สองประโยคเตือนใจ

20160308_two

I could be wrong – เราอาจจะผิดก็ได้

และ

It’s going to be OK – เดี๋ยวมันก็โอเค

ผมรู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักมาจากสองสาเหตุ

สาเหตุแรกคือมั่นใจว่าตัวเองถูก เราจึงอยากเอาชนะ และยอมใช้พลังงานมากมายไปกับการถกเถียง ไม่ว่าจกับแฟน กับพ่อแม่ กับเพื่อน หรือแม้กระทั่งกับคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์

สาเหตุที่สอง คือไม่อยู่กับปัจจุบัน ถ้าไม่เจ็บใจกับความผิดพลาดในอดีต ก็กังวลถึงสิ่งที่จะตามมาในอนาคต

สาเหตุแรกทำให้ผมทะเลาะกับคนอื่น

สาเหตุที่สองทำให้ผมทะเลาะกับตัวเอง

ถ้าระหว่างที่กำลังทะเลาะอยู่ ประโยค I could be wrong หรือ It’s going to be OK มันผุดขึ้นมาบ้าง ก็คงจะช่วยเตือนสติได้ไม่น้อย

จะได้ไม่เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

เงินเดือน 2 หมื่นก็เก็บเงินถึง 10 ล้านได้

20160307_10Million

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่รู้สึกว่าดีมากจนอยากเอามาเขียนลงในบล็อกนี้

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “การเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี” จากสำนักพิมพ์ “พราว”

พร้อมคำโปรยที่ว่า “ทำเงินเป็น 10 ล้าน ด้วยวิธีที่เราทำได้ และใครๆ ก็ทำได้”

เขียนโดยเจ้าของเพจ “ลงทุน หุ้น การเงิน Tactschool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน” (ดูจากคอมเม้นท์แล้วน่าจะชื่อว่าคุณแทคนะครับ)

ราคาเล่มละ 200 บาท อาจจะดูราคาสูงนิดหนึ่งเพราะเขาพิมพ์สี่สี แต่ถ้าได้อ่านจนจบเล่มผมเชื่อว่ามันจะคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานมาไม่กี่ปีครับ

ขนาดผมเองทำงานมาสิบกว่าปี ยังรู้สึกว่าคุ้มมากๆ เลย แต่เผอิญแต่ก่อนผมเองไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องวางแผนทางการเงินเท่าไหร่ ก็เลยได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว

แค่เปิดคำนำมาก็โดนแล้วครับ

หนังสือสอนวางแผนการเงินจำนวนมากเขียนเข้าใจยาก

เขียนอะไรก็ไม่รู้ ทำยาก ยาว เยอะ

และพอจะทำก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

บอกแต่ว่าถ้าได้ผลตอบแทนปีละเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์จะมีเงินเท่าไร

แต่ไม่บอกว่าจะไปหาผลตอบแทนแบบนั้นที่ไหน

บอกว่าต้องลงทุนแต่กลับไม่บอกวิธีการลงทุนเลย

หรือถ้าบอกก็อาจจะทำได้ยากมาก สำหรับคนที่มีเงินเก็บเดือนละไม่กี่พัน

หรือกู้เงินธนาคารไม่ได้ จะซื้ออสังหาฯ ได้เดือนละกี่หลัง?

หนังสือเล่มนี้บอกทั้งวิธีการลงทุน และหาการลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

การลงทุนที่หักภาษีได้กระจุยกระจาย จนคุณแทบไม่ต้องจ่ายภาษี

จำนวนประกันที่เหมาะกับเรา การวางแผนทางการเงิน

และที่สำคัญมันทำได้จริง

– TactSchool ส่งต่อความรู้ทางการเงิน 

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า คนเขียนคนนี้มันเก๋าว่ะ คือแม้ข้อมูลอาจจะไม่ได้ล้ำลึกอะไร แต่สไตล์การเขียนและคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาตลอดเล่มมันคือคำถามที่อยู่ในใจของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน รวมถึงผมด้วย

เป็นหนังสือที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาเลยก็ว่าได้

ประเด็นสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ชูขึ้นมาคือ ใครๆ ก็มีเงินเก็บ 10 ล้านได้

ผมทำไฟล์ Google Sheets ไว้ให้นะครับ คลิ้กเข้าไปดูได้เลย 

(ถ้าเปิดจากคอมพิวเตอร์ก็สามารถดาวน์โหลดได้โดยไปที่ File -> Download As… นะครับ)

ไฟล์นี้ผมลองสร้างขึ้นมาเอง หลังจากอ่านในหน้า 152 ของหนังสือ ที่โชว์ให้เห็นกันจะๆ ว่าเงินเดือน 20,000 ก็มีเงินเก็บถึง 10 ล้านได้

โดยสมมติฐานมีดังนี้ครับ

1. ตอนนี้คุณอายุ 25 ปี และมีเงินเดือน 20,000 บาท

2. เงินเดือนคุณขึ้นปีละ 5% ทุกปี จนพอคุณอายุ 55 ปี คุณจะมีเงินเดือน 86,439 บาท

3. คุณแบ่งรายได้ 15% ของเงินเดือนไปลงทุนใน LTF

4. LTF ที่คุณเลือกให้ผลตอบแทนทบต้น 10% (LTF = Long Term Fund = กองทุนรวมที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน (ตามกฎหมายใหม่)

ข้อหนึ่งน่าจะเป็นไปได้ไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่จบปริญญาตรีมาก็ได้เงินดือน 15,000 บาทเป็นอย่างน้อยแล้ว

ข้อสองอาจจะยากนิดนึง เพราะนั่นแสดงว่าเราต้องตั้งใจทำงานให้ดี และต้องอยู่บริษัทที่รู้คุณค่าคนที่มีผลงานดีด้วย แต่ตัวเลขเงินเดือน 86,439 บาทภายในอายุ 55 ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเดี๋ยวนี้บางคนอายุไม่ถึง 40 ปีก็ได้เงินเดือนประมาณนี้กันแล้ว

ข้อสามอาจจะยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องของความมีวินัย ยิ่งพอเราโตขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แต่งงาน ซื้อบ้าน มีลูก ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอย่างนึกไม่ถึง ถ้าเราสามารถบังคับตัวเองด้วยการซื้อ LTF ผ่านการหักบัญชีทุกเดือนไปเลย ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

ส่วนข้อสุดท้าย ผลตอบแทน 10% ถือเป็นเรื่องของฟ้าดิน เพราะอนาคตอีก 30 ปีเราไม่รู้หรอกว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าอ้างอิงจากผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนทบต้น 10% เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และถือเป็นการลงทุนผลตอบแทนสูงมากเมื่อคำนึงว่าแทบไม่ต้องใช้แรงกาย แรงสมอง หรือเวลาเลย

ถ้าอยากลองปรับตัวเลขดู เช่นซื้อ LTF แค่ 10% ของเงินเดือน หรือได้ผลตอบแทนทบต้นแค่ปีละ 5% ก็ลองแก้ในช่องสีเหลืองได้เลยครับ (ต้องดาวน์โหลดมาเปิดในเครื่องนะครับ)

10Million

สำหรับคนที่ไม่ค่อยเก่งเลข ผมขออธิบายวิธีการคำนวณนิดหนึ่ง

ถ้าปี 2559 เราซื้อ LTF 100 บาท และ LTF ให้ผลตอบแทน 10%

ปี 2560 LTF ที่เราซื้อไว้จะมีมูลค่าเท่ากับ (1+0.1)* 100 = 110 บาท

ซึ่ง 0.1 ก็คีอผลตอบแทน 10% นั่นเอง

ปี 2561 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*110 = 122 บาท

ปี 2562 LTF จะเพิ่มมูลค่าเป็น 1.1*122 = 134.2 บาท

หรือเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ (1.1)^3 * 100 = 134.2 บาท

^3 แปลว่ายกกำลังสาม

หรือคิดเป็นสูตรง่ายๆ ก็คือเอา 1.1 ยกกำลังจำนวนปีคูณด้วยเงินต้น

ในแถวแรกของตาราง อายุ 25 เงินเดือน 20,000 ซื้อ LTF 3,000 บาท ถือไปจนถึงอายุ 55 (30 ปี)

ดังนั้นมูลค่า 3000 บาทที่เราซื้อ LTF ในปีนี้ จะเท่ากับ (1.1)^30*3,000*12 = 628,178 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า

ที่คูณ 12 เพราะเราซื้อทุกเดือน ปีหนึ่งเราจึงซื้อ 12 ครั้งครับ

ส่วนใครที่อายุ 30 กว่าแล้ว ยังไม่ได้ซื้อ LTF ไว้เลยก็ไม่ต้องเสียใจไป

เพราะถ้าคุณอายุ 35 แต่หน้าที่การงานดี มีเงินเดือน 60,000 ซื้อ LTF ปีละ 15% ก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทตอนอายุ 55 เช่นกัน

(EDIT: เพิ่มเติมหลังจากมีน้องมาคอมเม้นท์ใน Facebook) หรือถ้าคิดว่าผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% เป็นไปได้ยากมาก ก็ลดเหลือปีละ 7% ก็ได้ครับ แต่นั่นอาจแปลว่าเราต้องขยันจนมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 8% (ถ้าเริ่มต้น 20,000 ตอนอายุ 25 ก็จะมีเงินเดือน 200,000 ตอนอายุ 55) ด้วยวิธีนี้เราก็จะมีเงินเก็บเกือบ 10 ล้านบาทเหมือนกัน

พอมีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ถ้าเราเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนปีละ 5% ก็จะมีเงินใช้ปีละ 500,000 หรือประมาณเดือนละ 40,000 บาท* ไปตลอดชีวิต พอเราไม่อยู่แล้ว เงิน 10 ล้านก็จะเป็นมรดกสำหรับลูกหลานครับ

อ่านแล้วฮึกเหิมขึ้นมาบ้างรึยังครับ?

ยังมีเนื้อหาดีๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะ เช่นจะเลือก LTF ยังไง จะซื้อประกันชีวิตเท่าไหร่ จะลดภาษียังไงให้ได้มากที่สุด

ขอบคุณ TactShool ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา จะขอติดตามผลงานอื่นๆ ของคุณต่อไปนะครับ


* ถ้าเงินเฟ้อปีละ 3% เงิน 40,000 บาทในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าเท่ากับ 16,500 บาทในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่มาก แต่ถ้าไม่มีหนี้สินก็อยู่ได้สบายๆ และถ้าดูตารางดีๆ จะเห็นว่าเราเก็บเงินมากสุดแค่เดือนละ 12,966 บาทเท่านั้น แต่มีใช้เดือนละ 16500 บาทไปตลอด และถ้าเราอยากอู้ฟู่กว่านี้ จะเอาเงินต้น 10 ล้านมาใช้บ้างก็ได้ เหลือมรดกให้ลูกน้อยหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือการเงิน การลงทุน เล่มนี้ง่ายดี, TactSchool 

12507152_1237057622990749_3280039539741851651_n

 

(UPDATE 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

ทุกคนเป็นแม่

20160306_Sulak

“คนที่ลาดักซึ่งเป็นดินแดนเล็กๆ ในอินเดีย สถิติตามมาตรฐานของธนาคารโลกหรือสหรัฐอเมริกา บริเวณนั้นถือว่าจนที่สุด แต่พวกเขาถือว่ามีความสุขที่สุด เพราะเขาเอื้อาทรต่อคนอื่น ผมไปลาดักครั้งแรก เขาเรียกผมแม่ ผมก็ดีใจ คิดว่าเขาเรียกเพราะพุงเราใหญ่ (หัวเราะ) คิดว่า เออ นี่ ผมคงจะออกลูกได้แล้วมั้ง แต่จริงๆ แล้วเขาเรียกเพราะเขาเชื่อว่าถึงผมไม่ได้เป็นแม่เขาในชาตินี้ ชาติก่อนผมก็อาจจะเป็นแม่เขาก็ได้ ชาติต่อไปก็อาจจะเป็นแม่ ดังนั้น หลักของเขาคือ เมื่อเราเห็นทุกคนเป็นแม่ ความรัก ความเคารพมันจะเกิดขึ้น”

– สุลักษณ์ ศิวรักษ์
a day BULLETIN 100 Interview The Thinker
พฤษภาคม 2555 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก

เพราะในศาสนาพุทธ ไม่มีคำว่าบังเอิญ

คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เราเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น อาจจะในชาติอื่น ภพอื่น และบริบทอื่น

และถ้าต่างฝ่ายต่างยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะได้เจอกันอีกหลายครั้งใน “อนาคต”

ดังนั้น ไม่ว่าจะพบเจอใครก็ตาม ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ เราก็ควรจะดีต่อเข้าไว้

วันหนึ่งเราจะได้มีแม่ที่ดี และลูกที่น่ารักครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Thinker

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

เห็นแก่ตัว

20160304_LoveThyself

“รักตัวเองคือไม่เห็นแก่ตัว และจริงๆ แล้วการเห็นแก่ตัวคือไม่รักตัวเองต่างหาก”

– พระมิตซูโอะ เควสโก
a day BULLETIN 100 Interview The Observer
พฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

จำหนังสือเรื่องสนทนากับพระเจ้า ที่ผมเคยพูดถึงในตอนจะไปกระบี่(อย่า)ขึ้นรถที่หมอชิตได้มั้ยครับ?

ผมเอาหนังสือเล่มนี้ให้น้องที่ออฟฟิศชื่อเอ็มยืมไปอ่าน มันไปอ่านแล้วกลับมาบอกว่าชอบมาก แต่มีเรื่องหนึ่งที่มันไม่เข้าใจและรู้สึกว่าไม่เมคเซ้นส์เลย

นั่นคือเรื่องที่ “พระเจ้า” บอกว่า จงเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำเพื่อตัวเองก่อน แล้วทุกอย่างจะดีเอง

เอ็มบอกว่านี่เหมือนกับสอนให้เห็นแก่ตัวไม่ใช่เหรอ

วันนี้เผอิญได้อ่านเจอคำสัมภาษณ์ของอาจารย์มิตซูโอะ เควสโกพอดี ก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนเรื่องนี้ซะหน่อย

ทำไมอาจารย์ถึงบอกว่า คนรักตัวเองจะไม่เห็นแก่ตัว และคนเห็นแก่ตัวนั้นไม่รักตัวเอง?

ฟังดูแล้วช่างย้อนแย้ง แต่ผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์นะครับ

เพราะเราไม่สามารถรักคนอื่นได้ โดยไม่รักตัวเองก่อน

และเราไม่สามารถทำร้ายคนอื่นได้ โดยไม่ทำร้ายตัวเองก่อน

การรักตัวเอง คือการฝึกว่ายน้ำให้แข็ง เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเราจะช่วยคนที่จมน้ำได้

แต่ถ้าเราเองก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น แถมยังทะลึ่งกระโดดลงไปช่วยคนที่จมน้ำอีก นอกจากเราจะช่วยเขาไม่ได้แล้ว ยังทำคนอื่นเดือดร้อนหนักกว่าเดิมอีก

ในทางกลับกัน คนที่เห็นแก่ตัว แม้จะดูเหมือนว่ารักตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเป็นการรักตัวเองแบบไม่ฉลาด เพราะใช้พลังงานลบขับเคลื่อนการกระทำ ทรัพย์สินหรือชื่อเสียงที่ได้มาเทียบไม่ได้เลยกับความสงบสุขในจิตใจที่หายไป

ดังนั้น เราจึงควรรักตนเองอย่างมีปัญญา บ่มเพราะจิตใจของเราให้ผ่องใส พัฒนาสมองและความสามารถให้เเป็นคนรู้จริงทำจริง

เมื่อเรารักตัวเองจนเต็มที่แล้ว ความรักนั้นจะเอ่อล้นออกมาจนคนอื่นได้สัมผัสและรับประโยชน์จากความรักนั้นเช่นกันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Dhammajak.net

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Master

นิทานดารา

20160302_Stars

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งชาวนาพาลูกที่เพิ่งจบปริญญาเอกจากเมืองนอกไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ

ทั้งสองจุดกองไฟเล็กๆ ทำอาหารง่ายๆ กิน นั่งคุยกันนิดหน่อย ก่อนจะเข้าเต๊นท์ไปนอน

เที่ยงคืน คุณพ่อสะกิดลูกชายให้ตื่น ชี้ไปที่ท้องฟ้าแล้วถามว่า

“ลูกเห็นอะไรบ้าง”

“ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวครับพ่อ”

“แปลว่าอะไร”

“แปลว่าช่วงนี้เป็นคืนเดือนแรม ดาวหลายๆ ดวงเรียงตัวกันเป็นกลุ่มดาวในจักรราศี อ้อตรงนั้นที่มีรอยจางๆ เป็นทางยาวน่าจะเพราะเพิ่งมีดาวตกไปครับ”

“แล้วมันบอกอะไรลูกอีก?”

“การศึกษาดวงดาวพวกนี้เรียกว่าวิชาดาราศาสตร์ ที่จะช่วยบอกเราว่าจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร หลุมดำมีลักษณะเป็นอย่างไร และวิวัฒนาการของกาแล๊กซี่ของเราตลอดหลายพันล้านปีที่ผ่านมาเป็นยังไงครับ”

คุณพ่อถอนใจเบาๆ

“พ่อถอนใจทำไมครับ?”

“พ่อแค่อยากจะบอกว่า การที่เราตื่นมาแล้วเห็นท้องฟ้า แสดงว่าเต๊นท์ของเราถูกโขมยไปแล้วล่ะ”

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com