การมอบหมายงานคือด่านแรกของการเป็นหัวหน้า

สิ่งหนึ่งที่หัวหน้ามือใหม่ – หรือแม้กระทั่งมือเก่าบางคน – ต้องเรียนรู้และออกแรงเยอะเป็นพิเศษ คือการมอบหมายงานให้ลูกทีม

การมอบหมายงานนั้นทำได้ยากด้วยเหตุผลหลายประการ

หนึ่ง การมอบหมายงาน การสอนน้อง การตามงาน และการให้ฟีดแบ็ค เป็นสิ่งที่หัวหน้ามือใหม่ยังทำได้ไม่ดี จิตใต้สำนึกเลยพยายามหลีกเลี่ยง

สอง การทำงานบางชิ้นด้วยตัวเอง นอกจากเสร็จเร็วกว่าแล้วยังช่วยสร้างความรู้สึกว่า “ทำอะไรสำเร็จ” (fulfilled) อีกด้วย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่จะไม่ได้รับหากหัวหน้ามอบหมายงานชิ้นนั้นให้คนอื่นทำ

สาม หัวหน้ายังไม่ไว้ใจลูกทีมมากพอว่าจะทำงานออกมาได้ดีและตรงตามเวลา ยิ่งถ้าน้องไม่มาอัพเดตสถานการณ์ (close the loop) ก็ยิ่งกังวล สู้เก็บไว้ทำเองดีกว่า

สี่ หัวหน้าหลายคนมักเกรงใจลูกทีม รู้สึกว่าน้องงานเยอะแล้ว เลยถืองานเอาไว้เอง

ห้า หัวหน้าบางคนกลัวน้องเก่งกว่า/เด่นกว่า แล้วตัวเองจะกลายเป็นคนที่ไม่จำเป็นต่อทีมอีกต่อไป

แค่ห้าข้อนี้ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้หัวหน้ากลายเป็นคน “อมงาน” จนกระทั่งกลายร่างเป็น “รองประธานฝ่ายคอขวด” ไปในที่สุด

ส่วนทางออกนั้นก็แก้เป็นข้อๆ ได้ดังนี้

หนึ่ง การเป็นหัวหน้าคือการ scale your impact ดังนั้นการมอบหมายงานจึงเป็นสิ่งที่ยังไงเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ จงศึกษาศาสตร์การมอบหมายและการตามงานทาง YouTube

สอง หาคุณค่าใหม่ของตัวเองให้เจอ – แต่ก่อนคุณค่าหรือความรู้สึก fulfilled คือการทำงานของเราให้สำเร็จ แต่คุณค่าใหม่ของการเป็นหัวหน้าคือการให้ทีมทำงานสำเร็จและการได้เห็นลูกทีมเติบโตขึ้นทั้งในทางความคิดและฝีมือ

สาม ถ้ายังไม่กล้าไว้ใจมากนัก ให้มอบหมายงานง่ายๆ ที่เขาทำได้แน่ๆ ก่อน และถ้าเราเป็นคนขี้กังวล ก็ขอให้น้องอัพเดตสถานการณ์ให้เราฟังเรื่อยๆ

สี่ อย่าคิดไปเองว่าน้องยุ่งเกินไป ลองให้คนในทีมพิมพ์มาก็ได้ว่าความยุ่งสัปดาห์นี้เต็มสิบให้กี่คะแนน บางคนอาจจะไม่ได้ยุ่งอย่างที่เราคิด และให้ระลึกเสมอว่าการให้งานน้องคือการให้โอกาสเขาได้แสดงฝีมือและเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยทำ

ห้า ท่องเอาไว้ว่า ยิ่งน้องเก่งเรายิ่งสบาย และถ้าทีมเก่งจนไม่ต้องมีเราก็ได้ เราก็มีโอกาสขยับขยายไปทำงานอื่นที่ท้าทายกว่านี้

การมอบหมายงานคือด่านแรกของการเป็นหัวหน้า

ถ้าผ่านด่านนี้ไม่ได้ ก็ยากที่จะเป็นหัวหน้าที่ดีครับ

ห้องตัวอย่างที่ไม่แต่งนั้นเล็กนิดเดียว

ห้องตัวอย่างที่ไม่แต่งนั้นเล็กนิดเดียว

ใครที่เคยคิดซื้อบ้านหรือซื้อคอนโด สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการเข้าชมห้องตัวอย่าง

คนที่ออกแบบห้องก็เก่งเหลือเกิน เลือกที่จะจัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว รสนิยมก็เลิศหรูดูดี เห็นแล้วเราก็จินตนาการไปต่างๆ นานาว่าถ้าเราได้มาอยู่ในห้องแบบนี้ชีวิตเราจะดีแค่ไหน

แล้วพอเซลส์พาเราไปดูห้องเปล่า เรามักจะรู้สึกว่าทำไมห้องดูเล็กจัง

นับเป็นความย้อนแย้งอย่างหนึ่ง ที่ห้องที่มีของวางอยู่กลับดูใหญ่กว่าห้องโล่งๆ

หรือที่จริงแล้วความรู้สึกว่าเล็กหรือใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ขนาด” เท่ากับ “ความเป็นไปได้”

เมื่อมีของวางอยู่ในห้อง เราจะมองเห็นฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ห้องนี้จะทำให้เราได้ เราจึงรู้สึกว่าห้องมันใหญ่ ไม่เหมือนกับในห้องเปล่าที่วาดภาพได้ยากกว่า

ผมว่าห้องตัวอย่างเป็นอุปมาอุปไมยที่ดีของชีวิต

เพราะชีวิตเราเอาที่จริงก็ไม่มีอะไร ทำงานหาเงินวนไป หลายคนที่เคยผ่านช่วงเวลาเบื่อๆ อยากๆ มีรูทีนซ้ำๆ ทุกวันก็อาจเคยถามตัวเองว่า “ตกลงชีวิตเรามีเพียงเท่านี้เองหรือ?”

เมื่อความเป็นไปได้ต่ำ ชีวิตก็เลยดูเล็กและคับแคบ

แล้วเราจะเพิ่มความเป็นไปได้ในชีวิตได้อย่างไร

ผมว่าหนึ่งคือทักษะที่เรามี และสองคือกิจกรรมที่เราทำ

ถ้าเราไม่เพิ่มทักษะอะไรให้ตัวเองเลย และไม่เปลี่ยนกิจกรรมใดๆ ในชีวิต สิ่งที่เราเจอและทำได้ในแต่ละวันย่อมซ้ำซาก

ทักษะอาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาสั่งสมและเรียนรู้ แต่กิจกรรมนั้นเราแทบจะเปลี่ยนได้ทันที

ในหนังสือ What I Wish I Knew When I Was 20 ของ Teena Silig แนะนำไว้ว่าให้ไล่เรียงกิจวัตรแต่ละวันของเรา แล้วลอง “เขย่า” มันดู

เช่นถ้าเคยไปทำงานด้วยเส้นทางนี้ ก็ลองเปลี่ยนเป็นเส้นทางหรือเดินทางด้วยวิธีอื่น หรือถ้าเคยออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ก็ลองเปลี่ยนเป็นเดินหรือแม้กระทั่งไม่ออกกำลังกายดู

ผมเคยอ่านหนังสือตอนก่อนนอน สองวันมานี้ลองเปลี่ยนมาอ่านตอนเช้าก็รู้สึกว่าได้ฟีลไปอีกแบบ

เพราะกิจวัตรหรือนิสัยบางอย่างเราอยู่กับมันมานานจนอาจเกิดความยึดติด ว่าแบบนี้ดีที่สุดแล้ว ว่าแบบนี้แหละคือตัวเรา

เมื่อพาตัวเองออกจากความเคยชิน ก็จะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้รู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึก

ห้องตัวอย่างมันดูใหญ่และน่าอยู่เพราะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้

ชีวิตของเราจะกว้างใหญ่และน่าอยู่ หากเราเพิ่มความเป็นไปได้ให้กับมันครับ

สองประเภทของคนไม่มีเวลา

ประเภทแรก คือคนที่มีภาระหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องทำงานสองกะเพื่อให้มีเงินพอใช้เดือนชนเดือน มีญาติผู้ใหญ่นอนติดเตียงให้ต้องดูแล ไม่มีกำลังจ้างแม่บ้านเลยต้องทำงานบ้านทุกอย่างด้วยตัวเอง

ถ้าไม่มีเวลาแบบนี้ ต่อให้มี time management techniques ดีๆ ก็อาจไม่ช่วยอะไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องการจัดการเวลา แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ลำดับล่างสุดของสังคมลืมตาอ้าปาก คนกลุ่มนี้อาจไม่เคยนึกถึง work-life balance ด้วยซ้ำ เพราะโจทย์สำคัญของเขาคือการอยู่รอด

ส่วนคนไม่มีเวลาประเภทที่สอง คือคนที่มี discretionary time หรือมีเวลาที่เลือกได้ว่าจะเอาไปทำอะไร แต่เขาเลือกที่จะใช้ discretionary time นี้ไปกับกิจกรรมมากมายในชีวิต เช่นออกกำลังกาย เรียนป.โท ลงคอร์สต่างๆ สังสรรค์กับเพื่อน ดูเน็ตฟลิกซ์ ทำงานหนักหน่วง รับจ๊อบเสริม เริ่มทำธุรกิจส่วนตัว แถมยังอยากเป็นสามีที่ดี เป็นแม่ที่เพอร์เฟ็กต์อีกด้วย

คนกลุ่มนี้ก็จะรู้สึกว่าไม่มีเวลา แต่ที่รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอก็เพราะว่าเราเลือกเอง ไม่เหมือนคนกลุ่มแรกที่ไม่มีเวลาเพราะไม่มีทางเลือก

คนที่มี discretionary time แต่ยังเลือกที่จะใช้ชีวิตให้ยุ่งตลอดเวลานั้นสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยการศึกษา time management ด้วยการนั่งคุยกับตัวเองว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสิ่งที่เราพร้อมจะตัดออกไปจากชีวิตและยอมรับได้กับผลลัพธ์ที่จะตามมา (หรือที่จะหายไป)

ผมเดาว่า “คนไม่มีเวลา” ที่อ่านบล็อกนี้อยู่น่าจะเป็นประเภทที่สองเสียส่วนใหญ่ ขอให้เราตระหนักไว้ว่าเราเป็นคนโชคดี ที่ยังมีโอกาสคิดเรื่อง work-life balance และหาทางออกให้กับความไม่มีเวลานี้ได้ด้วยตนเองครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Saving Time: Discovering a Life Beyond the Clock by Jenny Odell

รักน้องหมาน้องแมวแล้วกินไก่ทอด

เมื่อวานผมอ่านเจอโพสต์หนึ่งใน Quora ที่ถามว่า การที่มนุษย์รักน้องหมาน้องแมว แต่กลับกินสัตว์อื่นๆ นี้ ทำให้เราเป็นคนสองมาตรฐานหรือคนหน้าไหว้หลังหลอกหรือไม่

มีคำตอบหนึ่งทีน่าสนใจ ผมยังไม่ได้มีโอกาสเช็คความถูกต้องมากนัก จึงอยากให้ฟังหูไว้หูนะครับ

หมานั้นเป็นลูกหลานของหมาป่า นับตั้งแต่ประมาณ 40,000 ปีที่แล้วในทวีปยุโรป สมัยที่ยังมีเผ่าพันธุ์ Neanderthals อาศัยอยู่ มนุษย์พันธุ์ Homo Sapiens เริ่ม “แท็กทีม” กับหมาป่าเพื่อออกหาอาหารและล่าเหยื่อด้วยกัน

หมาป่านั้นจมูกดีและหูดีกว่ามนุษย์มาก ส่วนมนุษย์ก็มีสมองที่ชาญฉลาดและใช้เครื่องมือได้ หมาป่าจึงมีหน้าที่ช่วยตามหาและวิ่งไล่เหยื่ออย่างกวางเอลก์และวัวไบซัน ส่วนมนุษย์ก็ช่วยจัดการให้เรียบร้อยด้วยหอก

เมื่อมนุษย์และหมาป่าร่วมมือกัน จึงก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารและน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Neanderthal สูญพันธุ์ เพราะล่าอาหารแพ้ Sapiens ตลอด

ส่วนแมวนั้นก็สืบเชื้อสายมาจากแมวป่า และหนึ่งในเมืองที่ได้ชื่อว่าทำให้แมวป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยงก็คืออียิปต์ยุคโบราณอย่างน้อยเมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า จริงๆ แล้วมนุษย์ไม่ได้จับแมวมาเลี้ยง แต่เป็นแมวต่างหากที่มา “แฮงเอ๊าท์” ในแหล่งที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์

“Scientists think wildcats began hanging around farms to prey on mice attracted to grain stores, starting the long relationship between humans and felines.”

เนื่องจากอียิปต์เป็นเมืองใหญ่ มีการทำนาและเก็บเสบียงอาหาร จึงมีหนูเยอะ เมื่อหนูเยอะแมวจึงมาอาศัยอยู่แถวนี้เพราะมีหนูให้กินไม่อั้น มนุษย์ก็ชอบเพราะแมวมาช่วยจับหนู เมื่อแมวอยู่ไปนานๆ ก็เลยกลายเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของอียิปต์ ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปทั่วโลกผ่านทางเรือเดินสมุทร

มีบางคอมเมนท์กล่าวติดตลกว่า มนุษย์ไม่ได้เริ่มเลี้ยงแมว แมวต่างหากที่เริ่มเลี้ยงมนุษย์ (Humans did not domesticate cats. Cats domesticated humans) ทาสแมวหลายคนน่าจะเข้าใจและเห็นด้วย

มันจึงไม่ใช่ความหน้าไหวหลังหลอกหรือสองมาตรฐาน แต่ด้วยความสัมพันธ์แบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าที่มีกับมนุษย์มายาวนาน แถมหน้าตาก็น่ารัก หมาและแมวจึงมีศักดิ์และศรีสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างวัวหมูเป็ดไก่ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Peter Spering’s answer to Why are humans such hypocrites? At one side, they’re dog and cat lovers but love eating chicken, and others animals meat?

The Guardian: How hunting with wolves helped humans outsmart the Neanderthals

BBC: How cats conquered the ancient world

5 คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่ที่ Bill Gates ไม่เคยได้รับ

5 คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่ที่ Bill Gates ไม่เคยได้รับ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft และผู้ก่อตั้ง Bill & Melinda Gates Foundation ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของนักศึกษาที่เรียนจบจาก Northern Arizona University (NAU)

เกตส์ให้คำแนะนำ 5 ข้อที่ไม่ได้มีคุณค่าแค่กับเด็กจบใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทุกเพศทุกวัยควรระลึกไว้เช่นกัน

จึงขอถอดเนื้อหาบางส่วนมาแชร์ไว้ในบล็อกนี้ครับ

“…หลายท่านอาจจะทราบว่าผมไม่เคยเรียนจบปริญญาตรี หลังเทอมที่ 3 ผมก็ดร็อปการเรียนและเริ่มออกมาก่อตั้งไมโครซอฟต์ คนที่เรียนไม่จบจะรู้อะไรเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาน่ะเหรอ? เอาจริงๆ ก็ไม่มากนักหรอก

ระหว่างที่ผมเตรียมตัวสำหรับวันนี้ ผมนึกถึงพวกคุณในฐานะบัณฑิตจบใหม่ ว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้โลกใบนี้จากการศึกษาที่คุณได้รับจากที่นี่ได้อย่างไร มันทำให้ผมนึกถึงพิธีจบการศึกษาที่ผมไม่เคยเข้าร่วม สุนทรพจน์ที่ผมไม่เคยได้ยิน และคำแนะนำที่ผมไม่เคยได้รับ

และนี่คือคำแนะนำ 5 ข้อที่ผมคิดว่าคงจะดีถ้าผมได้รู้เร็วกว่านี้

ข้อแรก ชีวิตของคุณไม่ใช่ละครองก์เดียว (Your life isn’t a one-act play.)

คุณอาจกำลังรู้สึกกดดันที่ต้องตัดสินใจให้ถูกว่าจะเอายังไงกับอาชีพการงาน มันอาจรู้สึกเหมือนว่าการตัดสินใจเหล่านี้เป็นเรื่องถาวร แท้จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย งานที่คุณเลือกทำวันพรุ่งนี้หรือแม้กระทั่งสิบปีต่อจากนี้อาจไม่ใช่งานที่คุณต้องทำตลอดไป

ตอนที่ผมหยุดเรียน ผมเคยนึกว่าผมจะทำงานที่ไมโครซอฟต์ไปตลอดชีวิต

มาถึงวันนี้ ผมก็ยังรักงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ แต่งานประจำของผมคืองานมูลนิธิ ผมใช้เวลาแต่ละวันในการสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อสู้กับ climate change และลดความเหลื่อมล้ำบนโลกใบนี้ทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข

ผมโชคดีมากที่มูลนิธิของเราได้รับการสนับสนุนจากสถาบันชั้นยอดอย่าง NAU แม้ว่าตัวผมในวัย 22 ไม่เคยจินตนาการเอาไว้เลยว่าวันหนึ่งผมจะได้มาทำงานนี้

มันจึงเป็นเรื่องปกติที่คุณจะเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนสายงาน บางทีมันอาจเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ด้วยซ้ำไป

คำแนะนำข้อที่สองก็คือ คนเราไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็สับสนกันได้ (You are never too smart to be confused.)

ตอนที่ผมดร็อปเรียนนั้นผมคิดว่าผมรู้ทุกอย่างแล้ว แต่ขั้นแรกของการเรียนรู้สิ่งใหม่คือการเปิดรับสิ่งที่คุณไม่รู้ มากกว่าการจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งที่คุณรู้

ในชีวิตการทำงาน คุณจะได้เผชิญปัญหาที่คุณไม่อาจแก้ได้ด้วยตัวคนเดียว เมื่อวันนั้นมาถึงก็อย่าตื่นตระหนก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับให้ตัวเองได้คิดถึงปัญหาอย่างถี่ถ้วน จากนั้นก็หาคนเก่งๆ ที่คุณสามารถเรียนรู้จากเขาได้

อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ประสบการณ์สูงกว่า อาจจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีมุมมองที่ดีและผลักดันให้เราคิดในมุมอื่น อาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นที่พร้อมจะตอบข้อความส่วนตัวจากคุณ

เกือบทุกเรื่องที่ผมทำสำเร็จนั้นเกิดจากการเสาะหาคนที่รู้ดีกว่าผม คนส่วนใหญ่อยากจะช่วยคุณอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่กลัวที่จะถาม

คุณอาจจะเรียนจบแล้วก็จริง แต่คุณก็ควรจะมองด้วยว่าชีวิตที่เหลืออยู่คือการศึกษา

คำแนะนำข้อที่สาม คือจงเลือกงานที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญๆ (Gravitate toward work that solves an important problem.)

ข่าวดีก็คือคุณเรียนจบในยุคที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข บริษัทใหม่ๆ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นทุกวัน และคุณสามารถทำงานในองค์กรเหล่านั้นโดยได้ทั้งเงินและได้ทั้งกล่อง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้การสร้าง impact นั้นเป็นไปได้ยิ่งกว่าทุกยุคทุกสมัย

หลายคนในห้องนี้วางแผนจะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้* เหล่าอาจารย์ได้สอนให้คุณรู้จักกับเครื่องมือล้ำยุคมากมาย เช่นการใช้โดรนและ LIDAR เพื่อจัดทำแผนที่ป่าไม้อย่างถูกต้อง วันหนึ่งคุณอาจจะหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นรับมือกับ climate change ก็ได้

หลายคนอาจจะเริ่มจากการเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณสามารถใช้ความรู้ของคุณเพื่อเมคชัวร์ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จาก AI – หรือคุณอาจช่วยขจัดความลำเอียงที่มีอยู่ใน AI ก็ได้เช่นกัน

เมื่อคุณต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ มันจะกระตุ้นให้คุณทำสุดฝีมือ มันจะผลักดันให้คุณต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมันจะมอบความหมายให้กับงานที่คุณทำ

คำแนะนำข้อที่สี่นั้นเรียบง่าย คืออย่าดูเบาคุณค่าของมิตรภาพ (Don’t underestimate the power of friendship.)

ตอนที่ผมเรียนอยู่ ผมมีเพื่อนที่มีความชอบคล้ายกับผม ไม่ว่าจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์หรือแม็กกาซีนคอมพิวเตอร์

ตอนนั้นผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามิตรภาพนั้นสำคัญแค่ไหน เพื่อนของผมชื่อ Paul Allen และเราก็ได้สร้างไมโครซอฟต์ขึ้นมาด้วยกัน

คนที่นั่งข้างๆ คุณในห้องเล็คเชอร์ คนที่คุณไปเที่ยวหรือเล่นเกมด้วยไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมรุ่น แต่เขาคือเครือข่ายของคุณ บางคนอาจจะได้ตั้งบริษัทร่วมกับคุณ บางคนก็จะกลายเป็นคนที่คุณต้องพึ่งพาและขอคำปรึกษาในอนาคต

ตอนคุณเดินลงจากเวทีนี้คุณจะได้ใบปริญญาติดตัวไป แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าใบปริญญาที่คุณถือลงจากเวที ก็คือคนที่เดินขึ้นเวทีมาพร้อมกับคุณ

คำแนะนำข้อสุดท้ายคือคำแนะนำที่ผมใช้เองบ่อยที่สุด และต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจ นั่นก็คือ การผ่อนปรนให้ตัวเองบ้างไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนใช้ไม่ได้ (You are not a slacker if you cut yourself some slack.)

ตอนที่ผมอายุเท่าพวกคุณผมไม่เคยเชื่อเรื่องการลาพักร้อน ผมไม่เชื่อเรื่องวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมกดดันให้ทุกคนรอบตัวผมทำงานจนดึกดื่น ในยุคแรกๆ ของไมโครซอฟต์ผมสามารถมองเห็นลานจอดรถจากห้องทำงานของผม และผมจะคอยสังเกตว่าใครมาทำงานเช้าและกลับดึกอยู่เสมอ

แต่พอผมอายุมากขึ้น – โดยเฉพาะตอนที่ผมได้เป็นพ่อคน – ผมก็ตระหนักว่าชีวิตมีอะไรมากไปกว่าการทำงาน

อย่ารอนานเหมือนผมเพื่อจะเรียนรู้บทเรียนนี้ ให้เวลากับการดูแลความสัมพันธ์ ฉลองความสำเร็จ และฟื้นตัวจากความล้มเหลว

เมื่อคุณจำเป็นต้องพักก็จงพักเสีย และให้โอกาสเดียวกันนี้กับคนรอบตัวคุณด้วยเช่นกัน

ก่อนที่คุณจะเริ่มฉากต่อไป อย่าลืมใช้ชีวิตให้สนุก จะเป็นคืนนี้ สุดสัปดาห์นี้ หน้าร้อนนี้ หรือเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะคุณคู่ควรกับมันจริงๆ”


ขอบคุณเนื้อหาจาก GatesNotes: 5 things I wish I heard at the graduation I never had

* นักศึกษาที่บิล เกตส์มากล่าวสุนทรพจน์นั้นจบจาก College of Engineering, Informatics, and Applied Sciences และ the College of the Environment, Forestry, and Natural Sciences