ลูกน้องที่ดีต้องมีแผน

(เคล็ดวิชาชีวิตจาก อาจารย์ไพรินทร์ IMET MAX)

สองเดือนที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนโครงการ IMET MAX อีกสองท่านได้รับโอกาส mentoring กับดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันอาจารย์ไพรินทร์เป็นกรรมการอิสระ-กรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และนายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี หรือ VISTEC

ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันสองครั้ง ได้แง่คิดและความรู้กลับมามากมาย นี่คือส่วนหนึ่งที่ขอนำมาเล่าไว้ในบล็อก Anontawong’s Musings ครับ

ถ้าเราให้ความสำคัญจริง เราจะมีเวลาเอง

เราถามอาจารย์ไพรินทร์ว่า ความรับผิดชอบเยอะขนาดนี้ ทำงานหนักขนาดนี้ ทำไมยังดูสุขภาพแข็งแรง หน้าตายังผ่องใสอยู่ (ปีนี้อาจารย์อายุ 67 ปี)

อาจารย์ตอบว่าไม่ได้มีอะไรมาก ตอนเช้าพยายามเดินรอบบ้านให้ได้วันละหนึ่งชั่วโมง มียกดัมเบลบ้าง และกีฬาอีกอย่างที่ชอบเล่นคือตีกอล์ฟกับเพื่อน

แต่ก่อนอาจารย์ไพรินทร์ไม่สนใจเรื่องการตีกอล์ฟ เพราะรู้สึกว่าใช้เวลาเยอะและต้องตื่นแต่เช้า

แต่เมื่อต้องขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง mentor ของอาจารย์ไพรินทร์ก็แนะนำว่าควรหัดตีกอล์ฟ เพราะการเจรจาระหว่างตีกอล์ฟมักจะเป็นการเจรจาที่ราบรื่น ผิดกับตอนเจรจาในห้องประชุมที่ต่างฝ่ายต่างจ้องเอาชนะกัน

เมื่อเริ่มตีกอล์ฟเป็นและเริ่มสนุกกับมัน อาจารย์ก็พบว่าการตื่นตีสี่มาตีกอล์ฟไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ตีเสร็จเก้าโมงเช้า สิบโมงไปทำงานได้สบาย

“ถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร เราจะมีเวลาให้มันเอง ถ้าปากคุณบอกว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่คุณไม่เคยมีเวลาให้กับมัน แสดงว่าคุณยังไม่ได้เห็นความสำคัญของมันจริงๆ หรอก”

แม้เดี๋ยวนี้อาจารย์ไพรินทร์จะไม่ต้องเจรจาธุรกิจแล้ว แต่ก็ยังไปออกรอบกับเพื่อนสนิทบ่อยๆ เพราะกอล์ฟเป็นกีฬาไม่กี่อย่างที่คนวัยเกษียณยังเล่นได้ดี ช่วยให้ได้ออกกำลังกายด้วยการเดินนับหมื่นก้าว

.

ลูกน้องที่ดีต้องมีแผน

อาจารย์ไพรินทร์เคยทำงานให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี โดยคุยกันผ่านไลน์

เมื่อรู้ว่าเจ้านายมีเวลาไม่มากนัก อาจารย์จะเขียนสรุปให้สั้นๆ โดยมีทางเลือก Option A, Option B, Option C และอาจารย์จะบอกด้วยว่าตัวเองแนะนำให้เลือก Option ไหน

อาจารย์บอกว่า ลูกน้องที่ดี จะต้องสรุปสาระสำคัญให้ตรงประเด็นและรวบรัด เพื่อให้เจ้านายที่มีเวลาน้อยตัดสินใจได้

“เราต้องเป็น A man with a plan เสมอ และไม่ใช่มีแค่แผนเดียวด้วย ต้องมี Plan A, Plan B, Plan C เพื่อมอบทางเลือกให้กับเจ้านายของเรา”

.

ผู้นำที่ดีต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ

อาจารย์ไพรินทร์บอกว่าเคล็ดลับการเป็นผู้นำ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้ทั้งพระเดชและพระคุณในแบบพอดีๆ

ถ้าใครใช้พระเดชอย่างเดียว สั่งการ บังคับ ด่าลูกน้อง ถือว่าใช้ไม่ได้ ไปไหนได้ไม่ไกล

ถ้าใครใช้แต่พระคุณอย่างเดียว ใจดีกับลูกน้องเกินไป ไม่กล้าลงมือกับคนผิด อันนี้ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน

จะเป็นผู้นำ จึงต้องมีทั้งสองอย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

.

เคล็ดลับจากเชอร์ชิล

ผู้นำบางคนพูดต่อหน้าสาธารณชนไม่เก่ง พูดแล้วหาลานจอดไม่ได้

อาจารย์ไพรินทร์ชอบคำของ Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ที่แนะนำไว้ว่า speech ที่ดีนั้นเหมือนกระโปรงผู้หญิง มันควรยาวพอที่จะครอบคลุมสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องสั้นพอที่จะดึงความสนใจ

“A good speech should be like a woman’s skirt; long enough to cover the subject and short enough to create interest.”

.

ตั้งสติก่อนเอ่ยคำ

อาจารย์ไพรินทร์ย้ำหลายครั้งว่า เมื่อเราพูดอะไรออกไปแล้ว คำพูดจะเป็นนายเรา

ดังนั้น ก่อนจะพูดอะไร ต้องตั้งสติให้ดี หากสิ่งที่เราพูดออกไปมันถูกต้องเที่ยงตรง สิ่งที่ตามมาก็จะถูกต้องเที่ยงตรง

แต่หากเราพูดอะไรที่มันบิดเบี้ยวออกไป สิ่งที่ตามมาก็จะบิดเบี้ยวไปด้วยเช่นกัน

เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการตั้งสติ คือสูดลมหายใจแรงๆ แล้วฮึบ ก่อนจะเอ่ยปากหรือกระทำการใด

.

อย่าไปกลัวเอไอ

ผมถามอาจารย์ว่า จะเลี้ยงลูกอย่างไรให้พร้อมรับมือกับ ChatGPT ที่ฉลาดขึ้นทุกวัน

อาจารย์บอกว่าไม่ต้องไปห่วงลูกๆ เราหรอก พวกเขาเป็น digital native เกิดมาก็คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดีอยู่แล้ว เขาเอาตัวรอดได้

ที่ต้องห่วงคือคนรุ่น Gen Y ขึ้นไปมากกว่า เพราะพวกเราเป็น digital immigrants

“อย่าไปกลัวเอไอ แต่จงศึกษาและทำความเข้าใจ จะได้อยู่ร่วมกับมันได้”

.

การศึกษา 4.0

อาจารย์ไพรินทร์บอกว่า หน้าที่ของครูสมัยก่อน คืออ่านหนังสือแล้วเอามาสอนเด็กๆ

แต่ตอนนี้อาจารย์ที่อ่านหนังสือได้เยอะที่สุด และจำได้แม่นที่สุดก็คือเอไอ

ดังนั้นหน้าที่ของคุณครูจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่คนสอน แต่ต้องเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้หรือ facilitator

ส่วนบทบาทของเด็กนักเรียนก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป การรู้คำตอบจะไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าแต่ก่อน เพราะเอไอรู้คำตอบอยู่แล้ว

สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถาม ถ้าตั้งคำถามได้ดี ก็จะได้คำตอบที่ดี แต่ถ้าตั้งคำถามมั่วซั่ว ก็จะได้คำตอบมั่วซั่ว

สมัยนี้ถึงเกิดศาสตร์และวิชาชีพที่เรียกว่า prompt engineering คือจะเขียน prompt ป้อนให้กับเอไออย่างไรถึงจะได้คำตอบที่มีประโยชน์และตอบโจทย์อย่างแท้จริง

ความฉลาดหลักๆ มีสี่ด้านด้วยกัน คือ IQ, EQ, AQ และ SQ

AQ คือ Adversity Quotient ความสามารถในการเผชิญปัญหา

SQ คือ Social Quotient คือความฉลาดทางสังคม

แต่ก่อนโรงเรียนจะสอนให้เด็กพัฒนา IQ เป็นหลัก แต่ตอนนี้เอไอมีไอคิวพอๆ กับคนคือประมาณ 90 แล้ว ดังนั้นคนที่ใช้เอไอก็จะมี IQ สูงขึ้นได้ทันที

เมื่อโรงเรียนไม่จำเป็นต้องพัฒนา IQ มากเท่าแต่ก่อน สิ่งที่โรงเรียนควรโฟกัสคือพัฒนาความฉลาดด้านอื่นๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น EQ, AQ หรือ SQ โดยฝึกให้เด็กรู้ทันและจัดการอารมณ์ตัวเอง กล้าเผชิญความยากลำบาก และทำงานเป็นทีมได้

อาจารย์บอกว่าการเรียนรู้สมัยก่อนเป็น mono-disciplinary ใครที่รู้อะไรก็จะรู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว

แต่โลกสมัยใหม่เราต้องเรียนรู้แบบ multi-disciplinary เอาความรู้ศาสตร์ต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อให้เห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้มันไปกระทบส่วนอื่นๆ อย่างไรบ้าง

.

ระวังเงินเฟ้อ

ช่วงที่อาจารย์ไพรินทร์เป็น CEO ของปตท. ชอบมีคนมาถามว่าหุ้นปตท.จะขึ้นหรือไม่ อาจารย์ตอบว่าไม่รู้ พรุ่งนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงเขายังไม่รู้เลย

มีช่วงหนึ่งอาจารย์เคยชื่นชอบเรื่องการเทรดหุ้นวันต่อวัน แต่พอได้ยินผู้ใหญ่บางท่านคุยกันเรื่องปั่นราคาหุ้น จึงเข้าใจว่าตัวเองเป็นแค่แมงเม่า อาจารย์เลยหยุดเทรดหุ้นตั้งแต่นั้นมา

ในเวลานี้ หุ้นที่อาจารย์ถือส่วนใหญ่คือหุ้น blue chip ในเมืองไทยเพื่อรอรับเงินปันผล อาจารย์ไม่ได้ซื้อหุ้นในอเมริกา เพราะเห็นว่าอเมริกาปริ๊นท์เงินไม่หยุด (ผมลองดูข้อมูล ช่วงปี 2020-2022 อเมริกา “เสกเงิน” เข้าระบบประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์) และทำให้อเมริกามีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงขึ้นทุกปี ซึ่งอาจารย์ไม่แน่ใจว่าการบริหารเศรษฐกิจแบบนี้จะยั่งยืนแค่ไหน

เมื่อมีเงินไหลเข้าระบบไม่หยุดหย่อน จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อ เราจึงควรมองการลงทุนในสินทรัพย์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ด้วย (hedge against inflation) เช่นทองหรือที่ดิน

.

เชื่อมั่นในคลื่นลูกใหม่

เนื่องจากนี่ (อาจ) เป็นการกินข้าวด้วยกันครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับไปจับคู่กับ mentor ท่านเดิม เราจึงถามอาจารย์ว่ามีเรื่องอะไรที่คนวัยพวกผมควรจะใส่ใจหรือระมัดระวังเป็นพิเศษหรือไม่

อาจารย์ตอบว่า ไม่มีหรอก ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง คนรุ่นคุณเก่งกว่าคนรุ่นผม คลื่นลูกใหม่ย่อมแทนที่คลื่นลูกเก่า ไม่อย่างนั้นโลกของเราคงไม่ก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

“ผมจะรอดูพวกคุณประสบความสำเร็จ” อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


Reflections

อาจารย์ไพรินทร์เป็นหนึ่งในคนที่ไอคิวและความจำดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย

ตอนฟังอาจารย์เล่าเรื่องราวต่างๆ ได้แต่คิดในใจว่า “ทำไมรู้ลึก รู้กว้างได้ขนาดนี้” ทั้งด้านการศึกษา ด้านพลังงาน ด้านการเมือง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics)

อาจารย์คือตัวอย่างของคน multi-disciplinary อย่างแท้จริง เป็นทั้งวิศวกร เป็นแบงค์เกอร์ เป็นนักการเมืองที่เคยทำงานกับข้าราชการ และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นครู และตอนนี้งานหลักของอาจารย์ก็คือการถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นถัดไป

คงจะจริงอย่างว่า การได้คุยกับบัณฑิตเพียงชั่วโมงเดียวอาจได้รับ “ทรัพย์สินทางปัญญา” มากกว่าการอ่านหนังสือเป็นสิบเล่ม

ขอบคุณโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5 ที่ให้โอกาสผมและเพื่อนได้รับประสบการณ์อันมีค่านี้ครับ

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมได้จากหนังสือ Think Again ของ Adam Grant ก็คือการตั้งคำถามกับชุดความเชื่อที่เรามี

ชุดความเชื่อบางอย่างเข้ามายึดครองพื้นที่ในใจหรือในอุดมการณ์ของเราตั้งแต่เมื่อ 5 ปี 10 ปี หรือแม้กระทั่ง 20 ปีที่แล้ว

เรามี “ภาพฝัน” ว่าชีวิตที่ดีควรเป็นแบบนี้ การงานที่ดีควรเป็นแบบนี้ ความรักที่ดีควรเป็นแบบนี้

และภาพฝันที่สลัดยากที่สุด คือตัวตนของเราควรเป็นแบบนี้

ผมขอยกตัวอย่างสองเรื่องของตัวเอง

ฤดูกาล 1998/99 คือฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะทำได้ นั่นคือการกวาดสามแชมป์ ทั้ง Premier League, FA Cup และ Champions League

ผมยังเรียนอยู่ปี 1 ในตอนนั้น และอดตาหลับขับตานอนเชียร์ทุกนัดที่แมนยูลงแข่ง

นัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกที่แมนยูเตะกับบาเยิร์นมิวนิค รู้ทั้งรู้ว่าเช้านั้นมีสอบปลายภาควิชาฟิสิกส์ ผมก็ยังตื่นมาดู กว่าจะได้นอนอีกทีก็เกือบตีห้า และตื่นเจ็ดโมงเช้าเพื่อไปสอบ

จากนั้นมาผมก็ติดตามแมนยูตลอด ต่อให้แมทช์จะดึกแค่ไหนก็จะต้องดูถ่ายทอดสด เวลาทีมแพ้ในนัดสำคัญก็จะซึมไปหลายวัน

แต่หลังจากมีครอบครัว มีลูก ผมดูถ่ายทอดสดแมนยูเตะน้อยลงไปเยอะ ฤดูกาลนี้ยังไม่ได้ดูเต็มแมทช์เลยซักนัด ใช้วิธีดูไฮไลท์ในวันรุ่งขึ้นแทน

ถ้าเป็นตัวผมสมัยก่อน คงจะดูแคลนตัวผมในตอนนี้ เพราะถ้าจะเป็น “เด็กผีตัวจริง” มันต้องทุ่มเทกว่านี้ ต้องตื่นมาดูถ่ายทอดสดแม้ว่ามันจะทำให้เราง่วงไปทั้งวัน ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเวลาทีมที่ตัวเองแพ้ ต้อง ฯลฯ

แต่เมื่อระลึกได้ว่า จริงๆ แล้วเรา “ไม่ต้อง” ทำอะไรทั้งนั้น ความคาดหวังต่างๆ เป็นสิ่งที่เราคิดไปเอง เราสามารถเชียร์ทีมที่ตัวเองรักโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเหมือนสมัยก่อน


อีกตัวอย่างหนึ่ง

ผมเริ่มเขียนบล็อกแบบจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 โดยตั้งเป้าว่าจะเขียนทุกวัน ซึ่งเอาจริงๆ ก็มีหลุดบ้าง แต่ทุกปีก็จะเขียนได้ประมาณปีละ 350 บทความ

เมื่อปี 2017 ตอนที่เขียนได้ครบ 1,000 บทความ ผมก็ประกาศว่าถ้าเขียนได้ (เกือบ) ทุกวันแบบนี้ ผมจะเขียนครบ 10,000 บทความก่อนอายุ 72 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผมยึดถือมาตลอด

แต่ถ้าใครติดตามบล็อกนี้มานาน อาจจะพบว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความถี่ในการเขียนบทความของผมลดลง บางสัปดาห์อาจจะโพสต์แค่ 2-3 ตอนเท่านั้น

เหตุผลก็คือผมอยากทดลองดูว่าถ้าไม่เขียนทุกวันมันจะเป็นยังไง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยกล้าทำ เพราะกลัวจะเสียชื่อ “คนที่เขียนบล็อกทุกวัน” และกลัวว่าจะไปไม่ถึง 10,000 บทความตามที่เคยประกาศเอาไว้

แต่ผมก็ได้พบว่า การนิยามตัวเองว่า “เป็นคนเขียนบล็อกทุกวัน” และ “ต้องไปให้ถึง 10,000 บทความ” เป็นเป้าหมายของตัวเองเมื่อนานมาแล้ว

มาถึงวันนี้ “ส่วนผสม” และ “สัดส่วน” ของสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แล้วเหตุใดผมถึงต้องยึดติด – หรือติดกับ – กับเป้าหมายที่ตัวเองในวัยเด็ก(กว่า) ตั้งเอาไว้

สิ่งที่ผมเคยต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการขนาดนั้นอีกต่อไป

ในวันนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือการมีเวลาว่างมากขึ้น ใช้เวลากับลูกและภรรยามากขึ้น โดยไม่ต้องคอยพะวงหรือรู้สึกผิดว่าวันนี้ยังไม่ได้เขียนบล็อก และถ้ามันจะไปไม่ถึง 10,000 บทความก็ไม่เป็นไร


เขียนมายืดยาว เพียงเพื่อต้องการจะบอกว่าอย่าไปยึดติดกับเป้าหมาย หรือตัวตนของเราในอดีต

เราไม่จำเป็นต้องหวงแหนตัวตนที่สร้างเอาไว้ในจินตภาพ ตัวเราในวันนี้ไม่จำเป็นต้องคิดหรือทำเหมือนกับตัวเราเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าตัวเราในวันนี้ฉลาดและมีประสบการณ์มากกว่าตัวเราในวันก่อนตั้งเยอะ

แต่คนไม่น้อยก็ยังยืนยัน – หรือดึงดัน – ที่จะทำแบบเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะเราเป็นคนแบบนี้”

นั่นย่อมทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะ “ได้ลองเป็นคนแบบอื่น” ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดาย และปิดกั้นความเป็นไปได้เกินไปหน่อย

ถ้าเรากล้าปล่อยมือจากเป้าหมายหรือตัวตนที่เรายึดถือมันมานาน เราอาจพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

นี่คือคำถามสำคัญ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้นะครับ

ออกกำลังกายวันนี้ ทำงานดีขึ้นวันพรุ่งนี้

ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ Harvard Business Review คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากออกกำลังกายแต่ยังทำได้ไม่สม่ำเสมอครับ

ตามสถิติ โลกนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 1.4 พันล้านคนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่เพียงพอ (physical inactivity) ยิ่งตอนนี้หลายคนทำงานที่บ้าน โอกาสได้ขยับเขยื้อนร่างกายยิ่งน้อยลงไปอีก

ว่ากันว่าการออกกำลังกายจะช่วยให้ทำงานดีขึ้น หลายคนอาจจะเคยมีลูกฮึด ตื่นมาวิ่งแต่เช้า แล้วกลับพบว่าระหว่างวันง่วงมาก ทำงานไม่ค่อยไหว ก็เลยรู้สึกเข็ด

ความจริงก็คือ การออกกำลังกายมักจะไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานในวันนี้ แต่ส่งผลต่อการทำงานในวันพรุ่งนี้มากกว่า

มีปัจจัยหลัก 3 ข้อที่การออกกำลังกายช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นในวันถัดมา

  1. เราจะนอนหลับอย่างมีคุณภาพ เพราะการเคลื่อนไหวจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เราหลับได้ลึก
  2. เราจะมี vigor หรือความรู้สึกมีชีวิตชีวากว่าเดิม
  3. เราจะมีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น

งานวิจัยพบว่า การได้ออกกำลังกายเพียงวันละ 20 นาที ก็มากพอที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในวันถัดไปแล้ว

ใครที่ไม่อาจหาเวลา 20 นาทีออกกำลังกาย หรืออุปกรณ์ไม่พร้อม ผมแนะนำให้ลองเสิร์ช 7-minute scientific workout ซึ่งเป็นท่าออกกำลังกาย 12 ท่าที่ทำที่บ้านได้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรนอกจากเก้าอี้ และใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 9 นาที (ออกกำลังกาย 7 นาที พัก 2 นาที)

ที่ผ่านมา บางคนไม่ค่อยออกกำลังกายเพราะเอาเวลาไปทุ่มเทกับการทำงาน

แต่ยิ่งถ้าเราเป็นคนชอบทำงาน การออกกำลังกายคือหนึ่งในวิธีที่เพิ่มพูน productivity ได้ดีที่สุดครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Harvard Business Review: To Improve Your Work Performance, Get Some Exercise

เราชอบคิดว่าเราไม่มีทางเลือก

พอโตเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์มักจะหล่อหลอมและแช่แข็งให้เรามีชุดความเชื่อว่า สิ่งนี้ทำได้-สิ่งนั้นทำไม่ได้

เมื่อคิดว่ารู้คำตอบอยู่แล้ว เราจึงเลิกตั้งคำถาม

พอปิดกั้นความเป็นไปได้ใหม่ๆ แต่ละวันจึงตายตัวและวนลูป

หากเราไม่โอเคกับสภาพที่เป็นอยู่ สิ่งที่ควรถามก็คือ “เราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”

ถ้าคำตอบคือ “ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ตลอดไป” นั่นคือสัญญาณว่าเราควรทำอะไรต่างไปจากเดิม

แล้วเสียงในหัวก็จะเถึยงขึ้นมาอีกว่า ก็มันเลือกไม่ได้นี่

จริงๆ แล้วเราสามารถเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก ที่คิดว่าเราเลือกไม่ได้ เพราะเรากลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา

สมมติว่างานปัจจุบันนั้นไร้ความสุขและไร้อนาคต แต่เราก็ไม่ยอมเปลี่ยนงาน เพราะว่ามีภาระต้องดูแล เราจึงบอกว่าไม่มีทางเลือก แต่แท้จริงแล้วเราเลือกที่จะเปลี่ยนงานได้ถ้าเราพร้อมรับความเสี่ยง เช่นงานใหม่ไม่เวิร์ค ได้เงินน้อยกว่าเดิม ไม่ได้มีหน้ามีตาเท่าเดิม ไม่สามารถดูแลคนที่เรารักได้ดีเหมือนแต่ก่อน

แน่นอนว่าไม่ได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ถ้าเราพร้อมเผชิญหน้ากับมัน

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่เราขาดแคลนทางเลือก โจทย์อยู่ที่เราขาดแคลนความกล้า

เมื่อเรานิยามโจทย์เสียใหม่ ความเป็นไปได้ก็เปิดกว้าง เราจะเริ่มตั้งคำถามและมองหาทางออก แทนที่จะพร่ำบอกตัวเองว่ามันคือทางตัน

คิดให้ดี คิดให้ถี่ถ้วน แล้วถ้าสุดท้ายได้ข้อสรุปเหมือนเดิมก็ไม่เห็นเป็นไร โลกกำลังหมุนไว เดือนหน้ากลับมาคิดใหม่ก็อาจได้ข้อสรุปที่แตกต่าง

เราชอบคิดว่าเราไม่มีทางเลือก

แต่ถ้าเรากล้าตั้งคำถาม และกล้าเผชิญผลลัพธ์ที่ตามมา เราจะรู้ตัวว่าเรามีทางเลือกเสมอครับ

คิดอย่างไรถึงจะไม่อิจฉาคนที่ชีวิตดีกว่าเรา

เคยมีการทดลองหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรานั้นช่างเปรียบเทียบแค่ไหน

ต้องขออภัยที่ผมจำแหล่งข้อมูลไม่ได้แล้ว เลยขอยกตัวอย่างเนื้อหาที่น่าจะช่วยให้เห็นภาพตามได้

สมมติให้เลือกระหว่าง

A เราได้รับเงินเดือน 100,000 บาทเท่าเพื่อนทุกคนในทีม

B เราได้รับเงินเดือน 110,000 บาท โดยที่เพื่อนคนอื่นๆ ในทีมได้เงินเดือน 120,000 บาท

ข้อไหนที่จะทำให้เรามีความสุขมากกว่ากัน?

แม้ว่าการเลือกข้อ B จะทำให้เรามีเงินมากกว่าข้อ A ถึง 10,000 บาท แต่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ลังเล บางคนอาจจะเลือกข้อ A ด้วยซ้ำ

“ความสุข” หรือ “ความสำเร็จ” ของปุถุชนจึงไม่ได้วัดจากค่าสัมบูรณ์ในตัวมันเอง แต่ต้องดูที่ค่าสัมพัทธ์ด้วย เผลอๆ ค่าสัมพัทธ์นี่เป็นตัววัดหลักเลยด้วยซ้ำ

เมื่อมนุษย์นั้นช่างเปรียบเทียบและขี้อิจฉา โซเชียลมีเดียก็เหมือนถูกสร้างมาเพื่อจี้จุดอ่อนนี้

ไม่ว่าชีวิตเราจะก้าวหน้าไปแค่ไหน มันจะมีคนที่การงานดีกว่าเรา ได้ไปเที่ยวบ่อยกว่าเรา ขับรถหรูกว่าเรา แฟนสวยกว่าเราโผล่ขึ้นมาในฟีดให้ “ความสุขสัมพัทธ์” ของเราลดลงเสมอ

วิธีแก้อย่างหนึ่งก็คือเล่นโซเชียลให้น้อยลง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้หรืออดไม่ได้ ก็อาจจะมีวิธีคิดที่ช่วยให้เราสบายใจขึ้น

จากการสังเกตของผมเอง คนรอบตัวผมที่ทำงานเก่งระดับเทพนั้นไม่ค่อยโพสต์เรื่องงานลงโซเชียลเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะโพสต์เรื่องสัพเพเหระหรือเรื่องครอบครัว

และหลายคนที่แสดงตนในโลกโซเชียลว่าเก่งมาก จัดการชีวิตได้ดีมาก เมื่อเจอตัวตนจริงๆ กลับพบว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต่างจากศิลปินหลังเดินลงจากเวที

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยเขียนไว้ว่า

“Social media makes more sense when you view it as a place people go to perform rather than a place to communicate.”

เราจะเข้าใจโซเชียลมีเดียมากขึ้นหากเรามองว่ามันคือพื้นที่เพื่อการแสดง ไม่ใช่พื้นที่เพื่อการสื่อสาร

หนึ่งในสิ่งที่มีอานุภาพที่สุดของโซเชียลมีเดียคือ validation หรือความยอมรับ

สมัยก่อนถ้าเขียนบล็อกลงในเว็บเฉยๆ ผมไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เข้ามาอ่านนั้นชอบรึเปล่า แต่หากผมโพสต์บทความนี้ลงในเพจ Facebook แล้วมีคนกดไลค์กดแชร์เยอะ ผมก็ใจฟู เพราะแสดงว่ามีคนชอบและยอมรับบทความของผม

ผมจึงมีสมมติฐานอย่างหนึ่งว่า คนที่โพสต์ลงโซเชียลบ่อยๆ บางคนก็ทำไปเพราะต้องการ validation หรือการแสวงหาความยอมรับว่าตัวเขามีความสำคัญ

ขณะที่บางคนที่ได้รับการเติมเต็มจากโลก offline ไปเรียบร้อยแล้ว ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องโพสต์ลงโซเชียลเพื่อแสวงหาความยอมรับจากใคร

เมื่อห้าปีที่แล้วผมเคยเขียนไว้ในบทความ “ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์”

“คนที่หน้าตาดีจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองหน้าตาดี คนที่มีฐานะจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีฐานะ และคนที่มีบารมีจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีบารมี

การที่เราต้องพิสูจน์ อาจแปลว่าเรายังขาดสิ่งนั้นอยู่ก็ได้

ในทางกลับกัน การเติบโตอย่างแท้จริง หรือการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง อาจหมายถึงการไปถึงจุดที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งทุกอย่าง แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง

ถ้าทำได้ เราก็แค่รู้ตัวว่าทำได้ ไม่จำเป็นต้องอวดใคร

ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่าเราทำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องอายใคร

ถ้าเราสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ ผมว่ามันก็น่าจะดีนะครับ”

ดังนั้น ถ้ากลับมาที่โจทย์หลักของบทความนี้ ว่าในเมื่อเราเป็นมนุษย์สัมพัทธ์โดยกำเนิด เราควรจะมีความคิดเห็นอย่างไรถึงจะไม่อิจฉาคนที่(ดูเหมือน)ชีวิตดีกว่าเรา

ก็คือการตระหนักว่า snapshot บนโซเชียลที่แสดงถึงชีวิตดีๆ นั้น บางทีมันเป็นเพียงแค่ performance พอวางกล้องลงแล้วเขาก็เป็นคนธรรมดา เผลอๆ จะมีบางมุมที่เขาขาดแคลนกว่าเราด้วยซ้ำ

ฟังดูเหมือนนิทานองุ่นเปรี้ยว แต่ผมว่ามันเป็นวิธีคิดที่น่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าการมองเห็นแต่มุมสวยงามแล้วเผลอคิดว่าชีวิตเราควรจะเป็นแบบนั้นบ้างครับ