อย่ารีบแต่อย่ารอ

ภาษาพระจะใช้คำว่า “ไม่พัก ไม่เพียร”

แต่มันคือแนวทางของคนที่เห็นคุณค่าของเวลา และรู้ว่าจะใช้เวลาอันจำกัดนี้เพื่อบรรลุสิ่งใด

เราไม่ควรรีรอที่จะลงมือทำ ยิ่งอะไรที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีเรายิ่งต้องเริ่มทำเสียแต่วันนี้

ต่อเมื่อได้ลงมือทำแล้ว เราก็ต้องพร้อมให้เวลาทำได้หน้าที่ของมัน หากเราเพิ่งใส่เมล็ดลงดินวันนี้ การหวังจะได้ลิ้มรสผลวันพรุ่งนี้ย่อมผิดกฎธรรมชาติ

ดังนั้นเราจึงไม่ควรรีบร้อนเกินไป หรือเพียรพยายามจนเกินไป เพราะดีเกินดีคือไม่ดี เราทำได้เพียงสร้างเหตุปัจจัย และเมื่อมันถึงพร้อม ผลย่อมจะเกิดให้ควรแก่เหตุ

อย่ารีบแต่อย่ารอ ไม่พักแต่ไม่เพียรครับ

Region-Beta Paradox – เรื่องยิ่งร้ายยิ่งกลายเป็นดี

ลองคิดภาพว่าเย็นวันนี้อากาศไม่ร้อน ค่าฝุ่น PM เป็นสีเขียว แล้วเราอยากจะไปตัดผมที่ร้านหน้าปากซอยซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเรา 500 เมตร เราอาจตัดสินใจเดินไป ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แต่ถ้าเราคิดจะไปตัดผมกับอีกร้านหนึ่งที่อยู่อีกซอยหนึ่ง ระยะทางจากบ้านเรา 1 กิโลเมตร เราคงไม่เดิน แต่จะปั่นจักรยานไปแทน และใช้เวลาแค่ 6 นาที

ร้านตัดผมซอยข้างๆ อยู่ไกลกว่าร้านตัดผมหน้าปากซอย แต่เรากลับไปถึงร้านไกลได้เร็วกว่าร้านใกล้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Region-beta paradox (รีจิ้น เบต้า พาราด็อกซ์)

ศัพท์นี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2004 ของ Daniel Gilbert และคณะ มีชื่อว่า The Peculiar Longevity of Things Not So Bad

ประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอก็คือ บางทีการเจอเรื่องร้ายหนักๆ ไปเลยอาจจะดีกว่าการเจอเรื่องร้ายแบบเบาๆ เพราะถ้าเราเจอความทุกข์ที่พอทนได้ เราก็จะยอมทนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเจอเรื่องร้ายแบบเกินจะทน เราอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีงานประจำที่เราไม่ได้ชอบ เงินเดือนพอถูไถ หัวหน้าโหดไปนิด แต่เพื่อนร่วมงานก็โอเค เราก็อาจทำงานนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเราดันเจอหัวหน้าแย่ๆ เพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้ง เราอาจตัดสินใจหางานใหม่ และได้งานที่ใช่กว่าเดิม

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากแฟนที่เราคบนั้นยังไม่คลิก แต่ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มที่เราจะคบกับเขาไปแบบเบื่อๆ อยากๆ

แต่หากคนที่เราคบเขานิสัยแย่มาก แถมยังมานอกใจเราอีก เราก็อาจจะบอกเลิก และอาจได้แฟนใหม่เป็นคนที่ใช่มากกว่าเดิม

ประเด็นที่จะสื่อไม่ใช่ให้เราหางานใหม่หรือหาแฟนใหม่ แต่ให้ตระหนักว่าอะไรที่ทำให้เราเจ็บรอนๆ พอทนได้ เราก็จะเคยชินและอาจจะ “ติด” อยู่กับสิ่งนั้นไปอย่างยาวนาน แต่อะไรก็ตามที่มันเจ็บเกินจะทน มันจะมี activation energy ที่มากพอให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างจนสุดท้ายแล้วเราได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า


ผมเองก็เคยเจอปรากฎการณ์ที่ออกแนว region-beta paradox ด้วยเช่นกัน

สมัยมัธยมปลายที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์ ผมพยายามจะเล่นกีตาร์โซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger ของวง Oasis แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน

จนกระทั่งช่วงปิดเทอม ผมไปนอนบ้านเพื่อนอีกเมืองหนึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ใช้ชีวิตแบบไร้ระเบียบสุดๆ นอนตีสี่ ตื่นเที่ยง สั่งพิซซ่ามากิน เช่าหนังมาดู เล่นเกม ดื่มเบียร์ นั่งคุยกับเพื่อนจนรุ่งสาง วนหลูปตลอด 7 วัน

เมื่อกลับถึงบ้าน พร้อมเงินในกระเป๋าที่หายไปไม่น้อย ผมก็รู้สึกโกรธตัวเองว่าทำตัวได้ไร้สาระมาก self-esteem ตกต่ำ ก็เลยอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชย

และสักอย่างที่ว่าก็คือการตั้งใจฝึกโซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger อย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งเล่นได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพยายามมาหลายครั้งก็ไม่เคยสำเร็จ

ข้อสรุปที่ผมได้จาก region-beta paradox ก็คือ

หนึ่ง เราควรสำรวจชีวิตเรามีอะไรที่มัน “ร้าว” อยู่หรือไม่ แต่เป็นการร้าวแบบที่เราทนได้หรือเคยชินไปแล้ว

สอง อะไรที่มันร้าวและพอจะซ่อมได้ ก็ควรลงมือซ่อม – fix what’s broken

สาม แต่อะไรที่มันเกินจะซ่อม บางทีอาจจะคุ้มกว่าถ้าเรายอมให้มัน “แตกหัก” ไปเสีย เพื่อที่จะได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่

แน่นอนว่ามีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสที่ในระยะยาวแล้วชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าเดิมครับ

นิทานยิงหมี

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายชราวัย 80 มาตรวจสุขภาพประจำปี หมอจึงถามคนไข้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“เยี่ยมสุดๆ ไปเลยหมอ! ผมเพิ่งได้เมียอายุ 18 และเธอกำลังตั้งท้อง เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน หมอคิดว่าไงล่ะ?”

หมอเงียบไปอึดใจหนึ่ง “ผมขอเล่านิทานให้คนไข้ฟังเรื่องนึงนะ มีชายคนหนึ่งชอบล่าสัตว์มาก แต่วันหนึ่งเขารีบไปหน่อย แทนที่จะหยิบปืนไรเฟิลเลยเผลอหยิบร่มมาแทน”

แล้วหมอก็เล่าต่อ “ระหว่างที่เขาเดินอยู่ในป่า จู่ๆ ก็มีหมียักษ์โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้เขาเลยรีบหยิบร่มขึ้นมาแล้วกดปุ่มตรงก้านจับ คนไข้รู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น?”

“ไม่รู้สิ เกิดอะไรขึ้นเหรอหมอ?”

“หมีก็ล้มลงและสิ้นใจตรงนั้นเลย”

“เฮ้ย!! เป็นไปไม่ได้!!” ชายชราตกใจ

“ใช่ ผมก็ว่างั้นแหละ” หมอตอบ

ให้ทำนำพูด

ทำ 10 พูด 7 -> OK

ทำ 7 พูด 10 -> ไม่ค่อย OK

ทำ 0 พูด 10 -> ควรหลีกเลี่ยง

พูดว่าจะทำสิ่งนั้น/สิ่งนี้ -> ก็เท่ดี

พูดว่าได้ทำสิ่งนั้น/สิ่งนี้แล้ว -> เท่กว่า

Don’t talk about doing it. Talk about having done it.

พูดให้น้อย ทำให้เยอะ

ทำก่อน พูดทีหลัง

ทำอย่างไร พูดอย่างนั้น

สิ่งสำคัญ คือให้ทำนำพูดเสมอครับ

เคล็ดลับการตัดสินใจอายุ 500 ปี

เราอาจเคยต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ เช่นจะเลือกซื้อรถรุ่นไหน หรือซื้อบ้านหลังไหน โดยเราอาจคัดกรองมาจนเหลือแค่ช้อยส์ A กับช้อยส์ B ซึ่งมีข้อดีข้อเสียหักลบแล้วใกล้เคียงกันมากจนเราเลือกไม่ถูก และเนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลตามมามากมายเราจึงอยากเมคชัวร์ว่าเราจะตัดสินใจไม่ผิด

มีเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ถูกคิดค้นโดยนักบุญอิกนาเชียสแห่งโลโยลา (St. Ignatius of Loyola) อดีตทหารสเปนซึ่งหันหน้าเข้าสู่ศาสนาและเป็นผู้ก่อตั้งคณะเยซูอิต (Jesuit Order) เมื่อเดือนกันยายนปีค.ศ. 1540

วิธีการนั้นเรียบง่ายมาก โดยให้ทำราวกับว่าเราเลือกช้อยส์ A ไปเรียบร้อยแล้ว และใช้เวลา 3 วันต่อจากนั้นจดความคิด ความกังวล ความรู้สึกทุกอย่างลงไปในสมุด

เมื่อครบสามวัน คราวนี้ให้ทำเหมือนกับว่าเราเลือกช้อยส์ B ไปเรียบร้อยแล้ว และก็ทำอย่างเดียวกันคือจดความคิดทุกอย่างลงสมุด

จากนั้นก็นำสิ่งที่เราจดไว้มาอ่านทบทวน แล้วจึงตัดสินใจ


เทคนิคเก่าแก่ของนักบุญท่านนี้ จะว่าไปแล้วก็มีส่วนคล้ายคลึงกับอีกสองเทคนิคที่ผมเคยเขียนถึง

1.ก่อนตัดสินใจอะไรให้ sleep on it:

เมื่อมีเรื่องสำคัญให้ต้องตัดสินใจ อย่ารีบ อย่าให้คนขายมาหลอกกดดันเราด้วยเทคนิคต่างๆ แต่เราควรให้เวลาตัวเองได้กลับไปนอนคิดอย่างน้อยหนึ่งคืน (หรือมากกว่านั้น) เพราะในช่วงที่เรานอนหลับสมองจะทำการคัดกรองประเด็นที่ไม่สำคัญออกไป และจัดการข้อมูลที่สำคัญไปเก็บไว้ในอีกส่วนหนึ่งของสมองแทน เมื่อตื่นขึ้นมาเราก็จะมองเห็นอะไรชัดขึ้นว่ามันดีจริงรึเปล่า เราอยากได้จริงรึเปล่า

2.เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ:

ถ้าแฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


การเสี่ยงเหรียญเป็นการบังคับให้เราได้ใช้สัญชาตญาณที่อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ว่าส่วนลึกเราต้องการอะไร ส่วนการ sleep on it ก็เป็นการพึ่งพากลไกการนอนหลับที่ช่วยให้เราเหลือแต่ข้อมูลที่สำคัญจริงๆ

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องพึงระลึกไว้ก็คือ ถ้าเราคิดไม่ออกว่าจะเป็นช้อยส์ A หรือ B ดี แสดงว่ามันอาจจะดีพอๆ กันในระดับที่ว่าจะเลือกช้อยส์ไหนก็ไม่ต่างกันหรอก

แต่ถ้าคิดว่าเทคนิคทั้งสามที่กล่าวไปน่าจะมีประโยชน์ ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ