สมการความสุข / สมการความทุกข์

ผมเคยเขียนถึงสมการความสุขไว้ในบล็อกนี้หลายครั้งว่า

Happiness = Reality – Expectations

ความสุขเท่ากับความจริงลบความคาดหวัง

ถ้าความจริงมันดีกว่าที่เราคาดหวัง เราก็จะมีความสุข

ถ้าความจริงมันแย่กว่าที่เราคาดหวัง ผลออกมาย่อมเป็นลบ นั่นแสดงว่าเรากำลังมีความทุกข์

ยิ่งเรามีความคาดหวังมากเท่าไหร่ เรายิ่งเพิ่มโอกาสที่จะมีความทุกข์มากเท่านั้น

แต่ถ้าเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย เราก็จะเป็นคนที่มีความสุขได้ง่ายมาก

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง ก็คือเราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ความจริงย่อมเปลี่ยนไป แต่คนเราก็ยังยึดติดกับความเคยชินและความคาดหวังเดิมๆ

เมื่อความจริงเปลี่ยน แต่เราคาดคั้นให้มันเป็นเหมือนเดิม ความสุขก็อาจลดน้อยถอยลงได้เช่นกัน

อีกสมการหนึ่งที่ผมเพิ่งเจอและอยากเอามาเขียนในบล็อกนี้เป็นครั้งแรก ก็คือสมการความทุกข์

Suffering = Pain x Resistance

ความทุกข์เท่ากับความเจ็บปวดคูณด้วยการต่อต้าน

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดของ Haruki Murakami ที่เคยบอกไว้ว่า “Pain is inevitable. Suffering is optional”

ความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราเลือกได้

เมื่อความเจ็บปวดหรือสิ่งไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นทางกายหรือทางใจ ยิ่งเรายิ่งต่อต้านมันเท่าไหร่ เรายิ่งทุกข์มากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ถ้าเราไม่ต่อต้าน และยอมรับอย่างที่มันเป็น กายอาจจะยังทุกข์อยู่ แต่ความทุกข์ทางใจจะน้อยลงอย่างแน่นอน

Happiness = Reality – Expectations

Suffering = Pain x Resistance

คาดหวังให้น้อย ต่อต้านให้น้อย แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลงครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Master of Change: How to Excel When Everything Is Changing – Including You by Brad Stulberg

ชีวิตคือการแก้ปัญหา

อยู่คนเดียวก็มีปัญหา มีคู่ก็มีปัญหา

ตกงานก็มีปัญหา งานหนักก็มีปัญหา

สุขภาพไม่ดีก็มีปัญหา ตื่นมาออกกำลังกายทุกวันก็มีปัญหา

Mark Manson เคยบอกไว้ว่า เราไม่มีทางขจัดปัญหาออกไปจากชีวิต สิ่งที่เราพอทำได้ คือเอาปัญหาเก่าไปแลกปัญหาใหม่ หรือไม่ก็ “อัพเกรด” ปัญหาเหล่านั้น

ความเติบโตหรือความก้าวหน้า จึงไม่ใช่การมุ่งสู่ชีวิตที่ไร้ปัญหา แต่คือการเสาะแสวงปัญหาที่ดีขึ้น ปัญหาที่เราเป็นคนเลือกเอง ปัญหาที่สมน้ำสมเนื้อกับสติปัญญาและช่วงวัยของเรา

ส่วนใครที่รู้สึกว่ายังเวียนวนกับปัญหาเก่าๆ วิธีคิดเหล่านี้อาจจะพอมีประโยชน์

หนึ่ง บางทีเรารู้อยู่แล้วว่าวิธีแก้ที่ถูกต้องคืออะไร เพียงแต่เราไม่กล้าเผชิญผลลัพธ์ที่อาจตามมา สิ่งที่ทำให้ติดหล่มจึงไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือความไม่กล้า

สอง ถ้าปัญหามันไม่ได้สร้างความทุกข์ให้กับชีวิตเกินไปนัก ก็อยู่เฉยๆ บ้างก็ได้ เพราะบางปัญหาก็แก้ไขตัวมันเอง

และสาม ถ้าปัญหานั้นไม่มีทางแก้ได้ แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา ให้เดินออกมา และเอาแรงและเวลาไปจัดการปัญหาที่เราแก้ได้ดีกว่า

ชีวิตคือการแก้ปัญหา

ขอให้เราได้พบปัญหาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

อย่าแค่เรียนรู้จากคนที่เราชอบและชื่นชม

เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนที่เราถือเป็นแบบอย่างและอยากทำให้ได้อย่างเขา

และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน ที่เวลาเราไม่ชอบใคร เราก็มักจะมองไม่เห็นข้อดีของเขาเลย

แท้จริงแล้วทุกคนเป็นครูของเราได้เสมอ

คนที่เราชอบ คือแบบอย่างในทางที่ดี แต่เราก็ต้องตระหนักด้วยว่า การทำอย่างเขาไม่ได้แปลว่าเราจะได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างเขา เพราะทุกคนมีจุดตั้งต้นและบริบทที่ไม่เหมือนกัน

ในมุมกลับกัน เราควรเรียนรู้จากคนที่เราไม่ชอบ ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองข้อ

หนึ่ง คนที่เราไม่ชอบนั้นย่อมมีข้อดี เพียงแต่เรามองไม่เห็น หรือแม้จะเห็นก็ยังกลบเกลื่อนหรือบิดเบือนด้วยอคติในใจเรา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการที่เราไม่ชอบเครื่องในไม่ได้แปลว่าเนื้อส่วนอื่นจะไม่อร่อยเสียหน่อย การมองให้เห็นและยอมรับแง่มุมดีๆ ของคนที่เราไม่ชอบ คือแบบฝึกหัดในการขัดเกลาจิตใจของเราเอง

สอง การเรียนรู้ว่า “เราไม่ควรทำอะไร” อาจมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้ว่าเราควรทำอะไร Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan บอกว่า เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก เพราะสิ่งที่เคยถูกมันอาจจผิดแล้วก็ได้ แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งที่เคยผิด จะเปลี่ยนกลับมาเป็นถูกนั้นไม่ง่าย ดังนั้นคนที่เราไม่ชอบอาจเป็นแบบอย่างสำหรับเราในสิ่งที่ผิด หากเรารู้ว่าเขาทำผิดตรงไหน และเมคชัวร์ว่าเราไม่ทำอย่างเขา ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อชีวิตไม่น้อย

“A sign of character is the ability to learn from people you might not like.”
-Shane Parrish

อย่าแค่เรียนรู้จากคนที่เราชอบและชื่นชม

แต่จงเรียนรู้จากทุกคน รวมถึงคนที่เราไม่ชอบด้วยครับ

ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปเดิน

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักปรัชญาหลายคนก็ชอบเดิน

โสเครตีสชอบเดินทอดน่องในอะกอรามากกว่าการทำสิ่งอื่นใด

นีทเชอผู้เดินท่องเทือกเขาแอลป์สองชั่วโมงเป็นกิจวัตรเชื่อว่า “ความคิดยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นได้จากการเดิน”

โธมัส ฮอบส์ มีไม้เท้าที่ทำขึ้นพิเศษให้มีที่ใส่หมึกติดไว้ เผื่อเขาจะจดสิ่งที่คิดขึ้นมาได้ระหว่างเดิน

อิมมานูเอล คานท์ กินอาหารเที่ยงตอน 12:45 น. แล้วออกไปเดินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเป๊ะ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ กิจวัตรนี้เสมอต้นเสมอปลายมากถึงขนาดที่ผู้คนในเคอนิคส์แบร์คตั้งนาฬิกาตามการปรากฎกายของเขา”

-Eric Weiner, The Socrates Express

ใครที่เคยไปเที่ยวเกียวโตอาจจะเคยได้ไปเดินบนถนนสายนักปราชญ์ (The Philosopher’s Path) ซึ่งเป็นทางเดินริมคลองส่งน้ำยาว 2 กิโลเมตรจากวัดกินคะคุจิ (วัดเงิน) ไปจนถึงวัดนันเซจิ

Johny Ive ที่เป็นคนดีไซน์ไอโฟนก็เคยเล่าว่าเขากับสตีฟ จ็อบส์ชอบไปเดินเล่นรอบออฟฟิศเพื่อคุยเรื่องใหญ่กันอยู่บ่อยๆ

ผมคิดว่าคนไทยได้ใช้เวลากับการเดินน้อยไปหน่อย คงเพราะสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เวลาไปไหนเลยต้องพึ่งพายานพาหนะตลอด การเดินจึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพ

สมัยผมเรียนที่นิวซีแลนด์ ในเมืองชื่อ Temuka ที่มีประชากรสี่พันคนและไม่เคยมีรถติด เวลาไปไหนผมมักจะปั่นจักรยานไป แต่ถ้าวันไหนลมแรงก็จะใช้วิธีเดิน เดินไปโรงเรียน เดินไปบ้านเพื่อน ใช้เวลาเดินเกือบชั่วโมงก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหรือไม่ทันใจ

เดี๋ยวนี้แม้จะไม่ได้เดินมากเท่าแต่ก่อน แต่ในวันที่ได้ทำงานที่บ้าน ถ้าผมไม่ติดประชุม ช่วงห้าโมงครึ่งผมจะไปเดินรอบหมู่บ้านโดยไม่เอามือถือไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็เพียงพอให้คลายความเหนื่อยล้า

การเดินคือการได้อยู่กับตัวเองโดยไม่มีอะไรมาแทรกแซง เวลาผมมีโจทย์สำคัญให้ต้องขบคิด ผมจึงมักออกไปเดินรอบหมู่บ้าน เพราะการเดินช่วย “เขย่า” อะไรบางอย่างในตัว ช่วยให้เรามีมุมมองไม่เหมือนตอนนั่งอยู่กับโต๊ะหรือตอนคุยกับคนอื่น

ใครกำลังมีโจทย์ใหญ่ในชีวิต และรู้สึกว่าได้ทำรีเสิร์ชบนหน้าจอและนั่งคิดนอนคิดมามากพอแล้ว ลองหาโอกาสไปเดินเล่นดู แล้วเราอาจได้สัมผัสกับความรู้สึกที่คุ้นเคยแต่ห่างหายไปนาน

ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปเดินครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ รถด่วนขบวนปรัชญา: เดินทางค้นหาบทเรียนชีวิตกับโสเครตีสและผองเพื่อน (The Socrates Express: In Search of Life Lessons from Dead Philosophers) ผู้เขียน Eric Weiner ผู้แปล ณัฐกานต์ อมาตยกุล สำนักพิมพ์ Bookscape

บางทีเราก็ควรกินกบตัวใหญ่ บางทีเราก็ควรกินเฟรนช์ฟรายส์

หนึ่งในหัวข้อสำคัญของ time management คือการเลือกว่าจะหยิบงานชิ้นไหนขึ้นมาทำก่อน

ผมคิดว่ายิ่งเรารู้จักทางเลือกมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสคัดสรรและพลิกแพลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นเท่านั้น

วันนี้จึงอยากมาแชร์ว่า ผมมีวิธีการตัดสินใจอย่างไรบ้างว่าจะทำอะไรก่อน-หลัง

1.กินกบตัวนั้นซะ! – มาจากหนังสือเล่มดังชื่อ Eat That Frog ของ Brian Tracy ที่เปรียบงานเป็นเหมือนกบ เราควรเลือกกบตัวที่ใหญ่ที่สุดและหน้าตาน่าเกลียดสุดขึ้นมากินก่อน เพราะถ้าเรากินกบตัวนี้ได้ กบตัวที่เหลือก็ไม่ยากแล้ว ซึ่งวิธีการนี้ก็สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานว่า willpower หรือพลังใจของเรานั้นจะสูงที่สุดในช่วงเช้า และจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามเวลาทำงาน ดังนั้นการเลือกทำงานยากที่สุดตอนที่พลังใจเราสูงที่สุดก็สมเหตุสมผล

  1. กินเฟรนช์ฟรายส์ก่อน – ไอเดียนี้ไม่ได้มาจากหนังสือเล่มไหน ผมแค่ตั้งชื่อให้มันเล่นๆ เพราะเฟรนช์ฟรายส์เป็นอาหารมหาชน อร่อยและกินง่าย ไม่ต้องใช้ความพยายาม ดังนั้นถ้าเราอยากจะทำงานง่ายๆ ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร ข้อดีคือเมื่อเราทำเรื่องง่ายสำเร็จ มันจะเป็น quick wins ที่ทำให้เรามีความมั่นใจและโมเมนตั้มในงานชิ้นถัดไป
  2. ทำงานที่ด่วนที่สุดก่อน – งานไหนด่วนสุดก็เอาขึ้นมาทำก่อน เพราะถ้าไม่เสร็จเดี๋ยวจะโดนตำหนิหรือดูไม่ดีในสายตาเพื่อนร่วมงาน วิธีแบบนี้อาจจะช่วยให้เราเอาตัวรอดได้ก็จริง แต่ก็ต้องระวังที่จะไม่ทำงานด่วนอยู่ตลอด เพราะคนที่มาบอกว่าด่วนนั้นบางทีเขาอาจมาเร่งเราเกินความจำเป็น หรืออาจวางแผนไม่ดีมาตั้งแต่ต้นก็ได้
  3. ทำงานที่มี long-term impact ที่สุดก่อน – ในภาษา time management ก็คืองาน Q2 – สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เป็นงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเรา ไม่มีเส้นตายชัดเจน ถึงไม่ทำก็ไม่โดนตำหนิ งานประเภทนี้ถ้าไม่จัดเวลาให้มันเราอาจจะโดนงานด่วนงานแทรกแย่งชิงเวลาไปหมด
  4. ทำงานโดยดูจากคนสั่งงาน – ถ้าหัวหน้าเป็นคนสั่งงานนี้ เราก็อาจจะอยากเอางานนี้ขึ้นมาทำก่อนงานที่เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องมาขอให้ช่วยทำ เพราะสุดท้ายแล้วหัวหน้าคือคนที่ตัดสินใจเรื่องผลการประเมินประจำปี (ซึ่งมีผลต่อโบนัสและการปรับเงินเดือน) ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการทำให้หัวหน้าแฮปปี้ก็จะช่วยให้เราจัดลำดับงานได้ง่ายขึ้น
  5. เรียงลำดับตามความอยาก – อยากทำงานชิ้นไหนก็หยิบงานชิ้นนั้นขึ้นมาทำก่อน ซึ่ง “ความอยาก” ที่ว่านั้นก็มาได้จากหลายปัจจัย อยากเพราะว่ามันง่าย อยากเพราะว่ามันด่วน อยากเพราะว่ามันเป็นผลดีกับเราในระยะยาว อยากเพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำจะโดนหัวหน้าตามงาน การเลือกงานโดยทำตามความอยากนี้ค่อนข้างเวิร์คในวันที่เราไม่ได้มีประชุมมากนักและไม่ได้มีงานไหนที่เร่งเป็นพิเศษ เพราะมันคือการทำงานสนองความชอบและความพร้อมทางใจล้วนๆ
  6. เรียงลำดับตามความไม่สบายใจ – งานชิ้นไหนที่เรารู้สึกไม่สบายใจมากที่สุดก็เอาขึ้นมาทำก่อน แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้สำคัญหรือไม่ได้มีผลลัพธ์ระยะยาวมากนัก แต่การจัดการงานเหล่านี้ให้เรียบร้อยจะช่วยให้เราลดความรู้สึกหน่วงๆ และมีกำลังใจทำงานชิ้นอื่นได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น

หากผู้อ่านท่านไหนมีวิธีจัดลำดับแบบอื่นๆ อีกก็มาแชร์ไว้ตรงนี้ได้เลยนะครับ