อย่าบอกลูกน้องว่าต้องทำยังไง

20180811_donttell

บอกแค่ว่าจะเอาอะไรก็พอ

“Don’t tell people how to do things, tell them what to do and let them surprise you with their results.”
-Phil Knight, Founder of Nike

ความยากอย่างหนึ่งของการเป็นหัวหน้าคือการไว้ใจลูกน้องให้มากพอ

สัญญาณที่บอกว่าเรายังไม่ไว้ใจลูกน้องนัก คือเรายังต้องคอยบอกลูกน้องว่างานชิ้นนี้ต้องทำยังไง เพราะเราเคยลองผิดลองถูกมาก่อนแล้ว เรารู้วิธีที่จะทำให้เสร็จโดยรวดเร็วแล้ว เลยไม่อยากให้ลูกน้องต้องไปลองผิดลองถูกอีก

แต่กระบวนการนี้ก็มีข้อจำกัด

เพราะวิธีที่ดีที่สุดของเรา มันอาจจะแค่ “เคย” ดีที่สุดเท่านั้น เพราะโลกหมุนเร็วและเครื่องมือใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นทุกวัน

ถ้าเราสอนหมดว่าต้องทำยังไง ลูกน้องก็จะทำตามเราทุกขั้นตอนโดยไม่คิดอะไรเพิ่ม และเราก็เสียโอกาสไปอย่างน้อยสองเรื่อง คือโอกาสที่ลูกน้องจะได้เรียนรู้อะไรด้วยตนเอง และโอกาสที่จะค้นพบวิธีการทำงานชิ้นนี้ให้ดีกว่าเดิม

ดังนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่อดใจยาก แต่หัวหน้าก็ต้องหัดเงียบๆ ไว้บ้าง

ถ้าเราคัดคนมาดีแล้ว ระยะสั้นอาจจะเสียเวลาหน่อยก็จริง แต่ระยะยาวเราจะสบายขึ้นแน่นอน


เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 16 ที่)

ทำไมนางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม?

20180813_catwalk

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนางแบบในงานแฟชั่นโชว์ถึงไม่ยิ้มเลย?

บางคนอาจจะคิดว่า ถ้านางแบบยิ้ม คนก็จะสนใจนางแบบมากกว่าชุดสิ

แต่ทำไมนางแบบในโปสเตอร์โฆษณาถึงยิ้มได้ล่ะ? คนจะไม่สนใจนางแบบมากกว่าของที่จะขายหรือ?

น่าสนใจใช่มั้ยครับ

คำตอบก็คือ เวลานางแบบออกมาใส่ชุดดีไซน์เนอร์เดินโชว์บนแคทวอล์คนั้น สินค้าที่เขาขายจริงๆ ไม่ใช่ชุด

สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือสถานะทางสังคมต่างหาก

แฟชั่นที่เราเห็นบนแคทวอล์ค มีชื่อเรียกว่า Haute Coutoure อ่านว่า อ๊อท คูทัวร์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตามตัวอักษรว่า high dressmaking – การทำเสื้อผ้าชั้นสูง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮโซนั่นเอง

เมื่อมันเป็นเรื่องไฮโซ ลักษณะท่าทางของคนใส่ก็จะต้องไฮโซตามไปด้วย

ในทางจิตวิทยา เวลาเรายิ้มให้ใคร มันสามารถตีความได้ว่าเรากำลังทำให้เขาสบายใจอยู่ เรากำลังเอาใจเขาอยู่ เรากำลังบอกเขาว่าฉันเป็นมิตรนะ โปรดชอบและยอมรับฉันเถอะนะ

ในทางกลับกัน คนที่มีสถานะทางสังคมสูง ย่อมไม่สนใจจะเรียกร้องความชอบจากผู้ใด จึงไม่ต้องยิ้มเพื่อเอาใจใคร

ดังนั้น การที่นางแบบบนแคทวอล์คไม่ยิ้มให้คนดู ก็เพราะต้องการจะสื่อว่าฉันไม่สน ไม่แคร์สื่อ ฉันเจ๋งของฉันอย่างนี้อยู่แล้ว เธอจะชอบหรือไม่ชอบฉันมันก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตฉันเลยซักนิด

การไม่ยิ้มให้คนดู ก็คือการบอกว่าสถานะฉันสูงส่งกว่าเธอนั่นเอง

ในทางกลับกัน คนดูที่มองเข้าไป ก็จะรู้สึกว่านางแบบคนนี้ดูเท่ ดูคูล ดูสถานะเขาสูงกว่าเรา วันหนึ่งฉันอยากใส่เสื้อผ้าแบบนั้น สถานะฉันจะได้สูงเหมือนเขาบ้าง

นางแบบบนแคทวอล์คเปรียบเสมือนแมวที่รู้ตัวว่ามันหน้าตาดี มันไม่เคยยิ้มให้กล้อง มันช่างดูหยิ่งดูยโส แต่กระนั้นมันก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดจนมีคนมากมายที่ปวารณราตนเป็นทาสแมว

และนี่คือเหตุผลที่นางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม แม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ผมว่ามันเป็นเหตุผลที่น่าสนใจที่สุด

ใครเป็นนางแบบมืออาชีพ หากผ่านมาเห็นบทความนี้ก็เข้ามาอภิปรายกันได้นะครับ 😉

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nate White’s answer to Why don’t some people ever smile in photos?  และ Will Wilster’s answer to Why don’t fashion models

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 14 ที่)

คำตอบทั้งหมดรอเราอยู่แล้ว

20180811_answerswaiting

เหลือแค่ต้องถามคำถามให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง

เพราะคำถามสำคัญกว่าคำตอบเสมอ

คำถามที่ดี จะนำไปสู่คำตอบที่ดี

คำถามที่ไม่ดี จะนำไปสู่คำตอบที่ไม่ดี หรือบางทีก็นำไปสู่สภาวะไร้คำตอบ

ตัวอย่างของคำถามที่ไม่น่าจะนำไปสู่คำตอบที่ดี
– ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้?
– เมื่อไหร่ <ใส่ชื่อนักการเมืองที่เราไม่ชอบ> ถึงจะกรรมตามทันเสียที?
– ทำไมวันนี้ดวงซวยอย่างนี้เนี่ย?

สัญญาณของคำถามที่ไม่ดี คือมันมีความประชดประชัน ตัดพ้อต่อว่า หรือหวังลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรได้

ส่วนคำถามที่ดี คือคำถามที่เจือด้วยพลังงานบวก ถามในสิ่งที่เราพอจะมีส่วนในการควบคุมผลลัพธ์ได้ เช่น

– จะทำยังไงไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้อีก?
– จะใช้สถานการณ์ที่ไม่เป็นใจให้เป็นประโยชน์ได้ยังไงบ้าง
– วันนี้เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง?
– วันนี้เราจะทำอะไรเพื่อตัวเองได้บ้าง?

ถ้ารู้ว่าตัวเองยังไม่ค่อยแฮปปี้กับชีวิต ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าเรากำลังถามคำถามที่ผิดอยู่

ตั้งคำถามให้ถูก แล้วจะเจอคำตอบที่ถูกเองครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 16 ที่)

คิดให้ใหญ่เริ่มให้เล็ก

20180811_thinkbig

Think big. Start small.
-Seth Godin

เพราะจินตนาการของคนไม่มีขีดจำกัด สมองของคนเราจึงสามารถนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกินความจริงในปัจจุบันไปมากมายได้

คนคิดใหญ่กับคนคิดเล็กอาจใช้เวลาเดินทาง 5 ปีเท่ากัน คนคิดใหญ่อาจเหนื่อยกว่าคนคิดเล็ก 50% แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนท้ายอาจมากกว่าคนคิดเล็ก 50 เท่า เพราะศักยภาพมนุษย์และดอกเบี้ยทบต้นของความเพียรนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง

แต่จุดอ่อนสำหรับคนคิดใหญ่และคนที่เป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ก็คือการกลัวว่าจะออกมาไม่ดีพอ ไม่สมบูรณ์แบบพอ ไม่อลังการพอ สุดท้ายก็เลยไม่ได้เริ่ม หรือถ้าเริ่มก็ช้ากว่าคนอื่นไปหลายขุม

ยุทธศาสตร์ที่อาจจะดีกว่าก็คือการคิดให้ใหญ่และเริ่มให้เล็ก

อะไรบ้างที่เราจะทำได้ใน 5 นาทีเพื่อเป็นการเริ่มต้นการเดินทางนี้?

อยากวิ่งมาราธอน? เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่ง 400 เมตรวันนี้เลย

อยากมีหนังสือของตัวเองซักเล่ม? เริ่มเขียนบล็อกตอนแรกเลย

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน? ลองลิสต์เรื่องรอบตัวที่เราหงุดหงิดเพราะโอกาสทางธุรกิจอยู่ในนี้ทั้งนั้นเลย

การเดินทางพันลี้ประกอบไปด้วยก้าวที่ยาวเพียงหนึ่งศอกจำนวนนับไม่ถ้วน

เริ่มก้าวแรกในวันนี้และไม่ยอมหยุดเดิน จะพันลี้หรือหมื่นลี้ก็คงไม่ไกลเกินพิชิตครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เต็มแล้วอย่างรวดเร็ว จึงเปิดรับรุ่น 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 18 ที่)

นิทานไก่ขันตะวันขึ้น

20180807_rooster

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พ่อไก่ตัวหนึ่งภูมิใจในความเป็นหัวหน้าครอบครัวของตัวเองมาก มันคอยกางปีกปกป้องภรรยาและลูกๆ ทุกตัว และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสมอมา

ทุกๆ เช้า เวลาตีห้า พ่อไก่ก็จะบินขึ้นไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้และโก่งคอขันเสียงก้องไปทั้งพงไพร จนถึงประมาณหกโมงเช้า พระอาทิตย์ก็ขึ้นมาฉายแสงส่องสว่างไปทั่ว

พ่อไก่มีความสุขมากที่ได้เห็นตะวันค่อยๆ ทอแสงขึ้นมา เขาจะยืนชื่นชมแสงตะวันและบอกตัวเองว่า

“เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น นี่คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ของฉัน”

ดังนั้นทุกๆ เช้าพ่อไก่ตัวนี้ก็จะบินขึ้นมาเกาะกิ่งไม้ และเมื่อขันเสร็จ ก็จะรอดูตะวันขึ้นที่เหนือยอดเขา พอตะวันขึ้นแล้วก็บินกลับลงมาหากินกับลูกเมียตามปกติ

อยู่มาวันหนึ่ง เนื่องจากตรากตรำภาระหนักเหลือเกิน ร่างกายเริ่มทนไม่ไหว พ่อไก่ก็เริ่มป่วย เช้าตรู่วันนั้นพ่อไก่บินขึ้้นไปเกาะกิ่งไม้เดิม ขณะจะขันเพื่อเรียกตะวันขึ้น กลับร่วงหล่นลงมา รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ลูกชายซึ่งเป็นไก่โต้งรุ่นใหม่ไฟแรงเดินเข้ามาประคองพ่อ พร้อมกับพูดว่า

“พ่อ ผมว่าถ้าพ่อขันไม่ไหว วันนี้ผมขันแทนให้เอาไหม”

พ่อไก่ยืดอกขึ้น หันมาชี้หน้าลูกพร้อมกับตอบเสียงดังว่า “น้ำหน้าอย่างแก ถ้าขัน ตะวันมันจะขึ้นไหม หัดดูเงาหัวตัวเองซะบ้างสิ”

เช้าวันนั้น ทั้งๆ ที่ป่วยอยู่ พ่อไก่ก็ขึ้นไปเกาะบนกิ่งไม้เดิม และขันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตกลงมาดิ้นพราดๆ

ก่อนสิ้นลม พ่อไก่ได้กล่าวสั่งเสียกับภรรยาและลูกๆ ว่า

“พวกเราทั้งหลาย ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พ่อคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว และพอพ่อไม่ขัน ตะวันก็จะไม่ขึ้น โลกก็จะเข้าสู่กลียุค ถ้าไม่มีพ่อแล้วทุกคนก็จะอยู่ด้วยความยากลำบาก และมนุษยชาติก็จะถึงคราววิบัติ ดูแลกันให้ดีนะ”

—–
ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 5 ที่)