ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion

20160521_Passion

ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา กระแสการ “ลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เรารัก” นั้นมาแรงมาก

เห็นได้จากชื่อปกหนังสือขายดีเช่นการลาออกครั้งสุดท้าย ลาออกซะถ้าอยากรวย งานไม่ประจำทำเงินกว่า ฯลฯ ก็พอจะบอกได้ว่าการ follow your passion นั้นได้กลายเป็น fashion ไปแล้ว

วันนี้เลยขอมาสวนกระแสซักหน่อยนะครับ

ด้วยเหตุผลเดิม คืออยากจะเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะลาออกจากงานประจำเพื่อไปตามล่าความฝัน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความนี้จะมาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You: Why Skills Trump Passion in the Quest for Work You Love ของ Cal Newport ครับ


The Passion Hypothesis – สมมติฐานความหลงใหล
สมมติฐานนี้กล่าวไว้ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับงานที่ทำ คือหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่คุณหลงใหล แล้วจงทำงานที่สอดคล้องกับความหลงใหลนั้น

แต่คาล ผู้เขียนหนังสือ บอกว่าสมมติฐานนี้อาจจะไม่เวิร์คก็ได้

เพราะตอนเราเริ่มทำงาน เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เรารักและหลงใหลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และการได้ทำสิ่งที่หลงใหลนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่จะทำให้เรามีความสุขกับงาน

คนที่เอาแต่ตามหางานที่ตัวเองหลงใหล จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่มีความสุขกับงานที่อยู่ตรงหน้า และเปลี่ยนงานบ่อยเพราะมัวแต่ “ตามหางานที่ใช่”

แต่นั่นไม่ใช่ทางเดียวที่จะมีความสุขกับการทำงานนะครับ

แล้วความสุขจากการทำงานเกิดจากอะไรได้อีกบ้าง?

เคยมีการสำรวจความเห็นของเลขาจำนวนหนึ่ง ว่าพวกเขามีความรู้สึกต่องานเป็นอย่างไรระหว่าง job, career และ calling

สามอย่างนี้คือ “งาน” เหมือนกัน แต่มีความลึกซึ้งไม่เท่ากัน

job คืองานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงินมาเลี้ยงชีพ
career คืองานที่เราเห็นภาพว่าอยากจะเติบโตและก้าวหน้าในทางนี้
calling คืองานที่เรารู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้

ในจำนวนเลขาที่ถูกสำรวจนั้น หนึ่งในสามบอกว่างานตัวเองเป็นเพียง job หนึ่งในสามบอกว่ารู้สึกเหมือนเป็น career และไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งในสามของคนที่ทำงานเลขาอันดูแสนน่าเบื่อ จะมองว่างานนี้คือ calling ของตัวเอง

ทราบหรือไม่ครับว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนกลุ่มสุดท้ายมองว่างานเลขาคือ calling ของตัวเอง?

ปัจจัยหลักคือระยะเวลาที่อยู่กับงานนั้นครับ

โดยนักวิจัยมองว่ายิ่งได้อยู่กับงานนั้นนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำพามาซึ่งอีกสองอย่างคือ ความสามารถในการทำอะไรโดยไม่ต้องให้ใครมากะเกณฑ์ และยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งรู้จัก สนิทสนม และผูกพันกับคนที่ทำงานด้วยมากยิ่งขึ้น

สามสิ่งนี้ – mastery (ความเชี่ยวชาญ), autonomy (การได้ทำงานโดยไม่มีใครมาจ้ำจี้จำไช) และ relatedness (ความรู้สึกผูกพันกับคนรอบข้าง) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความสุขกับงานไม่แพ้การได้ทำสิ่งที่เรารัก


ลอร่า เป็นนักบัญชีที่หลงใหลโยคะมาก ขนาดลงทุนไปลงเรียนคอร์สโยคะถึงอินเดีย เมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงตัดสินใจลาออกจากงานบัญชีมาเปิดโยคะสตูดิโอของตัวเอง ซึ่งในช่วงแรกก็ทำได้ดี แต่พอปี 2008 ที่อเมริกามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ลอร่าไม่สามารถจะนำพาสตูดิโอให้อยู่รอดได้ เพราะเธอมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสตูดิโอโยคะน้อยมาก สุดท้ายเธอจึงจำต้องปิดสตูดิโอลง และใช้ชีวิตอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร

สิ่งที่เธอทำให้ไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งๆ ที่เธอทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะว่าเธอมี “ต้นทุนทางวิชาชีพ” ไม่พอ

ต้นทุนทางวิชาชีพ หรือ career capital คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ลอร่าซึ่งมีต้นทุนทางวิชาชีพเรื่องงานบัญชี กลับทิ้งมันไปและเลือกสร้างธุรกิจที่เธอมีไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพเลย (การบริหารจัดการโยคะสตูดิโอ)

สำหรับเด็กไทยรุ่นใหม่ ที่ฝันอยากจะออกไปทำธุรกิจของตัวเอง ต้องถามด้วยว่า เรามี career capital หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดจะจ่ายเงินให้เราก็ต่อเมื่อเรามีทักษะหรือมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อตลาด ถ้าเราออกไปทำอะไรเองโดยที่ไม่มีต้นทุนทางความสามารถเลย สินค้าหรือบริการของเราก็จะไม่มีความแตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่แล้ว และไม่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจได้

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไป follow your passion เราควรจะใช้เวลาในการสะสม career capital บ้าง

แล้วเราจะสะสมต้นทุนทางวิชาชีพได้อย่างไร?

ด้วยการใช้ craftsman mindset ครับ

เวลาเราทำงาน เราสามารถมีทัศนคติกับงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสมต้นทุนทางวิชาชีพอย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานชิ้นนั้นๆ จนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน


ยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือ So good they can’t ignore you กล่าวถึง แต่เกรงว่าจะทำให้บล็อกตอนนี้เยิ่นเย้อเกินไป เลยจะขอเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ

ประเด็นหลักของบทความนี้ก็คือ การออกตามหาสิ่งที่รักหรือ follow your passion เป็นเรื่องดี แต่บางทีก็อาจจะเป็นวิธีมองโลกที่จำกัดตัวเองเกินไป และอาจทำให้เราด่วนตัดสินใจเกินไปหน่อย

เพราะการได้ทำสิ่งที่รัก ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะมีความสุขกับงานได้ แต่การรักในสิ่งที่ทำและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางนั้นก็ทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไปทำสิ่งที่รัก ลองมา “เอาจริง” กับงานที่อยู่ตรงหน้ากันซักตั้งก่อนมั้ย

มาทำตัวเองให้เก่งจนใครๆ ก็ต้องมองมาที่เรา – be so good they can’t ignore you

แล้วโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก (แถมยังได้เงินดี) จะวิ่งเข้าหาเราแน่นอนครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ So good they can’t ignore you by Cal Newport

(ผมเองซื้อหนังสือมาอ่านหนึ่งรอบ และก่อนจะเขียนบทความนี้ผมก็เปิด Blinkist เพื่อสรุปหนังสือให้ฟังอีกรอบ โดย Blinkist คือแอพ/เว็บที่สรุปหนังสือให้อ่าน/ฟังภายในเวลา 15 นาที ถ้าคุณผู้อ่านใจดีสมัครฟรีผ่านลิงค์นี้ ผมจะได้ค่าขนม 50 เซ็นต์ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg

ใจเสาะ

20160520_wimp

เคยเจอคนเหล่านี้ไหม

สรุป ก่อนได้ข้อสรุป
อกหัก ก่อนบอกรัก
ยอมแพ้ ทั้งที่ยังไม่แพ้

ถ้าเจอเขาอยู่รอบๆ ตัวเรา ให้กำลังใจเขา ให้เขาได้คิด
ถ้าเจอเขาอยู่ในตัวเรา เอาเขาออกไป เราจะคิดได้

– ประภาส ชลศรานนท์


สรุปก่อนได้ข้อสรุป เรียกว่า ใจร้อน
อกหักก่อนบอกรัก เรียกว่า ใจปลาซิว
ยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่แพ้ เรียกว่า ใจเสาะ

ต้นเหตุอยู่ที่ใจก็ต้องแก้ที่ใจ ไม่ใช่แก้ที่ภายนอกด้วยการคาดหวังให้สถานการณ์เปลี่ยน หรือคาดคั้นให้คนอื่นเปลี่ยน

ขั้นแรกคือต้องรู้ตัวก่อนว่า ใจของเรากำลังอยู่ในสภาวะอะไร

ถ้าใจร้อน การกลับมาดูลมหายใจหรือดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายอาจช่วยให้ใจเย็นลงได้

ถ้าใจปลาซิว ให้ดูดีๆ ว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ดีทั้งนั้น ถ้าเขาตอบรับเราก็สมหวัง ถ้าเขาปฏิเสธเราจะได้ move on ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกนี้

ถ้าใจเสาะ อาจต้องลองกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เราทำเพื่ออะไร และเราทำเพื่อใคร ถ้าเหตุผลมันหนักแน่นพอ ใจของเราก็จะหนักแน่นพอเช่นกัน แต่ถ้าเหตุผลมันไม่เข้าท่า ก็แสดงว่าเราไม่ควรลงมาสู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือประโยคย้อนแสง โดยประภาส ชลศรานนท์

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia: ประภาส ชลศรานนท์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ประโยคสุดท้าย

20160519_Lastwords

วันนี้วันศุกร์ และเป็นวันพระ จึงขอพูดคุยเรื่องธรรมะเปลี่ยนบรรยากาศบ้างนะครับ

ลองนึกภาพไปในวันที่คุณมีอายุ 80 ปี ตอนนั้นเป็นเวลาสามทุ่มกว่าๆ และคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน

คุณรู้สึกว่าอาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้แล้ว จึงเรียกลูกหลานให้มาคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

สิ่งที่คุณจะฝากฝังไว้กับลูกหลานคืออะไร?  และประโยคสุดท้ายที่คุณจะพูดคืออะไร?


ย้อนกลับไปในวันเดียวกันนี้เมื่อ 2559 ปีที่แล้ว เป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือนหก

พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับที่ใต้ต้นสาละ ในพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ นครกุสินารา ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของอินเดียไม่ไกลจากชายแดนประเทศเนปาลในปัจจุบัน (ผมเปิด Google Earth มาให้ดูด้วยครับ)

จากนั้น พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกมัลละกษัตริย์เข้าเฝ้าและได้ตรัสแก้ปัญหาของสุภัททะปริพาชก จนเกิดศรัทธาขอบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ แล้วตรัสให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นผู้สืบศาสดาไว้ว่า

…อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว…

จากนั้น ท่านก็ได้ตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ อีก 4-5 เรื่อง จนในที่สุดจึงได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาทว่า

“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ”

“ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ผมขอแตกปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าออกมาเป็นสี่ประเด็นหลัก

1. ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเสื่อมสลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งภูเขาหรือดวงดาว ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน ทุกอย่างมีวันที่ต้องดับสูญ ดังนั้นจงยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นธรรมดาของชีวิต เพราะถ้าดวงดาวยังดับสลายได้ นับประสาอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า ความรัก ความสัมพันธ์ การงาน หน้าตา ทรัพย์สิน หรือร่างกายของเรา เราจึงต้องอยู่กับมันอย่างมีปัญญา ไม่ยึดติดว่ามันจะคงอยู่กับเราตลอดไป

2.ยังประโยชน์แก่ตนเองให้ถึงพร้อม เราควรจะดูแลตัวเอง ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ หาความรู้ เจริญสติและปัญญาด้วยการภาวนาเพื่อยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

3. ยังประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยการตั้งใจทำหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายมา ให้ความเมตตากับคนที่ด้อยกว่า ให้อภัยกับคนที่ทำผิดกับเรา สร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น ให้เขารู้สึกว่าดีจังที่ได้มารู้จักคนๆ นี้

4. ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ด้วยการทำบุญทำทานไว้บ้าง นั่งรถก็อย่าลืมรัดเข็มขัด เหล้ากับบุหรี่เลี่ยงได้ก็เลี่ยง สถานที่อโคจรถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไป ให้เวลาและทำดีกับคนที่เรารักเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะอยู่กับเราถึงเมื่อไหร่ และใช้ชีวิตในแบบที่เราจะไม่ต้องมานั่งเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

เนื่องในวันวิสาขบูชานี้ เรามาปฏิบัติบูชาพระพุทธองค์ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสติและทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่กันนะครับ


ขอบคุณปัจฉิมโอวาทและคำแปลจาก Phutta: ทรงประทานปัจฉิมโอวาท และ Wikipedia วันวิสาขบูชา

ขอบคุณภาพถ่ายสถานที่ปรินิพพานจาก Google Earth: Pariniravana Stupa

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วันศุกร์ส่วนตัว

20160517_Friday

เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ผู้บริหารที่บริษัทผมท่านหนึ่งเขียนบล็อกโพสต์ชื่อว่า Meeting Free Fridays

โดยเขาให้เหตุผลว่า ในหนึ่งสัปดาห์ที่ยุ่งเหยิงนั้น เราควรจะมีซักวันหนึ่งที่ไม่ถูกขัดจังหวะด้วยการประชุม เราจะได้ใช้มันเพื่อทำงานสำคัญๆ ให้เสร็จ หรือวางแผนล่วงหน้า หรือคิดอะไรใหม่ๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เลยใช้เทคนิค time blocking โดยบล็อกเวลาใน calendar ของ Outlook ไว้เกือบตลอดวัน

ตารางวันศุกร์ผมจึงเป็นประมาณนี้

08.00 – 10.30 ทำงานชิ้นใหญ่
10.30 – 11.45 พัฒนาตัวเอง (Personal Development)
11.45 – 12.45 พักกลางวัน
12.45 – 13.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
13.30 – 15.00 เตรียม Weekly Highlights ที่จะส่งวันจันทร์
15.00 – 15.30 พักเบรค เดินเล่น
15.30 – 16.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
16.30 – 17.00 วางแผนสัปดาห์ต่อไป

วันศุกร์จึงเป็นวันทำงานที่ผมชอบที่สุดในสัปดาห์ เพราะเป็นวันที่มีเวลาให้ตัวเอง หรือ me time เยอะที่สุด และเป็นวันที่ผมเก็บกวาดงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย (เช่นการตอบอีเมล์บางฉบับ) จนหมดเกลี้ยง

พอหมดวันศุกร์ Inbox ใน Outlook ของผมจะเป็นศูนย์ และ Follow Up items ของผมก็จะเป็นศูนย์เช่นกัน ช่วยให้ผมพักผ่อนวันเสาร์อาทิตย์อย่างสบายใจ

ผมคงไม่กล้าบอกให้ทุกคนมาบล็อก calendar ของตัวเองทุกวันศุกร์นะครับ เพราะแต่ละคนก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน

แค่อยากจะสบันสนุนให้ทุกคนมีเวลาให้ตัวเองได้ทำงานโดยไม่ถูกขัดจังหวะ (interrupt) ถ้าไม่สามารถมี me time ได้ทั้งวัน อย่างน้อยทำได้ซักครึ่งวันหรือสองชั่วโมงก็ยังดีครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สองวันที่เราจะไม่กังวล

20160517_TwoDays

คือเมื่อวานนี้กับวันพรุ่งนี้

“There are two days in the week on which I never worry; One is yesterday and the other is tomorrow.”

– Robert Burdette

เพราะกังวัลเรื่องของเมื่อวานไปก็กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

ส่วนวันพรุ่งนี้ จะกังวลหรือไม่กังวลมันก็ต้องมาถึงชัวร์ๆ อยู่แล้ว

ถ้าอยากให้วันพรุ่งนี้ออกมาดี การกังวลถึงพรุ่งนี้ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือทำวันนี้ให้ดี เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนขี้กังวล ก็ขอให้กังวลแค่เรื่องวันนี้ได้มั้ย? ว่ามีอะไรที่ควรต้องทำแต่เรากำลังหลีกเลี่ยงอยู่บ้าง

กังวลได้ไม่ว่า แต่วางแผนให้มากกว่ากังวล

และลงมือทำให้มากกว่าวางแผนครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com