เราสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้เสมอ

20190429_justify

และตรงนี้แหละที่อันตราย

เพราะคนเรามี 4 มาตรฐาน

หนึ่งให้ศัตรู สองให้คนอื่น สามให้คนใกล้ตัว และสี่ให้ตัวเอง

เราเข้มงวดกับศัตรู และผ่อนปรนให้ตนเองเสมอ

เวลามีข่าวดราม่าอะไร เราจึงสนุกกับการไปร่วมแสดงความเห็น ประณามตัวร้ายในละครเรื่องนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกดี ภาษาฝรั่งเรียกว่า moral superiority

แต่พอคนใกล้ตัวเป็นเสียเอง หรือเราเป็นเสียเอง เรากลับไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนเลวร้ายอะไร แค่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับเท่านั้นเอง

สิ่งที่ทำได้ คือลดช่องว่างทางมาตรฐาน

เพิ่มมาตรฐานให้ตนเอง ลดมาตรฐานให้คนอื่น

เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้ไม่พลั้งเผลอกลายเป็นผู้ร้ายในดราม่าเสียเอง

วิธีรับมือเวลาลูกถามว่า “ทำไม” ติดๆ กัน

20190427

ใครเคยดูการ์ตูน “อิ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา” คงจะจำได้ว่าอิ๊กคิวซังนั้นแพ้ทาง “เจ้าหนูจำไม” ที่ชอบถาม “จำไม” (ทำไม) ต่อๆ กันจนอิ๊กคิวซังเดินถอยหลังจนตกน้ำ

คนที่เป็นพ่อ-แม่ทุกคนก็ย่อมได้เจอเจ้าหนูจำไมในชีวิตจริงเช่นกัน

นั่นก็คือลูกของเราเอง

แม้ว่าเราจะรักลูกแค่ไหน แต่พอลูกถามทำไมบ่อยๆ เข้า มันก็อดไม่ได้ที่จะมีอารมณ์รำคาญและอยากตอบแบบขอไปที

แต่ผมไปเจอคำตอบใน Quora ประเด็นนี้พอดี และคิดว่ามีประโยชน์มาก เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เวลาเด็กตัวน้อยถามว่า “ทำไม” นั้น เขาไม่ได้มองหาคำตอบใดคำตอบหนึ่งเหมือนเวลาผู้ใหญ่ถาม

คำถามว่า “ทำไม” ของเด็ก มันมีความหมายประมาณว่า “เล่าให้หนูฟังมากกว่านี้หน่อย” (Tell me more about this topic)

เหตุผลที่เค้าใช้คำถามว่า “ทำไม” เป็นเพียงเพราะว่าเขาไม่รู้วิธีการตั้งคำถามในรูปประโยคอื่นเท่านั้นเอง

เวลาเราเจอคำถามว่า “ทำไม” ครั้งแรก เราควรตอบตามปกติ แต่ถ้าเขาถามว่า “ทำไม” อีก ลองแปลคำถามนี้ว่า “เล่าให้ฟังเพิ่มหน่อยสิ”

ตัวอย่างเช่น

“พ่อครับ ทำไมมดต้องเดินลงรูกันด้วยครับ”

“อ๋อ มันเป็นรูที่เข้าไปสู่รังมดน่ะครับ มดพวกนี้เค้ามีบ้านหลังใหญ่ใต้ดินที่เรามองไม่เห็น”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะบ้านของมันอยู่ตรงนั้นไง”

“ทำไมล่ะครับ”

(ตอนนี้เราจะเริ่มหงุดหงิดแล้วเพราะคิดว่าเราตอบคำถามไปเรียบร้อยแล้ว แต่จริงๆ แล้วเด็กเค้าแค่อยากจะรู้รายละเอียดเพิ่ม แต่ถามวิธีอื่นไม่เป็น)

“เพราะมดอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ที่มีโพรงเต็มไปหมด มีทั้งมดงาน มีทั้งมดนางพญา รวมถึงไข่มดเม็ดเล็กๆ อีกด้วยนะ มดพวกนี้ขยันดูแลบ้านของมันให้สะอาดทุกวัน มันก็เลยขนเม็ดทรายไปมาตลอดเวลา มดที่เป็นเบบี๋กินเก่งมาก ส่วนมดนางพญาจะเป็นคนสั่งมดทุกตัวว่าต้องทำอะไรบ้าง”

เมื่อได้ฟังคำตอบประมาณนี้ เด็กจะยิ่งสนใจเรื่องมดมากขึ้นไปอีก แต่จะยังไม่ถามว่า “ทำไม” เพิ่ม เพราะข้อมูลที่เราให้เขานั้นก็มากเพียงพอที่จะเอาไปคิดต่อได้อีกซักพัก

ขั้นตอนถัดไป (ถ้าเรามีเวลา) คือหาหนังสือเกี่ยวกับมดมาอ่านให้เขาฟัง หรือไม่ก็ลองเอาอาหารวางไว้ใกล้ๆ รังมดแล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำอะไรก็ได้ที่จะกระตุ้นความสนใจของเด็กในเรื่องนี้ต่อไป

จำไว้ว่า “ทำไม” เป็นคำถามที่เป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะนั่นแสดงว่าลูกของเรากำลังสนใจใคร่รู้ความเป็นไปในโลกใบนี้ และสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เราจะทำกับเด็กได้ก็คือการทำให้เขารู้สึกไม่ดีเวลาเขาถามคำถาม เช่นตอบแบบขอไปที หรือพูดตัดบทว่าเลิกถามได้แล้ว

ขอให้รับมือกับเจ้าหนูจำไมได้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปนะครับ!

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Shulamis Ossowsk’s answer to How do you manage the typical toddler asking the question “why” over and over again?

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) bit.ly/tgimstory3

นิทานลูกสาวพระพาย

20190426_wind

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มหลงรักหญิงสาวคนหนึ่งมานานแล้ว เขาจึงคิดว่าจะต้องรวบรวมความกล้าเพื่อบอกรักเธอเสียที

แต่หญิงสาวคนนี้เป็นคนเฉลียวฉลาดมาก เขาจึงใคร่ครวญอยู่นานว่าจะบอกรักเธออย่างไรดี

วันหนึ่งเมื่อสบโอกาสเหมาะ เขาจึงถามเธอว่า

“คุณเป็นลูกสาวของพระพายหรือเปล่า”

หญิงสาวแปลกใจ

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”

ชายหนุ่มมีกำลังใจขึ้น

“เวลาผมอยู่ใกล้คุณ ผมรู้สึกสบายใจจังเลย คุณทำให้ผมผ่อนคลาย เบาสบาย เหมือนมีสายลมอันสดชื่นพัดผ่านตลอดเวลา”

หญิงสาวยิ้ม

“เหรอคะ แต่บางครั้งสายลมอันเบาสบายก็อาจกลับกลายเป็นพายุได้เช่นกัน ในเวลาเช่นนั้น คุณจะทำยังไงคะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Thai Plum Village

หิวก็กิน

20190425

อิ่มก็หยุด

ง่วงก็นอน

งานมีก็ทำ

เหนื่อยก็พัก

เงินมีก็เก็บ

ไม่พอใจก็บอก

สนุกก็ขยับตัว

ปัญหาที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้นเพราะเราทำอะไรที่ขัดกันเอง

หิวแต่ไม่ยอมลุกไปทานข้าว

อิ่มแล้วแต่ยังสั่งชานมไข่มุก

ง่วงแล้วแต่ยังนอนไถฟีดต่อ

งานมีแต่ขอเปิดยูทู๊บไปด้วย

เหนื่อยแต่พักไม่ได้ (เพราะงานไม่เสร็จ)

เงินมีแต่ใช้จนติดลบ

ไม่พอใจแต่ยิ้มกลบ

สนุกแต่เก๊กนิ่ง

ชีวิตไม่ง่าย แต่ก็ตรงไปตรงมา

เราต่างหากที่ทำให้มันซับซ้อนไปเอง

ชีวิตไม่ใช่ popularity contest

20190424

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็อยากเป็นที่รัก และคงไม่มีใครอยากโดนเกลียดขี้หน้า

แต่ความอยากเป็นที่รักจนเกินเหตุก็อาจสร้างปัญหา เพราะมันจะทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย

เขาโยนงานมาให้ ก็ไม่กล้าปฏิเสธ

ลูกน้องทำงานไม่ได้เรื่อง ก็ไม่กล้าตำหนิ

เห็นกฎกติกาบางอย่างไม่เมคเซ้นส์ ก็ไม่กล้าตั้งคำถาม

เมื่อมัวแต่กังวลว่าใครจะมองเรายังไง เราก็จะกลายเป็นคนไม่มีจุดยืนและโดนล้ำเส้นตลอด

แต่ถ้าเรารู้จักขีดเส้น รู้จักปฏิเสธ รู้จักพูดในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ทิศทางชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไป

แน่นอนว่าระยะแรกมันย่อมสร้างความไม่พอใจ คะแนนนิยมเราอาจตกลงบ้าง แต่สุดท้ายเราจะได้ความเคารพและการยอมรับ ซึ่งมีคุณค่ากว่าความนิยมเป็นไหนๆ

เพราะชีวิตไม่ใช่ popularity contest เราจึงไม่ควรเอาใจคนอื่นจนยอมทิ้งหลักการ ความถูกต้อง และความเคารพในตัวเองไปครับ