นิทานเพื่อนเกเร

20160602_naughty

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แม่กังวลใจที่ลูกสาวตัวน้อยของเธอสุงสิงกับเด็กผู้หญิงข้างบ้านที่เป็นเด็กเกเร วันหนึ่งทนไม่ไหวเลยเอ่ยปากถามลูก

แม่: ทำไมลูกถึงชอบเล่นกับเขาจังคะ พูดจาก็ไม่เพราะ แถมยังชอบแกล้งลูกแรงๆ อีกด้วย

ลูก: หนูว่าเขาคงไม่เคยรู้ว่าถ้าอยากจะเป็นที่รักต้องทำตัวยังไง หนูเลยคิดว่าถ้าหนูทำดีกับเขา เขาอาจจะค่อยๆ ซึมซับก็ได้นะคะแม่


ป.ล. มาจากเรื่องจริงที่ถูกถามใน Quora ว่า What is the loveliest thing a child has ever said to you?

คำตอบจาก Cherie Wilkerson:

My daughter was dealing with a little girl who wasn’t very kind to her. I was frustrated. I finally asked her why she played with this unkind child.

She said

“Maybe nobody ever taught her how to be a nice friend. If I’m nice then she can learn”

I misted up and suddenly had “something in my eye”


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เราหนีความจริงได้

20160601_avoidreality

แต่เราหนีผลลัพธ์จากการหนีความจริงไม่ได้

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

-Anonymous*

นิสัยหลายอย่างของคนเราน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากการหนีความจริง

บางคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำงานที่ยากและน่าเบื่อ และในเมื่อมันยังไม่ถึงเส้นตายก็เลยขอซื้อเวลาออกไปก่อน

หรือบางคนติดเหล้า เพราะจะได้ไม่ต้องคิดถึงปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต

ถ้าจะมองในแง่ยุทธศาสตร์ คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งกับคนที่กินเหล้าเพื่อลืมความทุกข์นี่ถือว่าใช้กลยุทธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอามากๆ

เพราะสู้ยังไงก็แพ้

ต่อให้ผัดวันประกันพรุ่งไปนานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี (ถ้างานมันต้องทำ)

ส่วนงานที่ไม่ต้องทำก็ได้ (เช่นโปรเจ็คที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น) พอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ม้นก็ไม่ได้เริ่ม และชีวิตก็ไปไม่ถึงไหนเสียที

คนที่ติดเหล้า ต่อให้จะเป็นเหล้าชั้นดีเพียงใด ช่วยให้ลืมปัญหาได้นานแค่ไหน แต่พอตื่นมาตอนเช้าก็เหลือปัญหาเท่าเดิม ดีไม่ดีจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์

การเผชิญความจริงก็คือการเผชิญความทุกข์

เมื่อคนส่วนใหญ่ตามหาความสุข เราจึงวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งหนีความจริง

ความทุกข์เป็นเหมือนคนที่รักเรา อยู่กับเราเหมือนเงาตามตัว ความจริงก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ยิ่งเราทำเป็นมองไม่เห็นมันนานเท่าไหร่ เงาแห่งความจริงก็จะยิ่งทอดยาวขึ้น

ความจริงกับความทุกข์นั้นเหมือนกันอีกอย่างตรงที่มันจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อเราไม่สบตามัน เพราะพอตาเราไม่มอง สมองก็เริ่มมโนไปต่างๆ นาๆ

แต่หากเรากล้าสบตากับความจริง บ่อยครั้งเราจะพบว่า เฮ้ย มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวนี่หว่า รู้งี้สบตากันไปตั้งนานแล้ว

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

ความจริงหนีได้ก็เพียงชั่วคราว และยิ่งหนี ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่

เลิกหนี แล้วหันมาสู้กับความจริงดูซักตั้ง

แล้วชีวิตจะ “เอาอยู่” มากกว่านี้ครับ


* เว็บส่วนใหญ่จะบอกว่าคำพูดนี้เป็นของ Ayn Rand แต่ Quote Investigator บอกว่าไม่น่าใช่ครับ 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg

เมื่อวานตายไปแล้ว

20160531_yesterdayisdead

เมื่อวาน ตายไปแล้ว
และพรุ่งนี้ ยังไม่เกิด
จงไตร่- ตรองดูเถิด
จะเป็นทุกข์ ไปทำไม

ทุกสิ่ง ที่ผ่านมา
นั้นย่อมมา เพื่อผ่านไป
มิอาจ ย้อนกลไก
ในทิวา และราตรี

สิ่งใด รอเราอยู่
ไม่อาจรู้ ได้สักที
ลิขิต ชีวิตนี้
อยู่ที่กรรม จะนำไป

อนาคต คือปริศนา
เพียงมายา ที่เลื่อนไหล
อดีต ใช่ของใคร
ถ้าเราไม่ หยิบขึ้นมา

ชีวิต คือวันนี้
หมั่นทำดี บุญรักษา
สติ และปัญญา
จะแผ้วทาง ให้เราเดิน

สิ่งเดียว ที่สำคัญ
คือปัจจุบัน ที่เผชิญ
นาที ที่ดำเนิน
คือห้วงแห่ง นิจนิรันดร์

 

แปลและดัดแปลงจาก Yesterday’s dead tomorrow’s unborn By: Lindsay D. 

Yesterday’s dead
tomorrow’s unborn
So there’s nothing to fear
And nothing to mourn

For all that has passed
And all that has been
Can never return
To be lived once again

And what lies ahead
Or the things that will be
Are still in God’s hands
So they’re not up to me

To live in the future
That is the unknown
For the past and the present
We claim as our own

So all I need to do
Is live for today
And trust I’ll be shown
The truth and the way

For it’s only the memory
Of the things that have been
And expecting tomorrow
To bring trouble again

That fills my today
Which god wants to bless
With uncertain fears
And borrowed distress

All I need live for
Is this one little minute
For life’s here and now
And eternity’s in it.


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง

20160531_nowrong

ถ้าใครเป็นแฟนคลับของหลวงพ่อปราโมทย์ และเคยฟัง mp3 ของท่าน น่าจะจำคอนเซ็ปต์หนึ่งที่ท่านมักสอนอยู่เสมอ คือ “รู้ว่าผิดแล้วมันจะถูกเอง”

เช่น ถ้าอยากมีสติมากขึ้น ก็แค่คอยรู้ตัวว่าเผลอ หรือรู้ตัวว่าคิดอยู่ สติก็เกิดแล้ว

หรือในศาสนาพุทธ ถ้าอยากเป็นคนดี เราก็ไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ละเว้นจากการทำชั่วด้วยการถือศีลห้า คุณก็เป็นคนดีได้แล้วเช่นกัน

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมอยากจะใช้เวลาให้มีประโยชน์มากขึ้น เพราะสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่าวันหยุดมักจะหมดเวลาไปกับการอ่านการ์ตูนบนไอแพด หรือนั่งเล่นเฟซบุ๊คในคอมหรือมือถือมากเกินไป

วันนั้นผมจึงไม่มีแผนตายตัว แค่บอกตัวเองว่า อยากทำอะไรก็ทำไป แต่ก่อนเที่ยงวันนี้จะไม่เล่นมือถือ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์

พอปิดโอกาสตัวเองที่จะผลาญเวลากับอุปกรณ์พวกนี้ ผมก็เลยได้เก็บกวาดห้องนอน พับผ้า ถูพื้น และทำอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเพราะว่า “ไม่มีเวลา”

วันนั้นจังเป็นวันที่รู้สึก productive มากที่สุดวันหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนการอะไรเลย

คุณผู้อ่านลองเอาเทคนิค “ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง” ไปลองใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ แค่ระบุว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ (เช่นเล่นเฟซบุ๊คหรือเช็คอีเมล์) แล้วก็ลองตั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งนั้นซัก 2 ชั่วโมง

แล้วคุณอาจจะแปลกใจกับผลลัพธ์ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

300,000 ปีของมนุษยชาติ

20160529_HumanHistory2

วันนี้ขอแหวกแนวนิดนึงนะครับ อยากจะมาเล่าให้ฟังเรื่องประวัติศาสตร์มนุษย์ซะหน่อย

เป็นเนื้อหาที่มาจากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Mankind  โดย Yuval Noah Harari ซึ่งมีแต่คนกล่าวขวัญว่าดีงาม น่าอ่านสุดๆ

แต่ผมเองยังไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มา ก็เลยฟังเอาจากสรุปหนังสือจากเว็บ Blinkist ครับ 

ที่ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจจนต้องมาเล่าในบล็อกนี้ เพราะเชื่อว่าการรู้ประวัติศาสตร์ จะทำให้เราเข้าใจปัจจุบัน และอาจทำให้เราพอจะมองออกว่าอนาคตจะดำเนินไปในทิศทางไหนครับ

—–

เราน่าจะรู้กันดีว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้น เริ่มต้นที่ทวีปแอฟริกา โดยเชื่อกันว่าเราวิวัฒนาการมาจากลิง Australopithecus 

คำว่า Erect แปลว่าตั้งตรง เพราะว่าจากที่เคยเดินสี่ขาหรือเดินหลังค่อมๆ เราก็หันมาเดินหลังตรงนั่นเอง

โฮโมอีเร็คตัสนั้นได้เริ่มอพยพสู่ทวีปอื่นๆ และมีบางส่วนที่ได้พัฒนาไปเป็น Homo Neanderthalensis หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Neanderthal (นีแอนเดอธาล) ในยุโรปและเอเชียเมื่อ 300,000 ปีก่อนคริสตกาล

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือประมาณ 250,000 ปีก่อนคริสตกาล ก็เกิดมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกา

มนุษย์กลุ่มนั้นได้รับชื่อในภายหลังว่า Homo sapiens

ซึ่งก็คือมนุษย์พันธุ์เดียวกับที่กำลังนั่งอ่านบล็อกอยู่นี่เอง


Homo Sapiens นั้นตามรอย Homo erectus ด้วยการออกเดินทางจากแอฟริกา และแผ่ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งทวีปที่อยู่ห่างไกลหลายพันกิโลกอย่างออสเตรเลีย

ความมหัศจรรย์ของโฮโมเซเปี้ยนส์ก็คือ ไม่ว่าไปที่ไหน “มนุษย์” ที่อยู่มาก่อนหน้านั้นอย่าง Homo erectus และ Neanderthal ก็สูญพันธุ์หมด รวมถึงสัตว์โบราณหลายๆ ชนิด

ทั้งๆ ที่ขนาดร่างกายและสมองของ Homo sapiens ก็มีพอๆ กับ Neanderthal แต่เพราะเหตุใด จึงสามารถ “ทำลายล้าง” เผ่าพันธุ์อื่นๆ อย่างราบคาบได้ถึงเพียงนี้?

หนังสือเล่มนี้บอกว่า เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว สมองของโฮโมเซเปี้ยนส์มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด (Cognitive Revolution) ทำให้โฮโมเซเปี้ยนส์สร้างเครื่องไม้เครื่องมือและรวมกันเป็นกลุ่มได้ใหญ่กว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามนุษย์กลุ่มนี้สามารถที่จะดำรงชีพอยู่ได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และหาอาหารได้เก่งกว่ามนุษย์เผ่าพันธ์ุอื่นๆ

แต่หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้เผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนส์อยู่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็คือ…

ความสามารถในการใช้ภาษาครับ

ภาษา ทำให้โฮโมเซเปี้ยนส์สามารถส่งต่อข้อมูลสำคัญๆ ให้กับเพื่อนๆ ภายในกลุ่มได้ เช่นบอกกล่าวว่าแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์อยู่ตรงไหน หรือตำแหน่งของรังสัตว์ดุร้ายที่ไม่ควรเข้าใกล้

นอกจากภาษาจะทำให้โฮโมเซเปี้ยนส์คุยกันเรื่องการหาอยู่หากินและการเอาชีวิตรอดแล้ว ภาษายังเปิดทางให้เผ่าพันธุ์นี้ได้พูดคุยในเรื่องที่เป็นนามธรรมอย่างเรื่อง เทพเจ้าหรือเรื่องสิทธิเสรีภาพได้อีกด้วย (นีแอนเดอธาลที่ไม่มีภาษาย่อมไม่สามารถสื่อสารกันในเรื่องเหล่านี้ได้เลย)

อีกปรากฎการณ์หนึ่งที่มีผลต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างมหาศาล คือแทนที่จะออกล่าสัตว์และเก็บผลหมากรากไม้ เผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนส์เริ่มทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เมื่อประมาณ 12000 ปีที่แล้ว และในเวลาเพียง 10,000 ปี สังคมที่เคยเอาแต่เข้าป่าล่าสัตว์ก็ได้เปลี่ยนเป็นสังคมกสิกรรมแบบเต็มตัว

การทำกสิกรรมและปศุสัตว์นั้นทำให้มนุษย์โฮโมเซเปี้ยนส์มีอาหารกินตลอดปี ทำให้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ จึงลงหลักปักฐานและเริ่มสร้างเมือง ขนาดสังคมของโฮโมเซเปี้ยนส์จึงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การมาของสังคมกสิกรรม ยังเป็นต้นกำเนิดของเงินตราและภาษาเขียนอีกด้วย เพราะเมื่อมนุษย์เริ่มปลูกพืชผลหรือเลี้ยงสัตว์อะไรเองได้ ก็เริ่มมีการนำของที่ตัวเองมีมาแลกเปลี่ยนกัน (หรือที่ฝรั่งเรียกว่าระบบ bartering นั่นเอง) เช่นเอาผักมาแลกกับปลา เอาวัวไปแลกกับมีดเป็นต้น

แต่การเอาสิ่งของมาแลกกันก็มีข้อจำกัด เพราะถ้าผมเป็นช่างตีมีดที่อยากจะเอามีดของผมไปแลกกับวัวของชาวนา ชาวนาเขาอจมีมีดอยู่เต็มบ้านแล้วก็ได้ หรือเขาอาจจะต้องการมีดของเรา แต่วัวของเขายังโตไม่พอ ถ้าเราให้มีดเขาไปก่อน ชาวนาก็อาจจะเบี้ยวเราก็ได้

ดังนั้น เมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว ชาวสุเมเรียนแห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย จึงเริ่มมีการ “จดข้อมูล” โดยใชัสัญลักษณ์ง่ายๆ ลงบนกระดานที่ทำมาจากดินเหนียว (นี่น่าจะเป็นจุดกำเนิดของภาษาเขียน)

นอกจากนี้แล้ว ชาวสุเมเรียนก็ได้เริ่มใช้เมล็ดข้าวบาร์ลีย์แทนเงินสด (barley money) โดยใช้วิธีตวงเอา เช่นมีดหนึ่งเล่มเท่ามีมูลค่าเท่ากับข้าวบาร์ลีย์สามถ้วย เป็นต้น

แต่แน่นอน เมื่อมากคนก็มากความ และมนุษย์สมัยนั้นก็ยังป่าเถื่อน จึงจำเป็นต้องมีระบอบการปกครองขึ้นมา ซึ่งระบอบแรกที่เกิดขึ้นก็คือระบอบกษัตริย์

แต่การรวบรวมคนต่างเผ่าให้มาเชื่อฟังและอยู่ภายใต้การปกครองของคนๆ เดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจำเป็นต้องอ้างอิงสิ่งที่สูงส่งไปกว่านั้นคือเทพเจ้า โดยกษัตริย์ในสมัยแรกๆ นั้นมักจะอ้างว่าตัวเองได้รับมอบหมายจากเทพเจ้าให้มาปกครองคนในเมืองนี้ อย่างเช่นกษัตริย์นามฮัมมูราบีที่อ้างว่าตัวเองได้รับบัญชาการจากพระเจ้าให้มาปกครองประชาชนในเมโสโปเตเมีย และได้ร่างกฎหมายฉบับแรกของโลก – Hammurabi Code เพื่อเป็นกฎเกณฑ์สำหรับราษฎรของพระองค์อีกด้วย การมีชนชั้นปกครองและกฎหมาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนต่างถิ่น ต่างเผ่า ต่างความเชื่อ มารวมศูนย์และเริ่มมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน จนกลายมาเป็นรัฐและประเทศนั่นเอง


พอมาถึงคริสศตวรรษที่ 16 และ 17* ก็เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (scientific revolution) นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างดาวินชี กาลิเลโอ หรือนิวตันก็เกิดในยุคนี้ ความก้าวหน้าทางการแพทย์และฟิสิกส์ทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นมาก รวมทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้โชติช่วงชัชวาลด้วย

แฟชั่นของคนมีอำนาจสมัยนั้น ก็คือการ “สปอนเซอร์” นักสำรวจให้ออกไปหา “ดินแดนใหม่” เพื่อจะนำทรัพยากรธรรมชาติหรือวัตถุดิบแปลกใหม่มาสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง ยกตัวอย่างเช่นกษัตริย์คาสติลล์แห่งสเปนที่ส่งโคลัมบัสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจนไปเจอทวีปอเมริกา ส่วนรัฐบาลอังกฤษก็ส่งกัปตันเจมส์ คุก ไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกและได้ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ไปครอง ยุคล่าอาณานิคมได้เกิดขึ้นแล้ว!

ในคริสตศตวรรษที่ 19 ยุโรปจึงเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง อังกฤษมีอาณาเขตครอบคลุมถึงครึ่งหนึ่งของโลก และ “ชุดความคิด-ชุดความเชื่อ” จากยุโรปก็ได้ส่งต่อไปยังทุกๆ ที่ที่ชาวยุโรปเข้าไปยึดครอง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ประชาธิปไตย และวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์

แต่ “ชุดความเชื่อ” จากยุโรปที่มีอิทธิพลมากที่สุดกับคนทั้งโลกก็คือเรื่องของ ระบอบทุนนิยม และยิ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากเท่าไหร่ คนก็หยุดเชื่อเรื่องพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น คนที่รู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าและโลกหน้าไม่มีเหตุผลและพิสูจน์ไม่ได้ จึงเน้นกับการทำอย่างไรก็ได้ให้มีความสุขที่สุดในชีวิตนี้ ซึ่งก็เป็นตัวเสริมให้ทุนนิยมยิ่งเข้มแข็ง เพราะมนุษย์ก็จะขยันทำงานเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายและเสพสุขนั่นเอง

แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของทุนนิยมและการทำมาค้าขายกันข้ามโลกก็คือมันนำมาซึ่งความสงบ

หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันสงบตรงไหน ก็เห็นรบกันอยู่ปาวๆ แต่ทุนนิยมนั้นนำมาซึ่งการเชื่อมโยงและพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าประเทศไหนมีปัญหา ก็ย่อมจะเกิดผลกระทบตามมาเป็นโดมิโน (เหมือนที่วิกฤติต้มยำกุ้งของไทยทำให้เศรษฐกิจอาเซียนสั่นสะเทือน) ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาความสงบสุขของโลกใบนี้ (world peace) เพราะรู้ดีแก่ใจว่า ถ้าประเทศอื่นเดือนร้อน ประเทศเราก็จะพาเดือดร้อนไปด้วย

แล้วอนาคตของโฮโมเซเปียนส์จะเป็นอย่างไร? หนังสือเล่มนี้บอกว่ามนุษย์จะเริ่มเสริมสร้างร่างกายด้วยสิ่งที่เรียกว่า bionics หรือชีวประดิษฐศาสตร์ (ลองดูตัวอย่างของคนที่มีขา bionics ได้ในบล็อกตอนนี้ครับ) และเมื่อถึงจุดหนึ่ง มนุษย์อาจจะมีเครื่องกลอยู่ในร่างกายมากกว่าเลือดเนื้อจริงๆ ก็ได้

เมื่อวันนั้นมาถึง (ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นหลานหรือรุ่นเหลนเราก็ได้) เราอาจไม่สามารถเรียกตัวเองว่า Homo sapiens ได้อีกต่อไปครับ

 

ป.ล. สรุปหนังสือที่ผมอ่านมา เหมือนจะมีการ “ขาดตอน” คือไม่ได้สรุปให้ฟังว่า แล้วช่วงระหว่างเริ่มต้นคริสตกาล มาจนถึงคริสศตวรรษที่ 16 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมจึงต้องขอเว้นไว้ก่อน ไว้ถ้าได้อ่านหนังสือฉบับเต็มๆ จะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Blinkist: Sapiens: A Brief History of Mankind  *

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Vector Open Stock 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

* ลิงค์ของ Blinkist ด้านบนนั้นเป็น affiliate link ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณผู้อ่านสมัครสมาชิก (ฟรี) ผ่านลิงค์นี้ ผมจะได้ค่าขนมจาก Blinkist 50 เซ็นต์ครับ

Banner468x60ver1.jpg