ก่อนตัดสินใจอะไรให้ sleep on it

คำว่า sleep on เป็น phrasal verb แปลว่าการทอดเวลาที่จะตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้

งานของผมอยู่สาย HR เลยต้องสัมภาษณ์คนเยอะพอสมควร ผู้สมัครแต่ละคนมีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันไป ทำให้บางครั้งก็ตัดสินใจยากว่าคนไหนดีกว่ากัน

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือยังไม่จำเป็นต้องคิดมาก ตราบใดที่ตอนสัมภาษณ์เราจดโน้ตเอาไว้ ผมจะทอดเวลาสัก 2-3 วัน แล้วพอกลับมาอ่านโน้ตอีกทีผมจะตอบตัวเองได้ว่าผมชอบคนไหนมากกว่ากันและด้วยเหตุผลอะไร

Matthew Walker ซึ่งเป็น sleep scientist ที่ UC Berkeley และผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Why We Sleep บอกว่าระหว่างวันเราจะได้รับรู้และเรียนรู้ข้อมูลใหม่มากมาย ซึ่งมีทั้งเรื่องที่สำคัญและไม่สำคัญ

แต่ช่วงเวลาที่เรานอนหลับนั้นเป็นช่วงที่สมองมีเวลา reorganize ข้อมูลมหาศาลที่เข้ามาใหม่ในวันนั้น โดยมันจะคัดเรื่องที่ไม่สำคัญทิ้ง และนำเรื่องที่สำคัญจัดเก็บในอีกส่วนหนึ่งของสมองที่มีความถาวรมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคนเข้าทำงาน เลือกซื้อบ้าน เลือกการลงทุน เป็นการดีที่จะเก็บข้อมูลมาให้ครบถ้วนรอบด้าน ระหว่างที่เก็บข้อมูลเราอาจจะรู้สึกตื่นเต้น หรืออาจโดนคนขายกดดัน คำแนะนำของผมคืออย่าปล่อยให้อารมณ์พาไป เก็บการตัดสินใจเอาไว้ก่อน

กลับบ้านไปนอนอย่างน้อยสักหนึ่งคืน แล้วคำตอบจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเองครับ

‘Dailyish’ – ศิลปะของการทำอะไร ‘เกือบทุกวัน’

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2015 ผมเขียนบทความชื่อ “ทำก่อน เชื่อทีหลัง” ที่เล่าให้ฟังว่าผมเขียนบล็อกครบ 100 ตอนได้อย่างไร พร้อมกับประกาศในบรรทัดสุดท้ายว่า Anontawong’s Musings จะมีบทความใหม่ไปทุกวัน

และผมก็ตั้งใจเขียนบทความทุกวันจริงๆ แม้กระทั่งช่วงปลายปี 2015 ที่มีลูกสาวคนแรก ได้นอนวันละ 4 ชั่วโมง ก็ยังเขียนบทความทุกวันอยู่แม้จะต้องเขียนตอนตี 3 ก็ตาม

เพราะผมเคยได้ยินเทคนิค Don’t Break The Chain ของ Jerry Seinfeld

Jerry Seinfeld เป็น standup comedian และนักแสดงนำใน Seinfeld ซึ่งเป็นซีรี่ส์ซิทคอมที่โด่งมากในยุค 90’s

สมัยที่ยังไม่โด่งดัง เจอรี่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะคิดมุกทุกวัน วันละ 1 มุก

เจอรี่จะมีปฏิทินติดผนัง ทุกครั้งที่เขาเขียนมุกเสร็จ เขาจะกาปฏิทินเอาไว้ พอนานวันเข้าเครื่องหมายกากบาทติดๆ กันก็ทอดยาวราวกับห่วงโซ่ที่บ่งบอกว่าเขาเขียนมุกวันละ 1 ตอนมานานแค่ไหน

แล้วเขาก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมน้องที่เป็นนักแสดงตลกด้วยกันว่า

“Don’t break the chain!” – อย่าให้โซ่ขาด!

ผมก็เลยอยากจะเขียนบล็อก Anontawong’s Musings แบบไม่ให้โซ่ขาดบ้าง

ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีปีไหนที่ผมเขียนได้ครบ 365 ตอน มีหลุด มีคิดไม่ออก มีไม่สบาย ซึ่งก็รู้สึกเสียดายและรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน

การแบกความรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่สามารถเขียนบล็อกได้ทุกวันเริ่มคลี่คลายเมื่อผมได้อ่านบทความชื่อ Why you should aim to do new habits ‘dailyish’ ของ Oliver Burkeman ผู้เขียน Four Thousand Weeks

เขาเคยสัมภาษณ์ Jerry Seinfeld เรื่องเทคนิคดูแลโซ่ไม่ให้ขาดที่กลายเป็นตำนานในแวดวง productivity แล้วโอลิเวอร์ก็ได้พบว่าเจอรี่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคนี้อย่างที่เราคิด

นี่คือคำพูดของเจอรี่:

“มันเป็นเรื่องเบสิกมากจนผมไม่อยากจะพูดถึงมันด้วยซ้ำ ถ้าคุณเป็นนักวิ่งและอยากจะวิ่งให้ดีขึ้น คุณก็แค่บอกตัวเองว่าคุณจะวิ่งทุกวันแล้วก็เขียน X ลงในปฏิทินทุกวันที่คุณวิ่ง ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นไอเดียที่ลึกซึ้งตรงไหนเลย จะมีใครคิดจริงๆ เหรอว่าถ้านั่งเฉยๆ แล้วจะเก่งขึ้น?”

ในโลกของชาว productive เทคนิคของเจอรี่มีนัยว่า “ให้ทำสิ่งที่มีคุณค่ากับเราทุกวันโดยห้ามพลาดโดยเด็ดขาด”

แต่สำหรับตัวเจอรี่เอง เขาแค่ต้องการจะสื่อว่าเราต้องลงทุนลงแรงติดต่อกันเป็นเวลายาวนานเท่านั้นเอง

ความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำอะไรให้ได้ทุกวันนั้นเป็นการตั้งมาตรฐานที่ขาดความยืดหยุ่น เต็มที่ก็ได้แค่เสมอตัว โอกาสพลาดพลั้งก็สูง แถมการทำอะไรให้ได้ perfect score นั้นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป็นธรรมชาติของหุ่นยนต์

ชีวิตมีเรื่องไม่คาดฝันเสมอ และสำหรับคนไม่น้อยที่ตั้งเป้าแบบนี้ เมื่อพลาดไปหนึ่งหรือสองครั้ง เขาก็อาจสูญเสียกำลังใจจนล้มเลิกไปเลยก็ได้

แนวคิดที่โอลิเวอร์คิดว่าเมคเซนส์มากกว่ามาจาก Sam Harris เจ้าของแอป Waking Up สำหรับคนที่อยากฝึกนั่งสมาธิ

เขาใช้คำว่า ‘Dailyish’

เวลาเติม ‘ish’ ลงไปท้ายคำไหน จะหมายความว่า “โดยประมาณ”

Dailyish ก็คือการทำทุกวันโดยประมาณ หรือทำเกือบทุกวันนั่นเอง

ความดีงามของการทำอะไร ‘เกือบ’ ทุกวัน คือมันบอกให้เรายังจริงจังกับเรื่องที่เราให้ความสำคัญโดยที่ยังเปิดพื้นที่ให้เรื่องไม่คาดฝันในชีวิต

ถ้าสัปดาห์หนึ่งทำสัก 2 วันก็คงอาจไม่เรียกได้ว่า dailyish แต่ถ้าทำสัปดาห์ละ 5 วัน อันนั้นก็น่าจะพอเรียกได้ว่า dailyish ส่วนถ้าสัปดาห์ไหนจะทำได้ครบทั้ง 7 วันเลยก็เรียกว่า dailyish ได้เหมือนกัน

จริงๆ ผมควรจะเขียนบทความนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมไปข้างนอกมาและคุยกับคนค่อนข้างเยอะ กลับถึงบ้านก็หมดแรง เลยเลือกที่จะพักผ่อนให้เต็มที่แล้วตื่นมาเขียนเช้าวันนี้แทน

การประกาศว่าจะเขียนบล็อกทุกวันของผมเมื่อ 8 ปีที่แล้วอาจดูเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่านั้นเป้าหมายนี้ก็ดูเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน เพราะผมอาจจะยอมเขียนบทความที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงเพื่อจะให้ได้รับความยอมรับว่าเป็นคนเขียนบล็อกทุกวันก็ได้

ผมจึงขอถอนคำพูดเดิมที่ว่าจะเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ทุกวัน และตั้งปณิธานใหม่เป็นการเขียนบล็อก ‘เกือบทุกวัน’ แทน จะได้ไม่เบียดเบียนตัวเองจนเกินไป และหวังว่าจะรักษามาตรฐานเนื้อหาที่ดีเอาไว้ ส่วนผู้ติดตามอาจจะได้อ่านบทความบ้างในบางวัน และได้พักบ้างในบางวันให้พอคิดถึง

แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่ามันจะทำให้บล็อกนี้แข็งแรงขึ้นและยืนระยะได้ดีกว่าเดิมครับ

มุมมองการอ่านหนังสือของผมในปี 2023

แฟนผมบอกว่าผมเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะเป็นพิเศษ เยอะแบบผิดปกติ

ถ้ามองย้อนกลับไป น่าจะมีปัจจัยอยู่สามข้อ

  1. ตอนเด็กๆ พ่อผมเป็นคนอ่านหนังสือเยอะเหมือนกัน ครอบครัวผมฐานะปานกลาง จึงแทบไม่เคยซื้อของเล่นราคาแพงหรือกินอาหารร้านหรู แต่สิ่งเดียวที่พ่อแม่ผมไม่เคยประหยัดเลยคือการซื้อหนังสือให้ลูก
  2. ตอนมัธยมปลายผมไปเรียนนิวซีแลนด์ซึ่งมีฟรีทีวีมีแค่สามช่อง รายการเดียวที่ดูได้คือซิตคอม Friends เวลาว่างเหลือเยอะ เลยขนหนังสือจากเมืองไทยไปอ่านที่นั่น และสมัครสมาชิกมติชนสุดสัปดาห์เพื่อติดตามข่าวสารในเมืองไทย
  3. ตอนที่รถไฟใต้ดินเปิดทำการ ผมเปลี่ยนวิธีการเดินทางไปทำงาน จากที่เคยขับรถไปจอดสวนลุมไนท์บาซ่าร์และเดินไปตึกอื้อจื่อเหลียง ผมเปลี่ยนเป็นขึ้นรถไฟฉึกฉักจากสถานีหัวหมากไปลงที่หยุดรถอโศก เดินไปขึ้นรถใต้ดินสถานีเพชรบุรีตัดใหม่แล้วลงที่สถานีลุมพินี – 80% ของเวลาเดินทางจึงสามารถใช้อ่านหนังสือไปด้วยได้ แต่ที่ได้อ่านเยอะที่สุดคือตอนรอรถไฟฉึกฉักเพราะมักจะมาสาย 15-30 นาทีเสมอ (สมัยนั้นยังไม่มี smartphone ด้วย เลยไม่มีอย่างอื่นให้ดู)

เมื่อหนังสือคือส่วนสำคัญของชีวิต ผมก็เลยมีเวลาได้ขบคิดและเรียนรู้จากคนอื่นเรื่องการอ่านหนังสือ และคิดว่าบางมุมมองน่าจะมีประโยชน์ต่อคนที่ติดตาม Anontawong’s Musings เลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

  • Naval Ravikant นักลงทุน VC ชื่อดังบอกว่าการนั่งนับจำนวนหนังสือที่อ่านจบคือการวัดผลที่เปล่าดาย “The number of books completed is a vanity metric. As you know more, you leave more books unfinished.
  • ได้ยินครั้งแรกผมก็รู้สึกค้านในใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงเริ่มมองเห็นว่าทำไมเราไม่ควรตั้งเป้าว่าเดือนนึงหรือปีนึงจะอ่านหนังสือได้กี่เล่ม เพราะเมื่อเราตั้งเป้าเป็นจำนวนหนังสือที่จะอ่านให้จบ สิ่งที่อาจตามมาจะมีดังนี้
  • เราจะให้เวลากับการอ่านหนังสือที่อ่านง่ายๆ เพราะอยากทำตัวเลข
  • เราจะไม่ค่อยอ่านหนังสือหนาๆ หรือหนังสือยากๆ เพราะใช้เวลาเยอะเกินไป กว่าจะอ่านจบอาจกินเวลา 1-2 เดือน
  • เราจะไม่อ่านหนังสือดีๆ ซ้ำสองรอบ ทั้งที่หนังสือบางเล่มมีความลึกซึ้ง และการอ่านรอบสองจะได้ประโยชน์มากกว่าการอ่านรอบแรก
  • เราจะมีแนวโน้มที่จะอ่านหนังสือในกระแส หนังสือออกใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่หนังสือที่มีคุณค่าเสมอไป
  • Ravikant ยังบอกอีกว่า แทนที่เขาจะอ่านหนังสือ 100 เล่ม เขาอยากอ่านหนังสือระดับตำนาน 10 เล่มจบ 10 รอบมากกว่า ผมว่า Ravikant อาจจะพูดเกินเลยไปบ้าง แต่ก็เข้าใจประเด็นว่าปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ
  • Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan, Antifraigle และ Skin in the Game บอกว่าเขาไม่ชอบไปโรงเรียน และคนที่สอบได้คะแนนดีๆ นั้นมักจะรู้ดีแต่เรื่องที่อยู่ในหนังสือเรียน
  • แต่ Taleb ชอบอ่านหนังสือที่หลากหลาย เขาเกิดในเลบานอนและโตมาในยุคที่มีสงครามกลางเมือง เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่แต่กับหนังสือเพราะออกไปไหนไม่ค่อยได้
  • Taleb ไม่เคยจดว่าตัวเองอ่านหนังสือจบไปกี่เล่ม แต่จะจดว่าแต่ละวันอ่านหนังสือไปกี่นาที/กี่ชั่วโมง
  • สำหรับคนที่ชอบทำสถิติหรือจดตัวเลข ผมคิดว่าการเอา “ระยะเวลาที่ใช้อ่านหนังสือในแต่ละวัน” น่าจะเป็น KPI ที่มีความเป็นกลางมากกว่า และจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่ผมกล่าวถึงด้านบนได้ (อ่านแต่หนังสือง่ายๆ ไม่อ่านหนังสือยากๆ ไม่อ่านซ้ำทั้งที่ควรอ่าน) เพราะเราไม่สนใจจำนวนเล่มที่อ่านจบอีกต่อไป สนใจแต่ว่าเราได้ใช้เวลากับการอ่านมากน้อยแค่ไหน
  • Taleb ยังแนะนำอีกว่าอย่าอ่านหนังสือที่ใหม่กว่า 10 ปี เพราะไม่รู้ว่ามันดีจริงรึเปล่า ถ้าอีก 10 ปียังมีคนพูดถึงอยู่เราค่อยอ่านก็ยังไม่สาย ส่วนหนังสือที่อายุเกิน 100 ปี หรือ 1000 ปียิ่งควรอ่าน เพราะมันได้รับการกลั่นกรองจากกาลเวลามาแล้ว
  • ผมเคยเขียนบทความ “ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ” โดยยกตัวอย่าง “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ที่ได้ไอเดียสดใหม่ในการบริหารคนและองค์กรจากการอ่านคัมภีร์เต้าเต๋อจิง
  • อีกประเด็นนึงสำหรับหนังสือเก่า ก็คือสมัยก่อนนั้นการทำหนังสือสักเล่มต้นทุนสูงมากถึงมากที่สุด (เรากำลังพูดถึงยุคก่อนที่ Gutenberg จะปฏิวัติการผลิตหนังสือ) ดังนั้นหนังสือเก่าแก่จึงจำเป็นต้องเขียนให้กระชับ เนื้อๆ เน้นๆ เพื่อจะได้มี waste ให้น้อยที่สุด
  • มองกลับมาสมัยนี้ ที่ใครจะสร้าง content อะไรที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้โดยแทบจะไม่มีต้นทุน (เช่นบทความนี้!) สิ่งที่เขียนออกมาอาจมีเนื้อหาที่ไม่ได้เข้มข้นเท่ากับหนังสือเก่าแก่
  • ส่วนหนังสือใหม่ที่อยู่ในกระแส ใครๆ ก็อ่านกัน เมื่อเราอ่านหนังสือเหมือนกับคนอื่น เราก็จะคิดเหมือนกับคนอื่น ซึ่งจะทำให้เราขาด edge หรือข้อได้เปรียบ
  • ไม่ได้แปลว่าหนังสือใหม่ไม่ควรอ่านเลยนะครับ เพียงแต่ควรจะเลือกให้ดีๆ เท่านั้นเอง หนังสือเล่มโปรดของผมหลายเล่มก็ได้อ่านตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Sapiens, The Psychology of Money หรือ Four Thousand Weeks.
  • อีกเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้ Taleb อ่านหนังสือได้เยอะๆ ก็คือถ้าหนังสือเล่มไหนน่าเบื่อเขาจะเลิกอ่านทันที – Life is too short to be reading a boring book.
  • แต่เราต้องไม่สับสนระหว่างหนังสือน่าเบื่อกับหนังสืออ่านยาก อย่างหนังสือของ Taleb ทุกเล่มนั้นอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันจะมีอะไรบางอย่างที่ดึงให้เรากลับไปอ่านต่อและใช้เวลาทำความเข้าใจกับมัน (ซึ่งถ้าเราตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเล่มของหนังสือที่จะอ่านให้จบ เราก็อาจไม่พร้อมที่จะใช้เวลากับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งได้นานๆ ซึ่งผิดกับการตั้งเป้าหมายว่าจะใช้เวลาอ่านหนังสือวันละกี่นาที)
  • แต่ก่อนผมเคยมีกติกาว่าถ้าอ่านหนังสือแล้วก็อยากอ่านให้จบ และไม่ควรอ่านหนังสือพร้อมกันเกิน 3 เล่มไม่อย่างนั้นจะอ่านไม่จบสักเล่มเดียว
  • อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ เจ้าของเพจ Nopadol’s Story เคยตั้งข้อสังเกตว่าการที่เราทนอ่านหนังสือไม่ดีให้จบถือเป็น sunk cost fallacy อย่างหนึ่ง
  • เดี๋ยวนี้หนังสือที่ผมอ่านไม่จบจึงมีมากกว่าหนังสือที่ผมอ่านจบ มีความรู้สึกผิดอยู่บ้างแต่ก็เริ่มชินแล้ว
  • อีกหนึ่งความรู้สึกผิดที่คนรักหนังสือชอบมีกันก็คือ “กองดอง” ขนาดมหึมา แต่พอมีงานหนังสือทีไรก็อดไม่ได้ที่จะซื้อมาทำให้กองดองมันใหญ่ขึ้นไปอีก
  • Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks เคยเขียนบทความชื่อ “Treat your to-read pile like a river, not a bucket” – ให้มองว่าหนังสือคือแม่น้ำที่เราเลือกจะตักน้ำขึ้นมาดื่มเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าไปมองว่ามันคือถังน้ำที่เราต้องคอยเทน้ำออกให้หมด
  • เมื่อเราไม่ได้มองการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ “ต้องทำ” แบบเดียวกับที่เรามอง to do list แต่เป็นเพียงทางเลือกในการใช้เวลาและพักผ่อนหย่อนใจ ความรู้สึกผิดต่อกองดองก็จะมีน้อยลง
  • วิธีที่จะอ่านหนังสือได้มากขึ้นคือการไม่เอามือถือเข้าห้องน้ำ
  • เวลาอ่านหนังสือผมจะมีไฮไลท์หลักๆ อยู่สามแบบ หนึ่งคือไฮไลท์ปกติ สองคือไฮไลท์ประเด็นสำคัญของหนังสือ และสามคือไฮไลท์ว่าเรื่องนี้เอาไปเขียนบล็อกได้
  • ไฮไลท์ปกติผมจะใช้ดินสอขีดเส้นแนวดิ่งด้านข้างของย่อหน้าหรือประโยคนั้นๆ ไฮไลท์ประเด็นสำคัญของหนังสือจะใช้เครื่องหมาย + (ตอนแรกใช้ * แต่เครื่องหมาย + ออกแรงขีดน้อยกว่า) ส่วนไฮไลท์เรื่องที่เอาไปเขียนบล็อกได้ก็จะใช้ตัว B
  • หน้าแรกด้านในมักจะมีพื้นที่ว่าง ผมจะทำ Index เอาไว้ว่าผมใส่ + ไว้หน้าไหนและใส่ B ไว้หน้าไหนบ้าง เวลาจะกลับมาทวนก็สามารถเจาะดูหน้าเหล่านั้นได้เลย
  • บางทีผมก็ใส่เครื่องหมายอื่นเอาไว้ด้วย เช่น T (Typo สะกดผิด), A (Action สิ่งที่เราควรเอาไปลงมือทำจริง)
  • ผมยังไม่เคยใช้ Kindle สำหรับการอ่านหนังสือ น้องที่ออฟฟิศบอกว่าจะเอามาให้ผมดูหลายครั้งแล้วแต่ก็คลาดกันทุกที ถ้าใครอ่าน Kindle อยู่แล้วรบกวนแนะด้วยครับว่าเราสามารถไฮไลท์ได้หลากหลายอย่างที่ผมเขียนข้างบนได้รึเปล่า (ผมลองเสิร์ชดูคร่าวๆ เหมือนจะไฮไลท์ด้วยสีต่างกันได้)
  • หนังสือเป็นเล่มมีข้อดีคือกรีดเล่มดูได้ง่าย แถมหนังสือมันสวยด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าใครเคยไปเดิน Open House ชั้นบนสุดของ Central Embassy จะเข้าใจดีว่าหนังสือคืออุปกรณ์ตกแต่งชั้นยอด
  • แต่ข้อเสียของหนังสือก็คือใช้พื้นที่และมีฝุ่นเยอะ ผมเองเป็นภูมิแพ้ไรฝุ่นเลยมีความสัมพันธ์แบบ love-hate relationship กับหนังสือเก่าๆ บนชั้นอยู่เหมือนกัน ถ้าจะหยิบมาอ่านบางทีก็ต้องใส่หน้ากากอนามัยด้วย
  • พอชั้นเริ่มเต็ม และเราเพิ่งไปเดินงานหนังสือมา หนังสือใหม่ก็จะเริ่มไปกินพื้นที่ส่วนอื่นๆ ในบ้าน ทำให้ห้องรกไม่ spark joy ซึ่งถ้าอ่าน Kindle เป็นหลักคงจะไม่เจอปัญหานี้
  • ผมเคยถามพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาว่าจัดการหนังสือยังไง พี่ภิญโญตอบว่าต้องมีการคัดออกทุกปี เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ให้หนังสือใหม่ และไม่ยึดติดกับหนังสือที่เราไม่คิดจะอ่านอีกแล้ว ส่วนถ้าไม่อยากให้หนังสือมีฝุ่น ก็ควรเก็บอยู่ในตู้กระจกหรือไม่ก็เก็บไว้ในห้องที่ไม่เปิดหน้าต่าง
  • แอปสรุปหนังสือผมน่าจะใช้ครบทุกยี่ห้อ และเลิกใช้ไปแล้ว เหตุผลอยู่ในบทความชื่อ “เหตุผลที่ผมเลิกใช้บริการ Book Summaries
  • ผมเคยพยายามฟัง Audiobook ตอนขับรถไปทำงาน แต่ไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่ จะไฮไลท์ก็ทำไม่ได้ จะกลับมาทบทวนยิ่งลำบาก
  • สิ่งที่ผมมักจะฟังตอนขับรถคือสัมภาษณ์หรือปาฐกถาของนักเขียนที่ผมกำลังอ่านหนังสือของเขาอยู่ ยกตัวอย่างเช่นล่าสุดผมอ่านหนังสือ Skin in the Game ผมก็จะไล่ฟัง Podcast/Youtube ที่ Nassim Taleb พูดถึงหนังสือเล่มนี้เป็นสิบคลิป พอกลับไปอ่านหนังสืออีกครั้งก็จะกระจ่างกว่าเดิมมาก ผมทำเช่นเดียวกันนี้กับนักเขียนคนโปรดคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Yuval Noah Harari (Sapiens), Morgan Housel (The Psychology of Money) และ Oliver Burkeman (Four Thousand Weeks)

และนี่คือมุมมองการอ่านหนังสือของผมในปี 2023

ไว้อนาคตถ้ามีมุมมองเพิ่มเติมจะมาแชร์อีกนะครับ

คุณค่าและความสำคัญของการวิดพื้นครั้งเดียว

Atomic Habits ของ James Clear น่าจะเป็นหนังสือด้าน self-help ที่ขายดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

ขอสารภาพตามตรงว่าผมยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แม้จะมีอยู่บนชั้นหนังสือมานานแล้ว

อาจจะเพราะว่าผมอ่านบล็อกของ James Clear มาตั้งแต่สมัยแรกๆ และเคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการสร้างอุปนิสัยที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น One Small Step Can Change Your Life: The Kaizen Way ของ Robert Maurer และ The Power of Habit ของ Charles Duhigg ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าหนังสือ Atomic Habits จะมีอะไรใหม่ไปกว่านั้นมากนัก

ตัว James Clear เองก็ได้ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Peter Attia ว่าสิ่งที่เขาเขียนใน Atomic Habits นั้นล้วนเป็นเรื่องที่คนอื่นเขียนมาก่อนแล้ว ถ้าจะมีแค่เรื่องเดียวที่คนยังไม่ค่อยได้พูดถึงก็คือเรื่องของ identity change หรือการมองตัวเองว่าเปลี่ยนไปแล้ว

สมมติว่ามีชายสองคนที่เคยสูบบุหรี่ แล้วมีเพื่อนยื่นบุหรี่มาให้

คนแรกตอบปฏิเสธว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมพยายามเลิกบุหรี่อยู่” (No thanks, I’m trying to quit)

ส่วนคนที่สองปฏิเสธว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สูบบุหรี่” (No thanks, I’m not a smoker)

แม้ว่าทั้งสองคนจะตอบปฏิเสธเหมือนกัน แต่คนแรกนั้นยังมองว่าตัวเองเป็นคนสูบบุหรี่อยู่ และกำลังพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น

ส่วนคนที่สองนั้นมองตัวเองว่าไม่ใช่คนสูบบุหรี่แล้ว การไม่สูบบุหรี่ของเขาจึงเป็นเรื่องธรรมชาติ

เคลียร์บอกว่า ถ้าเราสามารถมี identity change เหมือนคนที่สองได้ การสร้างนิสัยใหม่หรือเลิกนิสัยเก่านั้นจะยั่งยืนกว่ามาก

คำถามก็คือเราจะเปลี่ยนอัตลักษณ์หรือการมองตัวเองได้อย่างไร

เคลียร์แนะนำว่าเราต้องหา “หลักฐาน” เพื่อให้ตัวเองเชื่อเสียก่อน

ทุกการกระทำและทุกการตัดสินใจ จะเป็นการ “ลงคะแนนเสียง” (cast a vote) ว่าเราเป็นคนแบบไหน

การวิดพื้นแค่หนึ่งครั้งไม่ได้ทำให้หุ่นเราดีขึ้น แต่มันเป็นการลงคะแนนเสียงว่าเราเป็นคนที่ออกกำลังกายทุกวัน

การเขียนหนังสือแค่หนึ่งประโยคไม่ได้ทำให้เราเขียนนิยายจบเล่ม แต่มันเป็นการลงคะแนนเสียงว่าเราเป็นนักเขียน

การสั่งสลัดมากินตอนเที่ยงหนึ่งมื้อไม่ได้ทำให้เราผอมลง แต่มันเป็นการลงคะแนนเสียงว่าเราเป็นคนที่เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

เมื่อเราทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ แม้ว่าจะยังไม่มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แต่มันจะเป็นหลักฐานที่ทำให้เราค่อยๆ เปลี่ยน identity หรือวิธีที่เรามองตัวเอง เมื่ออัตลักษณ์ตัวเองเปลี่ยนไป habit ที่เราเคยสร้างไว้ก็จะเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

เราจึงไม่ควรดูเบาการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิดพื้นแค่หนึ่งครั้ง กินผลไม้แค่หนึ่งชิ้น หรืออ่านหนังสือแค่หนึ่งย่อหน้า

เพราะทุกสิ่งที่เราทำคือการตอกย้ำว่าเราเป็นคนแบบไหนครับ

เมื่อเราได้อะไรมา เราจะเสียอะไรไปเสมอ

ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินปูนึ่ง

ไม่ใช่เพราะว่าไม่ชอบรสชาติ แต่เพราะว่าขี้เกียจแกะ ถ้ามีคนช่วยแกะให้ก็โอเค

พ่อผมชอบแกะปูให้กับคนในครอบครัว และพ่อก็เคยบอกผมสมัยเด็กๆ ว่า “ที่ปูมันอร่อยก็เพราะว่ามันต้องออกแรงแกะนี่แหละ”


ผมเป็นคนชอบกินปลาดิบ ไม่ว่าจะเป็นซูชิหรือซาชิมิ

ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก่อนปี 2010 ร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยที่คนธรรมดาจะพอเข้าถึงได้ก็คือร้านญี่ปุ่นที่เป็นเชนใหญ่ๆ

ผมได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2010 แล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เพราะไม่ว่าจะกินปลาดิบร้านไหนก็อร่อยไปหมดเมื่อเทียบกับสิ่งที่เคยกินมาที่เมืองไทย

พอกลับไทยเลยเริ่มรู้สึกว่าปลาดิบที่ร้านเชนไม่ค่อยอร่อยเสียแล้ว

ปี 2013 ผมได้ไปญี่ปุ่นอีกครั้ง ไปกินร้าน Musashi Sushi ซึ่งเป็นซูชิจานหมุนตรงสถานีรถไฟเกียวโต จำได้ว่าเข้าคิวนานพอสมควร แต่พอได้กินก็ฟินมากเพราะปลาดีทุกจานและราคาก็ไม่แพง

ปี 2019 ผมกลับไปที่ร้านเดิม ร้านก็คิวยาวเหมือนเดิม แต่พอได้กินแล้วขีดความสุขกลับไม่ได้พุ่งเท่าครั้งก่อน

สมมติฐานหนึ่งก็คือคุณภาพปลาดิบของร้าน Musashi ตกลงไป แต่อีกสมมติฐานหนึ่งก็คือในช่วงปี 2013-2019 นั้นเมืองไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นผุดขึ้นมากมายราวดอกเห็ด ปลาดิบคุณภาพดีในราคาที่ผมเข้าถึงได้จึงมีให้ได้ลิ้มลองมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อมาตรฐานของเราสูงขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าซูชิจานหมุนร้าน Musashi ไม่อาจทำให้เราว้าวได้อีกต่อไป

เมื่อปลายปี 2022 แฟนผมไป business trip ที่โตเกียวประมาณ 4 วัน ได้กินปลาดิบอยู่ 2-3 มื้อ แต่แฟนบอกว่าร้านโปรดที่เมืองไทยอร่อยกว่ากันเยอะ

ผมบอกกับแฟนว่า ถ้าจะไปญี่ปุ่นรอบหน้าก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ว่าอาหารญี่ปุ่นอาจจะไม่ใช่ไฮไลท์ในการเดินทางอีกต่อไป ต้องหาเหตุผลอื่นที่ดีกว่านั้น


Quote หนึ่งที่ Morgan Housel มักพูดถึงอยู่บ่อยๆ และทำให้ผมขบคิดมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก็คือ:

“The thing that is least perceived about wealth is that all pleasure in money ends at the point where economy becomes unnecessary. The man who can buy anything he covets values nothing that he buys.

Wiliam Dawson, 1905

เมื่อใดก็ตามที่เราไม่จำเป็นต้องประหยัดอีกต่อไป ความสุขที่เราจะได้รับจากการจับจ่ายใช้สอยก็เหือดหายไปด้วย คนที่อยากได้อะไรก็ซื้อได้ทันทีย่อมจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดเลย

Dawson ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า (สมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว) เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งคิดอยากจะซื้อรูปภาพ เขาต้องเข้าคิวหลายสัปดาห์ ต้องไปหาความรู้เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ เพื่อจะได้ไม่โดนคนขายหลอก ต้องทุรนทุรายอยู่กับการลุ้นว่าจะได้ภาพนั้นมาเชยชมหรือภาพนั้นจะหลุดมือไป เขาอาจต้องสละความสะดวกสบายบางอย่างเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากพอ และความสุขที่เขาจะได้มาจากการได้ซื้อรูปนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความยากลำบากกว่าจะได้มันมาครอบครอง

แต่สำหรับคนที่เดินเข้ามาในห้องขายภาพโดยรู้อยู่แก่ใจว่าจะซื้อภาพไหนก็ได้ด้วยการเซ็นเช็คแค่ใบเดียว ย่อมไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้เลย


ผมเคยไปทำกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนต่างจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกันก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “พวกเขามีความสุขกันง่ายจัง”


คนเราส่วนใหญ่แสวงหาความมั่งคั่งและความสะดวกสบาย ที่เราทำงานอย่างหนักทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะสร้างฐานะและมีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองและคนที่เรารัก

แต่เรามักจะลืมคิดไปว่า ยิ่งเรามีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ ยิ่งเรามีรสนิยมสูงขึ้นแค่ไหน สิ่งของหรือประสบการณ์ที่จะทำให้เรามีความสุขนั้นก็จะลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ

เหมือนคนที่เคยกินปลาดิบจากร้านเชนใหญ่ก็มีความสุขแล้ว แต่พอได้กินของที่ดีกว่า อร่อยกว่า ปลาดิบที่เคยทำให้เรามีความสุขได้ก็ไม่สามารถทำให้เรามีความสุขได้อีกต่อไป

ผมเลยคิดได้ว่า จริงๆ แล้วจักรวาล (หรือพระเจ้า / ธรรมะ) นี่ก็ยุติธรรมเหมือนกัน

เมื่อเราได้อะไรมา เราจะเสียอะไรไปเสมอ

เมื่อเรามีเงินมามากๆ เราจะสูญเสียความสุขจากการจับจ่ายใช้สอยเงินนั้น

เมื่อเราได้ตำแหน่งสูงๆ เราจะสูญเสียความทะเยอทะยานหรือความตั้งใจทำงานที่เคยมีสมัยที่อยู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่านี้

เมื่อเราได้ follower มาเยอะๆ เราจะสูญเสียตัวตนในอดีตที่สามารถอดทนนั่งเขียนบทความโดยที่แทบไม่มีคนอ่านได้

ในทางกลับกัน เมื่อเราเสียอะไรไป เราจะได้อะไรกลับมาเสมอ

เมื่อเราเสียเหงื่อไปกับการวิ่ง เราจะได้ร่างกายที่แข็งแรงกลับมา

เมื่อเราเสียเวลากับคนที่ไม่ใช่ เราจะได้บทเรียนที่จะไม่เลือกคนผิดซ้ำอีก

เมื่อเราต้องสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว เราจะมีเวลากลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย เหมือนหยินกับหยางที่อยู่คู่กันเสมอ

เหมือนคำของพ่อที่เคยบอกผมเอาไว้ ที่ปูมันอร่อยก็เพราะว่ามันต้องออกแรงแกะ

หากเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราจะเห็นคุณค่าของปัจจุบัน และมองอนาคตอย่างมีความหวังและความเผื่อใจครับ