ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนสมัยนี้

20160319_Skills

สุดสัปดาห์นี้มีโอกาสได้นั่งอ่านบทความที่น่าสนใจจากการประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ครับ

การประชุม WEF นี้เกิดขึ้นทุกต้นปีที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เป็นการรวมตัวของบุคคลชั้นนำจากหลากหลายวงการ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ที่มาแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์โลก ตลอดจนเสนอแนะทิศทางในการกำหนดนโยบายในระดับโลกและระดับภูมิภาค

ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 มีทั้งหมด 16 ข้อโดยแบ่งออกเป็นสามหัวข้อหลักคือความรู้พื้นฐาน ความสามารถ และลักษณะนิสัย

Foundational Literacies – ความรู้พื้นฐาน
1. Literacy – อ่านออกเขียนได้
2. Numeracy – คิดคำนวณ
3. Scientific Literacy – ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
4. ICT Literacy – ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี
5. Financial Literacy – ความรู้ด้านการเงิน
6. Cultural and Civic Literacy – ความรู้ด้านวัฒนธรรมและพลเมือง

Competencies – ความสามารถ
7. Critical Thinking / Problem Solving – การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา
8. Creativity – ความคิดสร้างสรรค์
9. Communication – การสื่อสาร
10. Collaboration – การทำงานร่วมกับคนอื่น

Character Qualities – ลักษณะนิสัย
11. Curiosity – ช่างคิดช่างสงสัย
12. Initiative – มีความคิดริเริ่ม
13. Persistence / Grit – มีความอดทนมุมานะ
14. Adaptability – มีความสามารถในการปรับตัว
15. Leadership – มีภาวะผู้นำ
16. Social & cultural awareness – มีความตระหนักรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ซึ่งในบทความก็บอกไว้ชัดเจนว่ายังมี “ช่องว่าง” อีกเยอะมากระหว่างทักษะที่เด็กต้องมี กับสิ่งที่เด็กได้จากการศึกษาในระบบ นั่นเป็นเพราะว่าหลักสูตรในโรงเรียนนั้นพัฒนาไม่ทันโลก

เพราะโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ธุรกิจใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดด ในขณะที่ธุรกิจที่คิดแบบเก่าๆ ทำแบบเก่าๆ อาจโดนทำให้เสียกระบวนและโดนทำลาย (disrupted and destroyed) ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้นแรงงานยุคใหม่ต้องพร้อมที่จะปรับตัว มีความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังต้องสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่อาจอยู่ห่างกันนับพันกิโลเมตรได้

ถามว่าการศึกษาในเมืองไทยของเรามีศักยภาพที่จะผลิตบัณฑิตสำหรับ “โลกใหม่” แค่ไหน?

เท่าที่เห็น ผมว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ยังเน้นแค่ข้อ 1-4 หรือที่เรียกกันว่า “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” มาเนิ่นนานหลายสิบปี

ถ้าคนที่ดูแลการศึกษาและพ่อแม่ไม่ปรับกระบวนทัศน์เพื่อจะเสริมมิติอื่นๆ ลงไปให้เด็กของเรา

อนาคตของชาติก็อาจไม่สดใสนักนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก World Economic Forum: What are the 21st-century skills every student needs?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

เล่มละพันก็ไม่แพง

20160319_NotExpensive

“แล้วก็อย่าไปซื้อเยอะ อย่าซื้อเพราะมันถูก หนังสือเนี่ย เล่มละเป็นพันก็ไม่แพง ถ้าคุณซื้อไปแล้วอ่าน แต่ถ้าซื้อไปแล้วไม่อ่าน สิบบาทก็แพงแล้ว ซื้อไปต้องอ่านนะ อย่าไปสะสม”

– คุณลุงคนขายหนังสือเก่า ชั้นใต้ดินห้างแฟชั่นไอส์แลนด์
เล่าโดยนิ้วกลม หนังสือ head ตอนร้านหนังสือที่รัก

—–

เมื่อกี้ผมลองเดินไปที่ชั้นหนังสือเพื่อกะปริมาณหนังสืออย่างคร่าวๆ ที่ผมและแฟนมีอยู่

เฉพาะหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค น่าจะมีประมาณ 500 เล่ม หนังสืออารมณ์ textbook อีกราวๆ 100 เล่ม และแม๊กกาซีนอีกราวๆ 200 เล่ม

รวมทั้งหมด 800 เล่ม* มีเพียงส่วนน้อยที่อ่านจบแล้ว อีกส่วนหนึ่งอ่านไปบ้างนิดหน่อย และส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดอ่านเลย

แต่ก่อนผมนั่งรถไฟหวานเย็นไปทำงาน อ่านหนังสือได้สัปดาห์ละเล่ม

แต่เดี๋ยวนี้อ่านได้น้อยลงไปมาก แค่เดือนละเล่มก็เก่งแล้ว

ถ้าอ่านได้เดือนละเล่ม ปีหนึ่งก็อ่านได้แค่ 12 เล่ม

ถ้าผมอยู่ถึงอายุ 70 ปี ผมจะได้อ่านหนังสืออีกแค่ประมาณ 12*35 = 410 เล่ม

หรือแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนังสือที่มีอยู่ในตู้หนังสือตอนนี้!

คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกันนะ

แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า เรามีหนังสือมากเกินพอ และไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหนังสืออย่างบ้าคลั่งในงานสัปดาห์หนังสือหรอก เอาที่อยากได้จริงๆ แค่สี่ห้าเล่มก็น่าจะเหลือเฟือแล้ว

เพราะแม้หนังสือจะราคาถูกแค่ไหน ถ้าไม่ได้อ่าน มันก็คือการโยนเงินทิ้ง ไหนจะพื้นที่บนชั้นหนังสือที่เสียไปฟรีๆ แถมหนังสือที่ spark joy จริงๆ ของเรายังโดนเบียดบังอีกต่างหาก

เป็นการสูญเสียแบบหลายเด้งเลยทีเดียว

เหมือนที่คุณลุงร้านหนังสือว่าไว้ อย่าซื้อหนังสือเพราะมันถูก แต่ซื้อเพราะว่ามันดี และเราพร้อมจะอ่านมันดีกว่า

ถ้าได้อ่าน เล่มละพันก็ไม่แพง

ถ้าไม่ได้อ่าน ต่อให้ได้มาฟรีๆ ก็แพงเกินไปแล้ว

—–

* 800 เล่มนี่คือหลังจากคัดแต่หนังสือที่ Spark Joy มาสองรอบแล้วนะครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari)

—–

ขอบคุณคำชวนคิดจากหนังสือ head โดยนิ้วกลม

ขอบคุณความคิดเรื่องหนังสือที่เหลือในชีวิตจาก Wait But Why: Putting Time In Perspective – UPDATED 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

นิทานพี่ชายที่แสนดี

20160317_LovelyBrother

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พลอย เด็กหญิงวัยสี่ขวบล้มป่วยลงด้วยโรคร้าย ทางเดียวที่จะรักษาให้หายได้คือการถ่ายเลือด

แต่กรุ๊ปเลือดของพลอยคือ O Rh- (โอเนกาทีฟ) ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากมาก แม้กระทั่งพ่อกับแม่ของน้องพลอยที่มีเลือดกรุ๊ป O ก็ไม่สามารถบริจาคเลือดให้ได้

เหลือก็แต่พีท เด็กชายวัย 6 ขวบที่เป็นพี่ชายของน้องพลอย ที่มีเป็นโอเนกาทีฟเหมือนกัน

คุณแม่จึงอธิบายสถานการณ์ให้พีทฟัง

แม่: พี่พีทรู้ใช้มั้ยครับว่าน้องพลอยไม่สบายมากๆ

พีท: รู้ครับแม่

แม่: คุณหมอบอกว่า น้องพลอยต้องใช้เลือดด่วน เลือดของพ่อกับของแม่ใช้ไม่ได้ แต่เลือดของพี่พีทจะช่วยน้องพลอยได้ แม่อยากจะขอให้พี่พีทถ่ายเลือดให้น้องได้มั้ย?

พีทนั่งเงียบและก้มหน้าอยู่ประมาณสามวินาที ก่อนจะเงยหน้ามองแม่ด้วยน้ำตาคลอๆ ว่า “ได้ครับ”

เมื่อพีทโอเค พยาบาลก็รีบจัดแจงจับพีทเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาขึ้นเตียงและนำไปนอนข้างๆ น้องสาวที่นอนหลับอยู่

คุณหมอบรรจงเข็มเจาะเข็มฉีดยาไซส์ใหญ่เสียบลงไปที่แขนพีท ไม่นานสายยางก็ลำเลียงเลือดจากพี่ชายสู่ตัวน้องสาว ซักพักแก้มของน้องพลอยก็มีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย

พีทมองไปที่น้องสาวอย่างสบายใจ ก่อนที่จะสะอื้นและหันมาพูดกับพ่อกับแม่ว่า

พีท: พีทรักพ่อกับแม่นะครับ ฝากบอกน้องพลอยด้วยว่าพีทรักน้องมาก

แม่: พ่อกับแม่ก็รักพีทครับ แล้วพีทร้องไห้ทำไม เจ็บแขนเหรอครับ?

พีท: พีทจะเริ่มตายเมื่อไหร่ครับแม่?

แม่: พีทพูดอะไรครับเนี่ย?

พีท: อ้าว ก็ถ้าถ่ายเลือดให้น้องพลอย พีทก็ไม่มีเลือด พีทก็อยู่ไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับแม่?

พีทเข้าใจว่าการถ่ายเลือดหมายถึงต้องให้เลือดน้องสาวจนหมดตัว นั่นคือเหตุผลที่พีทเงียบไปสามวิก่อนจะตอบตกลงแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่าจะช่วยน้องสาว แม้ (คิดไปเองว่า) ต้องสละชีวิตก็ตามที

ไม่เรียกพี่ชายที่แสนดี จะให้เรียกว่าอะไร?

—–

ขอบคุณนิทานจาก Blessed Quietness Journal : A Brother’s Love 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

20160316_AlreadyKnow

บางที สิ่งที่เราต้องรู้จริงๆ เราอาจได้รู้ไปหมดแล้ว (อย่างน้อยก็ความรู้ทางโลก)

เพราะเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่ดี เราได้เรียนตั้งแต่สมัยยังไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำไป

อยากสุขภาพดี ก็ทานแต่ของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

อยากได้งานดี ก็ตั้งใจเรียน และเลือกงาน องค์กร และเจ้านายที่เหมาะกับเรา

อยากเป็นที่รัก ก็อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ พูดจาไพเราะ

อยากรวย ก็ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้ และรู้จักนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย

อยากรวยมากๆ ก็ทำธุรกิจที่สร้างคุณค่าให้กับคนจำนวนมาก

บางที คำถามอาจซับซ้อน แต่คำตอบนั้นมักเรียบง่ายเสมอ

เพราะวิธีการมีชีวิตที่ดีไม่เคยเป็นความลับ

ถึงอย่างนั้น เราก็ยังสนใจอ่าน life hacks หรือเข้าคอร์สสัมมนาเพื่อเรียนรู้เทคนิคแพรวพราว ด้วยแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีใครช่วยจูงมือ เพื่อให้เราถึงความสำเร็จเร็วขึ้นหรือออกแรงน้อยลง

ผมไม่ได้บอกว่าการเข้าสัมมนาหรือหาความรู้เพิ่มเติมไม่มีคุณค่านะครับ

ความรู้ใหม่ๆ เป็น “สิ่งที่มีคุณค่า” แน่ๆ ครับ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการเริ่มต้น

ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่ายังไม่รู้จริงๆ หรือ ว่าจะทำยังไงถึงจะมีชีวิตที่เราอยากมี

ผมเชื่อว่า 99% ของคนที่อ่านบทความนี้รู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไงบ้าง

เหลือแค่ว่าจะทำมันรึเปล่า ก็เท่านั้นเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อรู้สึกผิดที่ต้องปฏิเสธคำขอร้อง

20160315_SayNo

ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ (ซึ่งรวมถึงผมเองด้วย) ปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็น

การที่มีคนขอให้เราช่วยเหลือถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นแปลว่าเราเป็นคนที่เขาไว้ใจและคิดว่ามีความสามารถ

แต่ถ้าใครขออะไรเรามา เราก็ตอบสนองเขาหมด ก็มีความเสี่ยงสูงที่ชีวิตเราจะต้องวิ่งตามความต้องการของคนอื่นตลอด

ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ “คนอื่น” เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเรายุ่งแค่ไหน

เป็นความผิดของเราต่างหากที่ไม่ยอมบอกคนอื่นว่า “เราก็เริ่มจะไม่ไหวเหมือนกันนะ”

ที่เราไม่กล้าบอกก็เพราะว่ากลัวจะรู้สึกผิด หรือไม่อยากหักหาญน้ำใจใคร หรือไม่อยากให้ตัวเองดูไม่ดี หรือถูกทั้งสามข้อ

วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือการเตือนตัวเองว่า เมื่อเรา say yes กับสิ่งหนึ่ง เราก็กำลัง say no กับสิ่งที่เหลือด้วย

เพราะว่าต่อให้เราขยันอย่างไร วันหนึ่งเราก็มีแค่ 24 ชั่วโมง

ถ้าเรา say yes กับ “งานการกุศล” ที่ทีมข้างๆ มาขอให้ช่วย เราก็อาจกำลัง say no ที่จะทำงานที่อยู่ในมือเราให้ออกมาได้ดีและตรงเวลา

ถ้าเรา say yes ที่จะเป็นกรรมการสมาคมและต้องเข้าประชุมตอนค่ำทุกวันพุธ เราก็กำลัง say no กับการสอนการบ้านหรืออ่านนิทานให้ลูกฟังในคืนนั้น

ถ้าเรา say yes กับการไปร่วมงานแต่งงานของน้องที่เราไม่ได้สนิทด้วย เราก็กำลัง say no กับการได้พักผ่อนให้มากกว่านี้

ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้เราปฏิเสธทุกคำขอร้องนะครับ เพราะนั่นก็จะทำให้เราเป็นคนแล้งน้ำใจจริงๆ นั่นแหละ

แต่เราควรจะ say yes เฉพาะกับเรื่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือจริตของเราเท่านั้น

เพราะถ้าเรา say yes แบบไม่เต็มใจ เราก็จะทำแค่เพียงครึ่งๆ กลางๆ และผลลัพธ์ก็คงออกมาไม่ดีเท่าไหร่

เสียหายทั้งคนขอ เสียหายทั้งคนให้

ถ้าจะมาเพียงครึ่งใจ ก็อย่ามาเสียดีกว่า (ฮิ้ว!)

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com