายมิติในชีวิตของเรา เราจะพบว่ามีจุด threshold อยู่เต็มไปหมด บางจุดเราไปถึงมันเรียบร้อย บางจุดก็ยังไปไม่ถึง

การไล่เก็บ threshold ในเรื่องที่สำคัญกับเรา จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่คุ้มค่าและท้าทายครับ

ชีวิตคนเราต้องการความหลากหลาย

ผมได้ฟังการบรรยายของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile

ทาเล็บบอกว่า ตัววัดอย่างหนึ่งที่ทำนายการเสียชีวิตของคนได้ดีที่สุด คืออัตราการเต้นหัวใจที่มีความผันแปรต่ำ (low variablity of heart rate)

หมายความว่า ถ้านาย A และนาย B อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน ค่าเลือดต่างๆ เหมือนกัน แต่นาย A มีอัตราการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอกว่านาย B – นาย A มีโอกาสจะเสียชีวิตมากกว่านาย B

อัตราการเต้นหัวใจที่สม่ำเสมอตลอดทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ ย่อมหมายความว่าร่างกายแทบไม่ได้ออกแรงเลย

หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราอยากมีชีวิตยืนยาว ก็ควรสร้างโอกาสให้หัวใจเต้นเร็วสลับกับเต้นช้า พูดง่ายๆ ก็คือเราควรออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจเต้นแรงขึ้นนั่นเอง

ทาเล็บยังบอกอีกว่า ตัววัดที่ทำนายการล้มละลายของบริษัทได้ดีที่สุด คือกระแสเงินสดที่มีความผันแปรต่ำ (low variability of cash flows) และ hedge fund (กองทุนบริหารความเสี่ยง) ที่ไม่มีความผันผวนเลย (no volatility) ก็มักจะเจ๊งภายในเวลาไม่นาน

ดังนั้นความผันผวนคือสิ่งที่มีประโยชน์ และอาจพูดได้ว่ามีความจำเป็นต่อชีวิตที่ยืนยาว


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่านักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวน เวลาเห็นหุ้นหรือกองทุนที่ตัวเองซื้อไว้ราคาตกก็เริ่มกังวลและอาจตัดสินใจเทขาย

Housel บอกว่าเราควรไม่ควรมองความผันผวนเป็นค่าปรับ (fine) แต่ให้มองว่าเป็นค่าธรรมเนียม (fee)

ค่าปรับคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเมื่อทำอะไรผิด แต่ค่าธรรมเนียมนั้นเป็นเรื่องปกติ เหมือนเราจะเข้าสวนสนุกก็ต้องจ่ายค่าบัตรผ่านประตู

ดังนั้นความผันผวนของตลาดคือค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายเพื่อโอกาสทำกำไรในอนาคต


เชื่อว่าใครหลายคนที่อ่านบล็อกนี้ต้องการชีวิตที่เรียบง่าย เพราะมันสบายดี ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนคนอื่น

แต่ขณะเดียวกัน หากมันเรียบง่ายเกินไป ชีวิตก็อาจน่าเบื่อและจำเจ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนจะหน้าตาเหมือนกันไปหมด พอมองย้อนกลับมาก็อาจไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก

ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต” นั้น สุดท้ายแล้วก็คือประสบการณ์ที่เราจดจำได้นั่นเอง

หากใครรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เสถียรเกินไป ก็อาจลองเพิ่มความหลากหลายเข้ามาในชีวิต ลองไปกินร้านใหม่ๆ ลงเรียนอะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้หัวใจได้เต้นแรงขึ้นบ้าง

เพราะชีวิตคนเราต้องการความหลากหลายครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก [THE DIGITAL FACTORY] Nassim Nicholas Taleb on Antifragile นาทีที่ 19-21

ป.ล. ผมพยายามไปค้นหาหลักฐานเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจและกระแสเงินสด ก็พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความผันแปรต่ำนั้นเป็นตัวทำนายการเสียชีวิตได้จริงๆ ส่วนเรื่องกระแสเงินสดนั้นยังไม่ค่อยชัดเจนครับ ดูรายละเอียดงานวิจัยบางส่วนตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้ครับ

Heart Rate Variability and Risk of All-Cause Death and Cardiovascular Events in Patients With Cardiovascular Disease: A Meta-Analysis of Cohort Studies

Power-Law Relationship of Heart Rate Variability as a Predictor of Mortality in the Elderly

Impending Bankruptcy: Examining Cash Flow Pattern of Distressand Healthy Firms

The Use of Cash Flow Statement in Predicting Business Failure

นิทานเรือจม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กสาววัยรุ่นเพิ่งผิดหวังจากการสอบมาหมาดๆ จึงเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง

ผ่านไปสองวัน พ่อจึงเดินไปเคาะประตูห้องลูกสาว ชวนไปพายเรือเล่นที่สวนสาธารณะ

ระหว่างที่พายเรือ พ่อก็เอ่ยขึ้นว่า

“น้ำเต็มบึงไม่ทำให้เรือจมหรอกนะ”

“ว่าไงนะคะพ่อ”

“เรือเราก็ลำเล็กนิดเดียว ลอยอยู่บนน้ำปริมาณมหาศาล แต่เรือก็ไม่จม”

“ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วสิคะ”

“แต่ถ้าเอาน้ำมาใส่ในเรือลำนี้สัก 10 ถัง เรือก็จมได้ จริงมั้ย”

“…”

“ลูกจำไว้นะว่า เรือจะจมไม่ใช่เพราะน้ำที่อยู่นอกเรือ แต่เป็นน้ำที่อยู่ในเรือ ตอนที่ลูกโตไปกว่านี้ จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับลูก เหมือนน้ำที่มีอยู่เต็มบึง ซึ่งมันทำอะไรเรือของลูกไม่ได้ ตราบใดที่ลูกไม่ปล่อยให้น้ำเข้าเรือ”


ขอบคุณประกายความคิดที่ได้จากภาพภาพหนึ่งในอินเทอร์เน็ต

6 ขั้นตอนสำหรับการถอนตัว

ผมได้อ่านบทความ How to Say “No” After Saying “Yes” ของ Melody Wilding ที่เขียนให้ Harvard Business Review เมื่อเดือนกันยายน 2021

เนื้อหาว่าด้วยการที่เราตกปากรับคำเพื่อนหรือหัวหน้าไว้ว่าจะช่วยทำโปรเจ็คใดโปรเจ็คหนึ่ง แต่แล้วก็มารู้ตัวทีหลังว่าเราได้ overcommmit ไปเสียแล้ว ถ้าเรายังฝืนทำโปรเจ็คนี้ต่อไป งานอื่นๆ อาจจะเสีย หรืออาจส่งผลต่อสุขภาพและความสัมพันธ์ได้

บทความนี้เสนอแนวทางว่าเราควรจะ “uncommit” ยังไงไม่ให้เสียชื่อ เสียหน้า หรือเสียเพื่อน

เห็นว่ามีประโยชน์เลยสรุปมาให้อ่านกันทีละขั้นตอนนะครับ

  1. คำนึงถึงต้นทุน (Consider the cost)

ก่อนจะถอนตัว เราควรจะไตร่ตรองให้ดีว่าการถอนตัวคือทางเลือกที่ถูกต้องแล้วจริงๆ เพราะบางโปรเจ็คอาจจะคุ้มเหนื่อยก็ได้หากมันสร้างโอกาสที่ดีให้กับเราในอนาคต แต่ถ้าคิดดีแล้วว่ายังไงก็ไม่คุ้ม ก็ควรจะพอแค่นี้

  1. ปรับมุมมอง (Shift your perspective)

ถ้ากลัวว่าปฏิเสธตอนนี้แล้วจะทำให้เราดูเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ ให้มองอีกมุมว่าการเดินหน้าต่อโดยที่รู้ทั้งรู้ว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีนั้นเป็นการไร้ความรับผิดชอบเสียยิ่งกว่า

และถ้าเราปฏิเสธอย่างมีมารยาท เราก็แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนจัดการเวลาได้ ลำดับความสำคัญเป็น และเป็นคนโปร่งใสไม่ซับซ้อน

  1. นุ่มนวลแต่ซื่อตรง (Be diplomatic but truthful)

เมื่อต้องนำข่าวร้ายไปบอก ให้พูดอย่างมั่นใจและพูดเท่าที่ควรพูดโดยไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า คิดมาให้ดีและพูดให้ตรง ยกตัวอย่างเช่น “เดือนที่แล้วที่ผมบอกว่าผมสามารถเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการได้นั้น ตอนนั้นผมเชื่อจริงๆ นะว่าผมน่าจะมีเวลาทำหน้าที่นี้ได้ดี แต่หลังจากที่ผมดูตารางงานแบบละเอียดแล้ว ผมถึงรู้ตัวว่าผมมีงานอื่นที่ต้องสะสางเยอะเกินกว่าจะทำหน้าที่ใหม่ได้ดี ดังนั้นผมคงเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไม่ได้”

อีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับการถอนตัวจากงานชิ้นใหม่ที่หัวหน้าเพิ่งมอบหมายมาให้: “ผมไล่ดูงานทั้งหมดที่ผมมีอยู่แล้วจึงรู้ตัวว่าโปรเจ็คใหม่ที่หัวหน้าจะมอบหมายอาจจะทำให้ผมทำงานหลักของผมได้ไม่ดีพอ ซึ่งไม่น่าจะดีต่อทีมและบริษัท ผมเลยต้องขออนุญาตถอนตัวนะครับ”

[ตัวอย่างคำพูดนั้นอาจฟังดูไม่ธรรมชาติเท่าไหร่ในบริบทคนไทย แต่ลองปรับใช้ดูนะครับ]

  1. รักษาความสัมพันธ์ (Preserve the relationship)

เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะขอโทษในความผิดพลาด ในความเข้าใจผิด หรือในสิ่งที่เรา overcommit ลงไป เพราะคนเหล่านั้นเขาก็หวังพึ่งเราอยู่เช่นกัน ตัวอย่างของคำขอโทษก็เช่น “ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายนะครับ ผมดีใจมากเลยที่คุณนึกถึงผมตอนจะทำโปรเจ็คนี้ ขอเป็นกำลังใจให้โปรเจ็คประสบความสำเร็จนะครับ”

  1. ให้ทางเลือก (Offer an alternative)

ทางเลือกนี้มีได้หลายทาง เช่นเราอาจต้องปฏิเสธในรอบนี้ แต่บอกเขาว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาสแบบนี้อีกอยากให้เขามาชวนเราใหม่

หรือเราอาจแนะนำให้รู้จักกับคนอื่นที่น่าจะช่วยเขาได้ หรือบอกเขาว่ามีแหล่งข้อมูลหรือ community กลุ่มไหนที่น่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้

  1. เรียนรู้ที่จะไม่พลาดอีก (Learn from it)

การถอนตัวไม่ใช่เรื่องสนุก แต่มันให้บทเรียนที่ดีสำหรับคนที่มีแนวโน้มที่จะ please คนอื่นตลอดเวลาจนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง จงใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อฝึกกล้ามเนื้อในการแยกแยะว่าเรื่องแบบไหนที่เราควรตอบรับ และเรื่องแบบไหนที่เราควรปฏิเสธ จากนี้ไปควรจะเซย์เยสแต่กับเรื่องที่เราตื่นเต้นที่จะทำและให้เวลากับมันได้จริงๆ


ขอบคุณเนื้อหาจาก HBR: How to Say “No” After Saying “Yes” by Melody Wilding

ร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอ

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เรตติ้งดีมากบน Goodreads

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Body Keeps the Score เขียนโดย Bessel van der Kolk ว่าด้วยเรื่องบาดแผลทางจิตใจที่ส่งผลทางร่างกาย ได้คะแนนถึง 4.46 เต็ม 5 จากหนึ่งแสนกว่าเรตติ้ง

ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ชอบชื่อหนังสือที่นำไปคิดต่อได้หลายอย่าง

The Body Keeps the Score – ร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอ

จดอะไรด้วยอะไรบ้าง

จดวันคืนที่ผ่านชีวิตมาด้วยรอยเหี่ยวย่น

จดอาหารการกินด้วยค่าน้ำตาลและคอเลสเตอรอล

จดความเครียดด้วยความดันโลหิต

จดวินัยการออกกำลังด้วยอัตราการเต้นของหัวใจ

จดจำนวนการวิดพื้นด้วยขนาดของแผงหน้าอก

จดท่านั่งทำงานผิดๆ ด้วย office syndromes

จดปริมาณเบียร์ด้วยขนาดพุง

จดจำนวนบุหรี่ด้วยโอกาสในการเกิดเซลล์มะเร็งปอด (แม้จะไม่ใช่ทุกคน)

ชีวิตหนึ่งประกอบไปด้วยจิตใจและร่างกาย

จิตใจไม่มีตัวตน เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้น-ดับไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนร่างกายนั้นเป็นรูปธรรมที่ใช้เวลาในการตั้งอยู่ประมาณ 80 ปี

ร่างกายจึงเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่จดจารการกระทำทุกอย่างในชีวิตของเราไว้

จะเลือกทำอะไร จะเลือกเสพอะไรจึงควรคิดให้ดี

เพราะร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอครับ