ใครเห็นความโง่ คนนั้นเห็นโอกาส

20190520_stupidity

ใครที่เห็นความโง่ของตัวเอง เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะเป็นคนที่ฉลาดและดีกว่านี้

ใครที่เห็นความโง่ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่ เขาย่อมเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ

ใครที่เห็นความโง่ของคนอื่น เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม

ดังนั้น เมื่อพบกับความโง่ทั้งในตัวเองและในตัวคนอื่น อย่ามัวแต่เสียเวลาหงุดหงิดอยู่เลยนะครับ

โอกาสมารออยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

คำถามที่เราควรถามดีไซเนอร์

20190520_questionfordesigner

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง Wongnai ได้เชิญพี่เก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม มาแชร์ประสบการณ์ในกิจกรรม Wongnai WeShare

พี่เก่งเป็นผู้จัดงาน Creative Talk และเป็นผู้ก่อตั้งดิจิตัลเอเจนซี่นาม rgb72

เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว พี่เก่งเคยทำงานอยู่ที่นิวยอร์คให้กับบริษัทของมาร์ธ่า สจ๊วต (Martha Stewart) ผู้เป็นไอดอลเรื่องงานบ้านและสวนของแม่บ้านชาวอเมริกัน

พี่เก่งได้รับมอบหมายให้ออกแบบเว็บไซต์ eCommerce สำหรับขายดอกไม้

พี่เก่งมั่นใจตัวเองมาก เพราะในตอนนั้นมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องการออกแบบเว็บไซต์ เขาจึงใช้เวลาไม่นานในการคิดคอนเซ็ปต์เว็บขายดอกไม้นี้ก่อนจะเข้าไปนำเสนอกับมาร์ธ่า

ถึงวันที่ต้องคุยกัน พี่เก่งเข้าไปคุยกับมาร์ธ่าเพียงคนเดียว และเสนอว่าเว็บไซต์ควรจะมีธีมสีชมพู

แทนที่มาร์ธ่าจะออกความเห็นอะไร เธอถามกลับมาสั้นๆ แต่ผลกระทบนั้นยาวนาน

“ทำไมต้องชมพูนี้?”

ทำไมไม่ชมพูเข้มกว่านี้ หรือทำไมไม่ใช้ชมพูอ่อนกว่านี้

พี่เก่งพบว่าตัวเองตอบไม่ได้ ความมั่นใจที่พกมาหล่นหาย สำนึกได้ว่าเตรียมตัวมาน้อยเกินไป

พี่เก่งขอตัวกลับมาทำการบ้านอีกสองสัปดาห์ ศึกษาอย่างลงลึก พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย จนได้สีชมพูที่ตัวเองมั่นใจ

เมื่อต้องกลับมาคุยกับมาร์ธ่าอีกครั้ง พี่เก่งเตรียมคำตอบไว้สำหรับทุกคำถามที่มาร์ธ่าน่าจะอยากถาม

แต่เมื่อเอาดีไซน์ให้ดู มาร์ธ่าแค่พยักหน้าตอบว่า “โอเค”

ไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม คำตอบที่เตรียมไว้หลายย่อหน้าไม่ได้ถูกใช้งาน

เมื่อมองย้อนกลับไป มาร์ธ่าคงเก๋าพอที่จะอ่านเกมออกว่า พี่เก่งคงไปทำการบ้านมากอย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องถามอะไรอีก

พี่เก่งเลยให้ข้อคิดว่า เวลาเราใช้ให้ graphic designer ทำอะไร แม้เราจะไม่มีความรู้ด้านกราฟิกหรือไม่มีหัวศิลปะเลยก็อย่ากังวล เพราะเราสามารถตรวจงานได้ง่ายๆ ด้วยคำถามที่ว่า

“ทำไมถึงทำอย่างนี้”

ทำไมถึงวางโลโก้ไว้ตรงนี้ ทำไมถึงเลือกใช้โทนสีนี้ ทำไมถึงใช้ฟอนต์นี้

ทำไม ทำไม ทำไม

ดีไซเนอร์ที่ดีจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ เพราะทุกเรื่องผ่านการคิดมาอย่างละเอียดแล้ว

ถ้าเขาตอบไม่ได้ แสดงว่าเขาอาจจะยังไม่ได้เต็มที่พอ

ผมว่าเราสามารถใช้แนวทางคำถามนี้เวลาทำงานกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์ด้วยก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

กฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน

20190520_newtonfirstlaw

อะไรที่เคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ

ส่วนอะไรที่อยู่กับที่ก็จะอยู่กับที่ไปอย่างนั้น

แม้จะเป็นกฎทางฟิสิกส์ แต่ก็สะท้อนความจริงของชีวิตได้เช่นกัน

ถ้าแต่ละวันเราเอาแต่ดูทีวีหรือไถฟีด เมื่อพระอาทิตย์ตกดินชีวิตคงไม่ต่างกับตอนพระอาทิตย์ขึ้น

เมื่อชีวิตไม่มีการเคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่กับที่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งวันพรุ่งนี้และมะรืนนี้

ในทางกลับกัน หากเราลงมือทำอะไรบางอย่าง อะไรก็ได้ที่ออกมาจากความตั้งใจและความมุ่งหมายของเรา ทางที่เคยปิดก็อาจเปิด ทางที่ไม่คิดว่ามีก็อาจมีขึ้นมา

จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน

เมื่อมนุษย์ลงมือทำและขยับเขยื้อนอย่างเต็มสูบ อะไรก็หยุดเขาได้ยากนะครับ

ถ้าเราผิดหวังกับใครบางคนบ่อยๆ

20190520_disappoint

แสดงว่าเขาไม่ได้ผิด

ผิดที่เราเองที่ไปคาดหวังมากเกินไป ทั้งๆ ที่ประสบการณ์ก็สอนเราแล้วว่าเขาเป็นคนแบบไหน อะไรที่เขาให้ความสำคัญ อะไรที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญ

แต่เราชอบเผลอคิดไปว่าเขาจะใช้ไม้บรรทัดเดียวกับเรา เลยคาดหวังว่าเขาจะให้ความสำคัญในสิ่งเดียวกัน

เมื่อมองไม่เห็นความจริง ก็ไม่แคล้วที่จะต้องผิดหวังอยู่อย่างนี้

ผิดหวังไปเรื่อยๆ จนกว่าเราเรียนรู้ที่จะเลิกหวัง แล้วหาทางรับมือกับมันด้วยสติและปัญญาครับ

ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ

20190520_doitanyway

วันพุธที่แล้ว ผมได้ไปเข้าร่วมสัมมนา Happiness Mastery ที่จัดโดยเพจ Trick of the Trade ที่หอศิลป์กรุงเทพ

หนึ่งในวิทยากรคือคุณแท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ และผู้เขียนหนังสือขายดีหลายเล่ม

พี่แท็ปมาแชร์เรื่องการจัดการระเบียบชีวิตตัวเอง เมื่อเรามีความฝันหรือเป้าหมายระยะยาว เราก็ต้องมีเป้าหมายระยะกลางและเป้าหมายประจำวันที่สอดคล้องกัน

สิ่งที่คนเรามักจะขาดก็คือเป้าหมายประจำวันที่จะพาเราเข้าใกล้ความฝันขึ้นอีกนิด

คนไม่น้อยมี new year resolution อย่างการน้ำหนัก แต่กลับไม่มีเป้าหมายประจำวันที่เรียกว่า MIT หรือ Most Important Tasks ที่พาไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

พี่แท็ปมีความฝันที่จะไปบอสตันมาราธอน ซึ่งเป็นรายการเมเจอร์ที่เข้าร่วมยากมากๆ เพราะต้องเคยวิ่งมาราธอนด้วยเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง 10 นาทีถึงจะเข้าร่วมรายการนี้ได้

พี่แท็ปเลยจ้างโค้ชประจำตัวและซ้อมวิ่งทุกวัน การซ้อมในแต่ละวันถือเป็นหนึ่งใน MIT ที่จะพาพี่แท็ปไปบอสตันในอนาคตได้

เมื่อพูดจบและเปิดโอกาสให้คนในห้องส่งถามคำถาม หนึ่งในคำถามก็คือพี่แท็ปเคยมีวันที่ขี้เกียจบ้างมั้ย

พี่แท็ปตอบว่า ขี้เกียจทุกวันครับ ไม่มีวันไหนไม่ขี้เกียจ น้อยมากที่จะมีวันที่ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าอยากออกไปซ้อมจังเลยๆ

แต่ถึงขี้เกียจแค่ไหนก็ยังพาตัวเองออกไปซ้อมวิ่งอยู่ดี

มันทำให้ผมนึกหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่ย้ำกับลูกศิษย์เสมอว่า ขยันก็ภาวนา ขี้เกียจก็ภาวนา

เป็นการง่ายเหลือเกินที่จะปล่อยให้การกระทำเป็นไปตามสภาวะอารมณ์ และนั่นคือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

ดังนั้น ถ้าอยากบรรลุ(เป้าหมาย) เราก็ต้องเป็นคนที่ไม่สนดินฟ้าอากาศทางอารมณ์

ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ เท่านั้นเอง