เมื่อถึงวัย 40 เราควรเริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภา และ mentor ของผมและเพื่อนอีกสองคนในโครงการ IMET MAX เคยบอกเราไว้ว่า วัยสี่สิบคือช่วงที่ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากพอ ยังมีกำลังวังชา ลูกยังฟังเราอยู่ คนรอบตัวยังไม่เจ็บไม่ตาย นี่คือช่วงชีวิตที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ในวัยนี้เราจึงควรมีเวลาได้คุยกับตัวเอง ตอบตัวเองให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเรา

หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับช่วงวัยนี้ คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองในทุกมิติ

1. ภูมิคุ้มกันทางการเงิน

เรื่องการลงทุนและเก็บเงินสำหรับวัยเกษียณทุกคนน่าจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ผมจึงอยากเสริมประเด็นที่คนอาจไม่ค่อยคิดถึงเท่าไหร่นัก

นั่นคือการทำตัวให้ “ฆ่าไม่ตายทางการเงิน” หรือ financially unbreakable เหมือนที่ Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money

Housel บอกว่าเราควร invest like an optimist, save like a pessimist – ลงทุนอย่างคนมองโลกในแง่ดี และออมเงินแบบคนมองโลกในแง่ร้าย

เราควรมีเงินสดอยู่ในบัญชีมากเกินพอ เพราะถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนให้เรา แต่ในวันที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ มันจะคุ้มค่ามาก

อีกอย่างหนึ่งที่คนลงทุนอาจจะมองข้ามไป คือการ cap the downside หรือจำกัดการสูญเสีย

ผมเพิ่งตัดสินใจซื้อประกันคุ้มครองโรคร้าย โดยหวังว่าจะ “ขาดทุน” คือไม่ต้องใช้มันเลย แต่หากเกิดโชคร้ายป่วยหนักขึ้นมา ต้องเสียเงินรักษาตัวเป็นหลักล้าน ประกันนี้ก็น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่สร้างภาระให้คนที่เรารักและรักเราต้องเดือดร้อน

การซื้อประกันสุขภาพคือ downside protection เสียเงินแน่ๆ ปีละเป็นหมื่น แต่มันคือการเสียที่เรารับได้และจัดการได้

หลายคนไม่ยอมซื้อประกันเพราะรู้สึกว่า “ซื้อทิ้ง” คิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรหรอก ซึ่งถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น มันคือความเชื่อฝังลึกของมนุษย์ที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้น ชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ชอบคิดว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดกับคนอื่นแต่จะไม่เกิดกับเรา ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิต แต่ในอีกแง่หนึ่งมันคือการหลอกตัวเอง และจะหยุดหลอกได้ก็ต่อเมื่อโดนความจริงอันโหดร้ายตบหน้า และเตือนให้เราตระหนักว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาอีกคนหนึ่งเท่านั้น


2. ภูมิคุ้มกันทางอัตลักษณ์

เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่วัยสี่สิบคือวัยที่กำลังโลดแล่นในหน้าที่การงาน บางคนได้เป็นผู้บริหารระดับสูง บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเติบโต และเราก็มักจะใช้ช่วงชีวิตนี้กับการ “ลงทุนในหน้าที่การงาน” มาก – จนอาจจะมากเกินไป

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน บริษัทที่เคยใหญ่คับฟ้าในปีนี้อาจตกที่นั่งลำบากในปีหน้า นามบัตรที่เคยบอกตำแหน่งของเราอาจกลายเป็นแค่แผ่นกระดาษที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

หากเรานิยามตัวเองโดยใช้งานที่เราทำเป็นตัวตั้งแต่เพียงอย่างเดียว ในวันที่เราสูญเสียงานของเราไป ไม่ว่าจะเร็วๆ นี้หรือในปีที่เราเกษียณ เราอาจหลงทางเพราะไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว

ดังนั้น เราควร diversify อัตลักษณ์ของตัวเอง อย่าให้งานประจำเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นิยามเราได้

เราควรจะมีชีวิตนอกที่ทำงาน เป็นนักเรียนโยคะ เป็นนักวิ่ง เป็นบล็อกเกอร์ เป็นลูก เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นสมาชิกชมรม หรือเป็นอะไรก็ตามที่เอื้อให้เราสวมบทบาทที่หลากหลาย เพราะในวันที่เราสูญเสียอัตลักษณ์หลักของเรา เรายังมีอัตลักษณ์รองเหล่านี้เป็นที่พึ่งพิง


3. ภูมิคุ้มกันทางสุขภาพ

ความแข็งแรงทางกายของเราจะพุ่งสู่จุดสูงสุดในช่วงยี่สิบปลายๆ หรือสามสิบต้นๆ นี่คือเหตุผลที่นักกีฬาอาชีพแทบทุกประเภทจะเกษียณก่อนอายุ 40

สำหรับคนปกติที่ไม่ได้เล่นกีฬาในระดับสูงสุด เราอาจไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายของเราต่างออกไปมากนัก แถมเรายังชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าร่างกายของเรายังเหมือนตอนหนุ่มสาว ก็เลยยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม บ้างานแบบเดิม

ทำให้ผมนึกถึงเพลง “ทรัพย์สินออกไป” ของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า

“ทำงานโอทีมาเกือบ 40 ปี จนเก็บเงินได้เป็นสิบๆ ล้าน
พอเกษียนออกมา เราก็ผลาญมันไปกับค่ารักษาพยาบาล
ไหนจะโรคหัวใจ ไหนจะโรคความดัน โรคข้อ โรคกระดูก โรคไต
ความเครียดมันโจมตี สุขภาพไม่เคยดี มีมะเร็งในลำใส้ใหญ่”

วัยสี่สิบปี คือช่วงชีวิตที่เราต้องหันมาสนใจสุขภาพอย่างจริงจัง หนึ่งเพราะว่าเรายังมีแรง สองเพราะว่าเรายังมีเงิน สามเพราะว่ายังมีเวลาพอที่จะ “สะสมสุขภาพ” เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวัยชรา

ส่วนคนที่บอกว่าชีวิตช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลาออกกำลังกาย นั่นเป็นเพราะว่าเรายังไม่เห็นสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ หากเราเห็นอะไรเป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง เราจะมีเวลาให้มันเอง


4. ภูมิคุ้มกันทางความสัมพันธ์

พี่ตูน บอดี้แสลม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร a day เล่มที่ 166

“คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ลำบากนี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วยใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ ผมก็ไม่เอา”

เวลาผมสอนเรื่อง time management ให้น้องที่บริษัท ผมจะบอกเขาเสมอว่าเขาต้องดูแลตัวเองให้ดี และดูแลคนในครอบครัวให้ดี อย่าบ้างานจนทอดทิ้งคนที่ใกล้ชิด เพราะถึงเวลาที่เขาป่วย ต้องล้มหมอนนอนเสื่อหรือนอนโรงพยาบาล ไม่มีใครในบริษัทไปนอนเฝ้าไข้หรอกนะ คนที่จะคอยดูแลเราคือคนในครอบครัว ดังนั้นจงอย่าละเลยคนเหล่านี้ เพราะเขาคือคนกลุ่มสุดท้ายที่จะอยู่กับเราอย่างแท้จริงในวันที่เราไม่สบาย

ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดี เพราะเรามีเวลาและพลังงานที่จำกัด แค่จัดการเรื่องงานให้ดี จัดการเรื่องเงินให้ดีก็ตึงมือมากพออยู่แล้ว

คำแนะนำที่ผมพอจะมี คือได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น และเวลาที่ได้อยู่กับคนที่เรารัก ก็จงอยู่กับเขาอย่างแท้จริง ใช้เวลาที่น้อยนิดให้มีคุณภาพ เราไม่ต้องทำอะไรที่มันถูก แค่อย่าทำอะไรที่มันผิดก็พอ


5. ภูมิคุ้มกันความทุกข์

ตั้งแต่เด็กเราถูกสอนว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว

พออายุเกิน 40 ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันจะดู “จริง” และ “จับต้อง” ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาไปงานศพ เขาก็เชิญให้เรามานั่งแถวหน้า (ใกล้โลงศพ) บ่อยขึ้น

จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราพยายามวิ่งหนีความแก่เจ็บตายด้วยการทาครีม ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ ด้วยการย้อมผม ด้วยการบ้าออกกำลังกาย ด้วยการเป็นคน super productive เพื่อจะได้รู้สึกว่าชีวิตเรายังทำอะไรได้อีกเยอะ ชีวิตของเราไม่มีขีดจำกัด

แต่ความเป็นจริงก็คือชีวิตนั้นจำกัดเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไร้ความแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่ครุ่นคิดหรือศึกษาเรื่องการเผชิญหน้ากับความชราหรือการจากลาตั้งแต่ตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรออ่านหนังสือคืนสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล

แท้จริงแล้วยังมีภูมิคุ้มกันอื่นๆ ที่ผมยังไม่ได้พูดถึง แต่คิดว่าห้าข้อนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ที่เขียนมาไม่ได้แปลว่าต้องรีบ แต่แปลว่าต้องเริ่ม และต้องมองให้ครบด้าน

ขอเป็นกำลังใจให้คนวัยสี่สิบทุกท่านในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองในทุกมิติครับ

หัดเป็นคนมองใกล้

เมื่อเช้านี้ผมไปวิ่งที่สวนหลวง ร.9 มาครับ

บ้านผมอยู่ใกล้สวนสาธารณะแห่งนี้มาก ขับรถ 10 นาทีก็ถึง แต่ไม่ค่อยได้มาเท่าไหร่ ปีหนึ่งน่าจะได้มาวิ่งหรือมาเดินเล่นไม่เกิน 5 ครั้ง

ระหว่างวิ่ง ผมเจอน้องคนหนึ่งที่มาวิ่งกับเพื่อนอีกสองคน พอถามเขาว่าบ้านอยู่แถวนี้เหรอ เขาบอกว่าเปล่า บ้านอยู่แถวถนนจันทน์ แต่มาวิ่งที่นี้เพราะเพื่อนชวนมา

ผมคิดว่าน่าจะมีคนที่อยู่บ้านไกลกว่าผมหลายเท่า อาจต้องขับรถครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเพื่อจะมาสวนหลวง ร.9 ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพ

มันทำให้ผมนึกถึงบทความ “คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล” ที่ผมเขียนเอาไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว

เพื่อนผมที่เป็นชาวฝรั่งเศสและอาศัยอยู่ในปารีสเคยบอกผมว่า เขามีเพื่อนชาวปาริสหลายคนที่ไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลย อาจจะเป็นเพราะว่าคุ้นเคยและอยู่ตรงนั้นมานาน ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไร

ในขณะที่คนทั่วโลก 40 กว่าล้านคนเดินทางมาปารีสเพื่อมาชมหอไอเฟลทุกปี แต่คนท้องถิ่นกลับรู้สึกเฉยๆ


เมื่อสามปีที่แล้ว มีเพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งมาทำงานที่กรุงเทพ

เมื่อต้นปีที่แล้วเขาตัดสินใจลาออกและเดินทางกลับเกาหลี แต่ก่อนจะกลับประเทศเขาลางานหนึ่งสัปดาห์เพื่อจะได้ไปเที่ยวเกาะต่างๆ ในกระบี่

เขาบอกผมว่าอยู่เมืองไทยมาเกือบสองปี ยังไม่เคยไปเที่ยวหาดดังๆ ในเมืองไทยเลย ตอนนี้จะกลับประเทศแล้วก็เลยต้องเที่ยวทิ้งทวนเสียหน่อย

เมื่อสองปีที่แล้วมีเพื่อนชาวเกาหลีอีกคนหนึ่งมาทำงานที่เมืองไทย และต้นปีนี้เขาต้องย้ายไปประจำที่สิงคโปร์

แล้วก็เหมือนหนังม้วนเดิม เขาลางานเพื่อไปเที่ยวเกาะต่างๆ ในเมืองไทยเพราะอยู่มาหนึ่งปีกว่าไม่เคยได้เที่ยวเลย

เหมือนกับว่า เราต้องรอให้มีเส้นตายหรือรอให้เวลาใกล้หมดเสียก่อน เราถึงจะลงมือทำสิ่งที่เราอยากทำมานาน


คนเราชอบมองไปข้างหน้า ชอบมองไปไกลๆ ชอบมองไปอนาคต

เวลาผมสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะตอบว่าญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป แทบไม่มีคนพูดถึงสถานที่เที่ยวในเมืองไทย

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนไทยย่อมรู้สึกว่าเที่ยวเมืองไทยจะทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ความคิดที่ว่าอยู่ใกล้ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ อาจกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลัง

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ตากล้องมืออาชีพคนหนึ่งที่คุณแม่เพิ่งเสีย

พอต้องหารูปคุณแม่มาตั้งที่งานศพ เขาจึงรู้ตัวว่าเขาไม่เคยถ่ายรูปดีๆ ของแม่เก็บเอาไว้เลย

เป็นตลกร้ายที่ตากล้องคนหนึ่งจะถ่ายภาพผู้คนเอาไว้มากมายยกเว้นรูปแม่ตัวเอง


คนเราจะอยากได้เฉพาะสิ่งที่เรายังไม่มี

เมื่อเราได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมา เราก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นน้อยลงไปทันที

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ คู่ครอง หรือแม้กระทั่งทายาท

มันคือการเล่นกลของโดพามีน ที่จะหลั่งออกมาก็ต่อเมื่อเรามีความอยากไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่เมื่อได้มันมาแล้วโดพามีนก็จะหยุดหลั่ง ถ้าอยากจะให้โดพามีนหลั่งอีกต้องไปไขว่คว้าอย่างอื่นต่อ

สายตาของเราจึงมักจับจ้องแต่สิ่งที่อยู่ไกลตัว

เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ บางทีเราอาจอยากกลับมามองสิ่งใกล้ตัวให้มากขึ้น

หลายคนเดินทางมาไกลมาก ถ้าให้ตัวเราเมื่อ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วมาเห็นว่าเราวันนี้ได้บรรลุและครอบครองอะไรแล้วบ้าง เขาน่าจะอิจฉาเราไม่น้อย และเขาคงคิดว่าเราน่าจะมีความสุขมาก

แต่ความจริงก็คือเราไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน มนุษย์ก็จะหาเรื่องไม่พอใจได้อยู่ดี

บางที การมีความสุขความพอใจอาจไม่ใช่การคว้าสิ่งที่ยังไม่มีให้ได้มา แต่คือการกลับมามองสิ่งใกล้ตัวที่เรามี มองให้เห็นคุณค่า และใช้เวลากับมัน (หรือกับเขา) ให้มากขึ้น

ถ้ามองไกลอยู่เรื่อยไปเราอาจไม่มีวันพึงพอใจ

หัดเป็นคนมองใกล้ แล้วเราอาจพบความสุขที่ไม่ต้องออกไปไขว่คว้าครับ

ในโลกที่ผกผัน เราจะใช้อะไรนำทางชีวิต?

ผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ทำธุรกิจสมัยนี้ยากกว่าสมัยก่อน แต่ก่อนยังวางแผนเป็นรายปีได้ แต่สมัยนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงทุกเดือน หรือแม้กระทั่งทุกสัปดาห์ ทำให้เราต้องพร้อมปรับตัวและปรับความคาดหวังกันตลอดเวลา

ในหนังสือ Aladdin & Luddite บอกเอาไว้ว่า ความเสี่ยงนั้นมีตั้งแต่ระดับแรดเทา (ความเสี่ยงที่เราเห็นได้แต่ไกลและจัดการได้) ระดับหงส์ดำ (ความเสี่ยงที่เราคาดไม่ถึงและส่งผลรุนแรง) และระดับมังกรราชัน (ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบกว้างไกลและยาวนาน)

ความเสี่ยงระดับมังกรราชันที่ผมมองเห็นอยู่ตอนนี้ ก็คือเรื่องสงคราม เรื่องสภาพภูมิอากาศ และเรื่องเอไอ

เรื่องสงคราม นอกจากที่ยูเครนและอิสราเอลแล้ว ที่น่าเป็นห่วงก็คือไต้หวัน เพราะจีนและอเมริกาฮึ่มๆ กันมาพักใหญ่ ไต้หวันเป็นมหานครแห่งชิปประมวลผล (semiconductor chips) ซึ่งอยู่ในสิ่งที่เราขาดไม่ได้อย่างมือถือและแล็ปท็อป รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย

กลุ่มทรงอิทธิพลอย่าง OPEC ที่มี 13 ประเทศสมาชิก ครองส่วนแบ่ง 38% ของตลาดน้ำมันดิบโลก

แต่บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เพียงบริษัทเดียวมีส่วนแบ่งตลาดโลกของชิปถึง 55% ดังนั้นไต้หวันจึงมีความสำคัญมากในเชิงภูมิรัฐศาสตร์โลก (geopolitics) และหากมีกรณีพิพาทกันระหว่างจีนกับอเมริกาเรื่องไต้หวัน ย่อมส่งผลต่อ supply chain ทั่วโลกที่ต้องใช้ชิปอย่างแน่นอน

เรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวน หลายคนอาจได้เห็นข่าวเมื่อต้นสัปดาห์ว่าโลกเราร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเป็นครั้งแรก เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 150 ปีที่แล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าหากร้อนเกินสององศาแล้วจะส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมาเป็นลูกโซ่ในระดับที่เราไม่สามารถแก้ไขได้

ส่วนเรื่องเอไอก็อย่างที่เห็นกันว่ามันมาไกลและมาเร็วกว่าที่เราคาดคิด นักประวัติศาสตร์ Yuval Harari บอกว่านี่ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น ถ้าเปรียบกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ ChatGPT ในปัจจุบันยังเป็นแค่เอไอระดับอะมีบา ถ้ามันวิวัฒนาการเป็นเอไอระดับทีเร็กซ์จะทรงพลานุภาพแค่ไหน

วันก่อนมีเพื่อนที่กำลังจะมีลูกถามผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่าจะสอนอะไรลูกดี ผู้ใหญ่ท่านนั้นส่ายหน้า บอกว่าลูกของเราจะเติบโตไปในโลกที่เราไม่รู้จัก ดังนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเราควรจะสอนอะไร

เมื่อยังต้องอาศัยอยู่และเอาตัวรอดในโลกที่ผันผวนขนาดนี้ ผมก็นึกถึงประโยคหนึ่งในหนังสือ “สู่ชีวิตใหม่ : การแสวงหาในช่วงหนึ่งของชีวิต” ของนายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ที่อ้างอิงถึงคำพูดของ Otto Charmer ผู้เขียนหนังสือ The Theory U เมื่อปี 2007 ว่า

“โลกในภายหน้า เราจะพบความแปรปรวนอย่างหนัก จนความรู้เดิมและประสบการณ์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราทำได้เพียงเชื่อในสิ่งที่หัวใจบอก นำทางชีวิตพวกเราไป”

ฟังดู cheesy นิดๆ แต่เป็นถ้อยคำที่ควรพิจารณา

เพราะผมไม่คิดว่าคำตอบจะอยู่ใน ChatGPT TikTok หรือที่ปรึกษาใดๆ

เราทำได้เพียงเชื่อในสิ่งที่หัวใจบอก และให้มันค่อยๆ นำทางชีวิตของเราไป ส่วนจะใช้เครื่องมืออื่นใดเป็นตัวช่วยก็ไม่ผิด แต่ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นมันมากนัก

สุดท้าย ถ้ามันจะดีจะร้าย ก็ขอให้มันเป็นทางที่เราเลือกเองโดยรู้ตัวครับ

เมื่อใส่สิ่งที่ถูกลงไป มันจะเหลือที่ให้สิ่งที่ผิดน้อยลง

หลายคนคงได้ยินหรือดูวีดีโอเรื่องอาจารย์กับโถหนึ่งใบ หินก้อนใหญ่ ก้อนกรวด และเม็ดทราย

อาจารย์ใส่หินก้อนใหญ่ลงไปในโถและถามเด็กนักเรียนว่าโถเต็มรึยัง เด็กตอบว่าเต็มแล้ว

แต่อาจารย์ก็ใส่ก้อนกรวดลงไปในโถได้อีก และถามว่าโถเต็มรึยัง เด็กตอบว่าเต็มแล้ว

แต่อาจารย์ก็ยังใส่ทรายลงไปได้อีก (แถมยังเติมเบียร์ลงไปได้อีกด้วย)

อาจารย์บอกว่า ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อน เราจะมีพื้นที่ให้กรวดและทรายเสมอ

แต่ถ้าเราใส่ทรายลงไปก่อน เราจะไม่พื้นที่เหลือให้หินก้อนใหญ่เลย

หินก้อนใหญ่คือเรื่องสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความสัมพันธ์ สิ่งที่เรารัก

ก้อนกรวดคือเรื่องสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถ

ทรายคือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่สำคัญกับชีวิตเท่าไหร่นัก

—–

Eisenhower Matrix ระบุไว้ว่ากิจกรรมในชีวิตคนเรามีสี่แบบ

Q1 เรื่องสำคัญและเร่งด่วน

Q2 เรื่องสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

Q3 เรื่องไม่สำคัญแต่เร่งด่วน

Q4 เรื่องไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

สำหรับอาจารย์ หินก้อนใหญ่ก็คงเป็น Q1 & Q2 ก้อนกรวดคือ Q3 และทรายคือ Q4

ถ้าเราจัดตารางให้ Q2 หรือเรื่องสำคัญและไม่เร่งด่วนลงไปก่อน ตามด้วย Q1 คือสิ่งที่ถูกบังคับให้ต้องทำอยู่แล้ว เราก็จะมีเวลาน้อยลงสำหรับการทำ Q3 และ Q4 ไปโดยปริยาย ซึ่งไม่เป็นไร เพราะเอาจริงๆ แล้วมันไม่ได้สำคัญกับเราขนาดนั้น

ผมสังเกตตัวเองว่าวันไหนที่สนุกกับงาน สนุกกับการออกกำลังกาย หรือสนุกกับการอยู่กับผู้คน ผมจะเล่นมือถือ (Q4) น้อยลงไปโดยไม่ต้องพยายาม

—–

ผมเพิ่งได้ฟังรายการ Impact Theory สัมภาษณ์ Sal DiStefano ที่เป็นกูรูด้านฟิตเนส

ดีสเตฟาโน่บอกว่า แต่ก่อนเวลามีนักเรียนมาขอความช่วยเหลือในการลดน้ำหนัก เขาจะให้การบ้านนักเรียนไปจดทุกอย่างที่กินเป็นเวลาสองสัปดาห์

จากนั้นดีสเตฟาโน่ก็จะรีวิวรายการอาหารเหล่านั้น และสั่งนักเรียนว่าต้องตัดอะไรทิ้งบ้าง

ซึ่งก็ทำให้นักเรียนน้ำหนักลดลงได้จริง แต่หลังจากจบโปรแกรมไป นักเรียนส่วนใหญ่จะกลับมาน้ำหนักเท่าเดิมภายในเวลาหนึ่งปี

ดีสเตฟาโน่เชื่อว่า เวลาเราไปบังคับหรือจำกัดสิทธิ์ใครสักคน – เช่นห้ามกินคุกกี้ – คนที่โดนห้ามนั้นจะมี “ตัวตน” ที่ซ่อนอยู่ข้างในที่คอยต่อต้านว่า “ทำไมฉันจะกินไม่ได้?” ช่วงที่โดนบังคับอาจจะห้ามใจไม่แตะคุกกี้ได้ก็จริง แต่เมื่อจบโปรแกรมและไม่โดนบังคับอีกต่อไป ตัวตนที่ต่อต้านนั้นจะโผล่ออกมาและทำการ “ล้างแค้น” ด้วยการกินคุกกี้หมดห่อได้ในคราวเดียว

เมื่อดีสเตฟาโน่เข้าใจแล้วว่าการบังคับหรือการจำกัดอาหารนั้นไม่ยั่งยืน เขาเลยเปลี่ยนแนวทาง

เวลามีนักเรียนใหม่มา เขาจะบอกนักเรียนเลยว่า

“อยากกินอะไร กินเท่าไหร่ก็กินไปเลย ขออย่างเดียวว่าให้กินแต่ whole foods เท่านั้น (อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป)”

ซึ่งปรากฎว่าแค่หันมากินแต่ whole foods อย่างเดียว ก็ลดน้ำหนักได้อย่างชัดเจนแม้จะกินอาหารปริมาณเท่าเดิม

หรือไม่เขาก็อาจจะบอกว่า ให้นักเรียนกินเหมือนที่เคยกินมาเลย ขอแค่สองอย่าง คือกินโปรตีนให้ถึง 150 กรัม และดื่มน้ำเปล่าวันละสองขวดใหญ่

ดีสเตฟาโน่รู้ดีว่า ถ้ากินโปรตีน 150 กรัม มันก็จะอิ่มมากอยู่แล้ว ทำให้ท้องไม่อยากกินอาหารอื่นๆ (ที่เสียสุขภาพ) ไปโดยปริยาย และถ้าคนคนหนึ่งดื่มน้ำเปล่าวันละสองขวดใหญ่ ก็คงไม่มีพื้นที่เหลือให้ดื่มน้ำหวานมากเท่าไหร่แล้ว

แทนที่จะบังคับไม่ให้กินคุกกี้หรือไม่ให้ดื่มน้ำหวาน ดีสเตฟาโน่เปลี่ยนเป็นขอให้กินโปรตีนและดื่มน้ำเปล่า

ผมว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจ และอาจสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่สามารถหักห้ามใจหรือมีวินัยได้ขนาดนั้น แถมคนเหล่านี้ยังมีทางเลือกอย่างเต็มที่ว่าจะกินอะไรและกินเยอะแค่ไหน จึงไม่เกิดการต่อต้านจากตัวตนข้างใน

เมื่อใส่หินก้อนใหญ่ มันจะเหลือที่ให้ใส่ทรายน้อยลง

เมื่อใส่สิ่งที่ถูกลงไป มันจะเหลือที่ให้สิ่งที่ผิดน้อยลงครับ

ทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้วอย่าเพิ่งทำงานชิ้นต่อไป

ทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้วอย่าเพิ่งทำงานชิ้นต่อไป

ในวันทำงาน เวลาที่เครื่องกำลังติด เรามักจะทำงานหลายชิ้นติดต่อกัน

แต่ผมพบว่าการได้หยุดพัก – แม้จะแค่นาทีเดียว – ก่อนเริ่มงานชิ้นใหม่นั้นอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ได้ลุกออกจากที่นั่ง

บางคนอาจเคยได้ยินคำกล่าว “Sitting is the new smoking.” ที่เคลมว่าการนั่งทั้งวันนั้นกระทบกับสุขภาพพอๆ กับการสูบบุหรี่

อาจจะเป็นคำกล่าวที่โอเวอร์ไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเราเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่ารุ่นบรรพบุรุษมาก ถ้าเราไม่นั่ง เราก็นอน เราแทบไม่ค่อยได้เดินหรือยืน ยิ่งในช่วง Work from home ยิ่งชัด

เคยมีคนทำการศึกษาชนเผ่าที่ยังอาศัยอยู่ในป่า เก็บผลหมากรากไม้ ไม่ได้ทำการเกษตร (ซึ่งเราคาดการณ์ว่าบรรพบุรุษของเราสมัยเป็นแสนปีที่แล้วก็น่าจะมีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับชนเผ่านี้) แล้วก็พบว่าคนกลุ่มนี้ก็มีจำนวนชั่วโมงในการนั่งเยอะพอๆ กับคนในเมือง ความแตกต่างก็คือคนเหล่านี้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยกว่า ลุกขึ้นมายืนๆ เดินๆ บ่อยกว่า

ท่านั่งทำงานที่ดีคืออะไร? เราคงเคยได้ยินว่าความสูงของโต๊ะกับเก้าอี้ต้องพอดีกัน ขาถึงพื้น ข้อศอกงอ 90 องศา ตามองตรงไม่ต้องก้มหน้า ฯลฯ

แต่ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ “Your best posture is your next posture.” ท่านั่งที่ดีที่สุดคือท่าถัดไป – หมายความว่าเราควรเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ นั่นเอง

2.ได้ดื่มน้ำ

คนทำงานนั่งโต๊ะมักจะมีปัญหาดื่มน้ำน้อยเกินไป ถ้าเราได้เบรคและจิบน้ำบ่อยๆ จะช่วยให้ร่างกายของเรา hydrated อย่างเหมาะสม

3.ได้เข้าห้องน้ำ

ผมรู้จักน้องหลายคนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะไม่ค่อยเดินไปเข้าห้องน้ำ เป็นโรคที่ควรป้องกันได้โดยง่ายแต่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

4.ฝึกการติดเบรค

เราไม่ยอมเข้าห้องน้ำ เพราะเราไม่รู้จักการติดเบรคให้ตัวเอง ตอนทำงานใจมันพุ่งทะยานไปข้างหน้า หรือตอนประชุมเรารู้สึกว่าเราไม่มีทางเลือก ต้องนั่งอยู่ตรงนั้น แต่จริงๆ แล้วถ้าเราปิดกล้องหรือขอเดินออกจากห้องเพื่อไปเข้าห้องน้ำก็ไม่มีใครมาว่าเราหรอก ยกเว้นว่าการประชุมนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญมากๆ และเราต้องอยู่ตรงนั้นจริงๆ (ซึ่งไม่ได้มีบ่อยอย่างที่เราคิด)

5.มีจังหวะคลายเส้น

โรค office syndrome ส่วนใหญ่เกิดมาจากการเกร็งตัวและอยู่ในท่านั้นนานเกินไป หากเรารู้จักเบรคหลังจากการเสร็จงานแต่ละชิ้น เราจะใช้เวลาช่วงนี้คลายเส้นให้ตัวเองได้ จะได้ทำงานอย่างไม่ต้องทรมานสังขารจนเกินไป

6.ช่วยเราเลือกการทำงานชิ้นต่อไป

การได้เบรคแป๊บนึงก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะ จะทำให้เรามีสติมากขึ้นว่างานที่ดีที่สุดที่จะทำต่อไปคืออะไร แต่ถ้าเราไม่เบรคเลย เรามักจะทำตามความเคยชิน เช่นไล่อ่านไลน์หรือตอบ Slack ซึ่งอาจจะทำให้เราหัวเสียหรือเสียสมาธิจนทำให้แผนการทำงานของเรารวนไปหมด

7.ช่วยให้เรายืนระยะ

ในโดราเอม่อนภาคพิเศษ ตอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอม่อนมักจะหยุดกลางทางโดยให้เหตุผลกับพวกโนบิตะว่าถ้าเราบินติดต่อกันนานเกินไปแบตคอปเตอร์ไม้ไผ่จะหมดเร็ว

ถ้าเราทำงานติดๆ กันโดยไม่ได้พักเลย ตอนค่ำพลังจะหมด และถ้าเราทำแบบเดียวกันทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์เราก็แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะใช้เวลากับคนในครอบครัว

ดังนั้น หากเรารู้จักเบรคระหว่างวัน เราจะจัดการพลังงานได้ดีกว่า เราจะสามารถยืนระยะได้ และยังมีพลังเหลือไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงาน

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ