รีวิวหนังสือ Super Productive

20191207

ต้องออกตัวก่อนว่าพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นผู้มีอุปการคุณต่อบล็อก Anontawong’s Musings

เพราะหนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ของพี่แท็บ และหนังสือ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ทำให้ผมลุกขึ้นมาเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันขึ้นปีใหม่ 2015

ไม่มีหนังสือคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ก็คงไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานเขียนพี่แท็บคือเขาจะมีเรื่องราวจากเมืองนอกมาให้ฟังเยอะมาก

ชุดความรู้ใหม่ๆ คำศัพท์แปลกๆ หรือคำที่กำลังอินเทรนด์ในหมู่ฝรั่ง ล้วนถูกกล่าวถึงในหนังสือทั้ง 6 เล่มของพี่แท็บมาหมดแล้ว

ในหนังสือ Super Productive ก็เช่นกัน มีการอ้างอิงถึงบทความใน Harvard Business Review อยู่หลายบท หลายเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้อ่านจากที่อื่นมาก่อน

หนังสือเล่มเล็กกว่าที่คาด อ่านจบได้เร็วกว่าที่คิด เนื้อหาอาจจะไม่ได้ตรงปกขนาดนั้น เพราะพอเห็นคำว่า Super Productive ก็ย่อมนึกว่าหนังสือจะพูดถึงการทำยังไงถึงจะขยัน สร้างสรรค์ และทำอะไรเสร็จได้อย่างมากมาย ซึ่งหนังสือไม่ได้กล่าวถึงวิธีการเหล่านี้เท่าไหร่ แต่มุ่งเน้นไปที่ “ภาพใหญ่” และ “กรอบความคิด” มากกว่า

หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้บริหารที่ต้องขบคิดว่าจะนำพาองค์กรไปอย่างไร มากกว่าเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจาก Super Productive ครับ

ว่าด้วยเรื่อง รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว

เราควรจะรู้ลึก (specialist) หรือ รู้รอบ (generalist) ดี?

หนังสือบอกว่า ในธุรกิจที่ชุดความรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นไบโอเมทริกซ์ ถ้าเราเป็น generalist อาจจะตามไม่ทันเพราะพื้นฐานความรู้ของเราไม่แน่นพอ ดังนั้นเราควรจะเป็น specialist มากกว่า

แต่สำหรับธุรกิจที่การเปลี่ยนแปลงไม่รุนแรงนัก หรือธุรกิจที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วอย่างน้ำมันหรือเหมืองแร่ การ “รู้รอบ” หรือ generalist นั้นน่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะต้องอาศัยความรู้จากศาสตร์แขนงอื่นๆ มาพลิกแพลงให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นผู้นำ

มีคนกล่าวไว้ว่า Leaders are surrounded by walls, mirrors and liars ผู้นำนั้นมักจะถูกรายล้อมไปด้วยกำแพง กระจก และคนประจบสอพลอ ดังนั้นเราต้องฟังให้มาก โดยระลึกเสมอว่าฟีดแบ็คคือของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษที่มีหนาม

ว่าด้วยเรื่อง Burnout

แยกให้ออกว่าเรากำลัง burnout จริงกับ burnout ปลอม!

แม้กระทั่ง Rawit ที่ super productive ก็ burnout กับการเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่มารู้ทีหลังว่าเป็น burnout ปลอมเพราะเลือกเขียนหนังสือตอนเย็นๆ ในช่วงที่ร่างกายแบตหมด พอวันรุ่งขึ้นมานั่งเขียนใหม่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

สิ่งที่ต้องระวังคือคนที่เจอ burnout ปลอมแล้วดันเปลี่ยนชีวิตตัวเองแบบสุดขั้ว เช่นเบื่องานเลยลาออกไปเดินทางรอบโลก ซึ่งอาจจะทำให้ปัญหาแย่กว่าเดิม

เราจะไม่ burnout กับงานที่ทำแล้วสนุก ดังนั้นจงหาวิธีทำให้งานปัจจุบันสนุกขึ้นดูก่อน เช่นเจ้าของร้านอาหารคนนึงเกิดหมดไฟอยากจะปิดร้าน แต่โชคดีแฟนช่วยดึงสติ และเสนอว่าลองหาทางทำให้ลูกค้าชมว่า “อร่อยมากๆ” ให้ได้วันละ 10 คน ถ้าทำ 6 เดือนแล้วยังรู้สึกหมดไฟจะปิดร้านก็ไม่ว่ากัน สุดท้ายเจ้าของร้านก็กลับมามีไฟอีกครั้งเพราะสนุกกับการ “เก็บแต้ม” (ภาษาฝรั่งเรียกวิธีการนี้ว่า gamification คือการเปลี่ยนงานหรือกระบวนการให้มีความคล้ายเกมมากขึ้น)

ว่าด้วยเรื่อง การคิดนอกกรอบ

ธุรกิจทั่วไป จะทำของออกมาก่อน แล้วบวก margin ว่าต้องการกำไรเท่าไหร่เพื่อตั้งเป็นราคาขาย

แต่ Ikea ตั้งต้นจากราคาที่คนอยากจะซื้อ แล้วค่อยหาทางทำสินค้าในต้นทุนที่จะมีกำไรได้

ครั้งหนึ่งทีมงานได้รับโจทย์ให้ผลิตโต๊ะที่สามารถขายได้ในราคา 5 ยูโร (200 บาท) แล้วยังต้องมีกำไร ซึ่งพวกเขาก็ดั้นด้นหาวิธีการจนได้ แถมยังเป็นวิธีการที่นึกไม่ถึงเสียด้วย

ว่าด้วยเรื่อง Transformation

(Tranformation เป็น buzzword ที่เราได้ยินมาสัก 5 ปีแล้ว หลายองค์กรตั้งทีม tranformation ขึ้นมา ซึ่งเราบอกเจาะจงไม่ได้หรอกว่าทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น)

แต่ tranformation นั้นเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าที่คิด เพราะในห้องประชุมไม่มีใครหรอกที่จะบอกว่าตัวเองต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ลับหลังพวกเขาจะไปหาวิธีต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เราจึงต้องระบุให้ได้ว่าใครที่ต่อต้าน ใครที่สนับสนุน จะทำยังไงให้คนต่อต้านอ่อนแรง และให้คนที่สนับสนุนมีแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยหนึ่งในวิธีการคือเปลี่ยนแปลงจาก “ทีมชายขอบ” ก่อน ธุรกิจหลักยังคงดำเนินไปตามเดิม แต่ทีมชายขอบค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจนกลายมาเป็นธุรกิจหลักได้ในที่สุด

ว่าด้วยเรื่อง monopoly

องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากๆ ต้องมีความผูกขาดตลาดประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ผูกขาดด้วยสัมปทานหรืออำนาจรัฐ แต่ผูกขาดเพราะว่าเขาดีกว่าคู่แข่งชนิดทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น ตัวอย่างเช่น Google ที่ผูกขาดเรื่อง search หรือ Lego ที่ผูกขาดของเล่นประเภทตัวต่อ

การที่เราจะผูกขาดได้ ต้องเริ่มจากตลาดเล็กๆ ก่อน หา niche ของตัวเองให้เจอ ยึดครองตลาดเล็กนั้นให้ได้ แล้วค่อยขยายไปยึดตลาดอื่นๆ ต่อ

ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น

  • ความหมายที่แท้จริงของ workalholic
  • การสร้าง”เรื่องเล่า” ให้กับเพชร ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ใช่อัญมณีที่มีค่าขนาดนั้น จนเพชรกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรักนิรันดร์ที่มีราคาสูงลิบลิ่ว
  • ความแตกต่างระหว่าง owed respect กับ earned respect และเหตุใดองค์กรต้องบาลานซ์สองอย่างนี้ให้ดี
  • คำถามเด็ดๆ ในการสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงานกับเรา

ขอบคุณพี่แท็บและสำนักพิมพ์ Koob ที่คลอดหนังสือเล่มนี้ออกมา

รออ่านเล่มต่อไปอยู่นะครับ!

นิทานลาแบกเทวรูป

20191206

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ช่างแกะสลักได้นำเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งทำเสร็จมาบรรทุกไว้บนหลังลาเพื่อทำการขนย้ายไปไว้ที่วิหารในหมู่บ้าน

ตลอดทางที่ลาเดินไปยังหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านตามรายทางต่างก็พากันออกมากราบไหว้บูชาเทวรูปศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยความศรัทธา

เมื่อลาเห็นเช่นนั้นก็คิดไปว่าชาวบ้านนั้นต่างยกย่องนับถือในความงามและความสง่าของตน ลาจึงเชิดหน้าขึ้นสูงและก้าวเดินไปด้วยท่วงท่าอันหยิ่งทะนง

เมื่อช่างแกะสลักเห็นดังนั้นจึงลงแส้ไปที่ก้นของลาอย่างแรง

“เจ้าไม่รู้หรือว่าชาวบ้านเหล่านั้นเขาทำความเคารพบูชาเทวรูปศักดิ์สิทธิ์กัน ไม่ใช่ยกย่องสรรเสริญลาโง่อย่างเจ้า”


ขอบคุณนิทานจากเว็บเมืองไทย ลาแบกเทวรูป

ดั่งดื่มน้ำทะเลดับกระหาย

20191205

อยากหายเหงาเลยเข้าทินเดอร์

อยากเป็นคนสำคัญเลยโพสต์สเตตัส

อยากมีเงินเลยเข้าสัมมนาพารวย

อยากถมที่ว่างในใจเลยช็อปของมาเต็มบ้าน

อยากได้ลาภยศจึงใช้ช่องทางมิชอบ

เหมือนจะได้มาแต่จริงๆ แล้วเสียไป

ดั่งดื่มน้ำทะเลดับกระหาย

ยิ่งดื่มมากเท่าไรยิ่งทุรนทุรายมากเท่านั้น

ความจริงของเราไม่ใช่ความจริงของคนอื่น

20191204

ซึ่งเรามักจะลืมความจริงข้อนี้

และเผลอนึกว่าความจริงของเราคือความจริงของทุกคน

แต่เราเป็นเพียงคนตาบอดคลำช้าง เหมือนที่พี่ประภาส ชลศรานนท์เคยได้ประพันธ์เอาไว้

ตาบอดห้าคน ไปจับคลำช้าง
จับโดนหาง ช้างเป็นเหมือนงู
จับถูกงวง ช้างกลวงเป็นรู
จับถูกหู ช้างเป็นแผ่นห่อ

อีกหนึ่งคน ไปจับที่ขา
ก็กลับบอกว่า ช้างต้นเป็นตอ
จับถูกงา ช้างแท่งงองอ
นี่แหละหนอ มันอยู่ที่ใคร

การถกเถียงกันในเรื่องศาสนาและเรื่องการเมืองจึงเปล่าเปลืองเวลา เพราะมัน emotional มากกว่า rational ทุกคนยึดถือความเห็นของตัวเองอย่างเหนียวแน่นจนไม่อยากฟังความเห็นหรือแม้กระทั่งข้อมูลที่ขัดแย้ง “ความจริง” ของตน

“My mind is made up. Don’t confuse me with the facts.”
-Roy S. Durstine

ถ้าตระหนักว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงของเขา และความจริงของเขาไม่ใช่ความจริงของเรา เราจะใช้ความตระหนักนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างไรได้บ้าง?

หนึ่ง คือฟังคนที่อยู่หน้างาน เพราะเขาเห็นความจริงสดๆ ร้อนๆ

สอง คือฟังคนที่อยู่ใกล้งาน เพราะเขาอาจมีมุมมองที่เป็นกลางกว่าคนหน้างาน

สาม คือฟังคนที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าความเห็นของเขาในเรื่องนี้มักจะถูกต้อง (believability weight)

สี่ คือฟังคนมีประสบการณ์ เพราะเขาน่าจะเห็นความจริงได้ลึกและกว้างกว่าเรา

และสุดท้ายก็ต้องฟังตัวเองด้วย อย่าฟังแต่คนอื่นจนไม่ได้ยินเสียงเล็กๆ ของตัวเอง

เมื่อตาบอดทั้งห้าเลิกถกเถียงและนั่งลงคุยกัน ก็จะเห็นช้างได้ชัดขึ้นครับ

ข้างนอกวุ่นวายข้างในไม่วุ่นวาย

20191202

เคยไปงานเลี้ยงที่ทุกคนดื่มเหล้าแล้วเราไม่ได้ดื่มมั้ยครับ?

ตกดึก คนส่วนใหญ่จะหน้าแดง เดินโซเซ พูดจาไม่เป็นโล้เป็นพาย ในขณะที่เรายังพูดชัด รู้ชัด เห็นชัด ราวกับเรามี superpower เหนือทุกคนเลยทีเดียว

ในชีวิตการทำงานก็เช่นกัน สภาพแวดล้อมอาจกระตุ้นให้เราเร่งรีบ ร้อนรน เร้าให้เกิดการปะทะ

แต่ถ้าเรามีสติรู้ตัว ถอยหลังออกมาก้าวนึง มองให้ออกว่ามันก็แค่งาน ถึงสำคัญเร่งด่วนแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ความซีเรียสทั้งหลายเราอุปโลกน์ขึ้นมาเองเสียเป็นส่วนมาก

เมื่อนั้นเราก็จะเห็นชัด รู้ชัดและพูดชัดกว่าคนที่กำลัง “เมางาน” จนทุกอย่างเป๋ไปหมด

ถึงข้างนอกจะวุ่นวายเพียงใด แต่ข้างในไม่จำเป็นต้องวุ่นวายตามนะครับ