บทเรียนสำคัญจาก Outlive หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023 (ตอนที่ 1)

ผมได้อ่านหนังสือ Outlive: The Science & Art of Longevity ของ Peter Attia จบเมื่อตอนต้นเดือนพฤศจิกายน 2023 และอ่านซ้ำอีกครั้งช่วงกลางเดือนธันวาคม 2023 ตั้งใจจะเขียนบล็อกนี้ให้เสร็จก่อนสิ้นปี แต่ปรากฎว่าไม่ทัน!

โดยตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเขียนให้จบแล้วปล่อยเป็นตอนเดียวไปเลย แต่กลับใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้มาก จึงเปลี่ยนแผนมาทยอยปล่อยบทความเป็นตอนๆ โดยคิดว่าน่าจะจบบริบูรณ์ภายในเดือนมีนาคม

Key Message ของหนังสือเล่มนี้คือ “จงอย่าคิดไปเองว่าเราจะยังแข็งแรงในวัยชรา จงดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ และวิธีที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกาย”

เรื่องออกกำลังกายเป็นสิ่งที่พูดซ้ำกันจนเบื่อ ใครที่อายุเกินสี่สิบอาจมีทำนองเพลง “กีฬากีฬาเป็นยาวิเศษ” ลอยเข้ามาในหัวด้วยซ้ำ

—–

คนเราเวลาแก่ตัวลง มักจะมีเรื่องกลัวอยู่ไม่กี่อย่าง

หนึ่งคือกลัวไม่มีเงินใช้ สองคือกลัวเจ็บป่วย สามคือกลัวตาย

ข้อหนึ่งมีคนพูดถึงเยอะแล้ว ส่วนข้อสามก็ยากมาก ต้องพึ่งความเข้าใจทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่รู้จะเข้าถึงได้เมื่อไหร่หรือจะมีวันเข้าถึงได้หรือเปล่า

ส่วนข้อสอง การกลัวความเจ็บป่วยนั้น สิ่งที่หลายคนทำคือซื้อประกัน ซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่ได้ป้องกันให้เราไม่เจ็บป่วย แค่ช่วยให้เราไม่หมดตัวเวลาป่วยหนักเท่านั้น

ด้วยวิถีชีวิตของคนเราทุกวันนี้ที่ทำงานที่บ้าน ขยับตัวน้อยกว่าแต่ก่อน (sedentary lifestyle) และความจริงที่ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ผมคิดว่าการกลับมาใส่ใจเรื่องสุขภาพตั้งแต่วัยขึ้นเลขสามหรือเลขสี่เป็นการปรับกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่จำเป็นมากๆ สำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยที่ไม่เดือดร้อนลูกหลาน (แถมหลายคนเลือกที่จะไม่มีลูกด้วย) ไม่ต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วยเรื้อรังในช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต

มันคือการสบตากับความจริงที่ว่า สังขารของเราต้องโรยรา และอาจโรยราเร็วกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราด้วยซ้ำ ใครจะไปนึกว่าตอนอายุ 40 เราจะปวดหลังได้ขนาดนี้ ตอนพ่อแม่อายุเท่าเราเขาดูแข็งแรงกว่าเราตอนนี้อย่างชัดเจน

การเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมง่ายกว่าและมีโอกาสสำเร็จมากกว่าไปเริ่มเตรียมพร้อมตอนอายุ 50 หรือ 60 (แต่ถึงคุณจะอายุ 60 แล้วจะเริ่มก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ)

ผมใช้เวลาเขียนบทความนี้ข้ามปี เนื่องจากผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บและอาหารการกิน เลยต้องหาข้อมูลอ่านเพิ่มเองเยอะมาก หากมีข้อผิดพลาดประการใด รบกวนท้วงติงด้วยนะครับ

ความหวังสำคัญของผม คือให้บทความชิ้นนี้เปลี่ยนทิศทางชีวิตของผู้อ่าน ด้วยการหันมาเริ่มดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

แล้วอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า เราจะนึกกลับมาขอบคุณตัวเองที่ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ

======

เกี่ยวกับหนังสือและผู้เขียน

======

Outlive อ่านว่า เอ๊าท์ลีฟ

Live แปลว่าการมีชีวิตอยู่

Out ในที่นี้คือ “การทำให้มากกว่า” เช่น 

outrun – วิ่งเร็วกว่า 

outnumber – มีจำนวนมากกว่า

outdo – ทำได้ดีกว่า

Outlive จึงแปลว่าอยู่ได้นานเกินกว่าคนทั่วไปหรือนานเกินกว่าค่าเฉลี่ย

ผู้เขียนชื่อ Dr.Peter Attia เคยเรียนจบตรีด้านวิศกรรมเครื่องกล ก่อนไปเรียนจบปริญญาเอกที่ Stanford University School of Medicine ได้ทำงานกับ John Hopkins Hospital อยู่ 5 ปี และที่ National Cancer Institute อีก 2 ปีในฐานะหมอโรคมะเร็งผิวหนัง (melanoma)

ผมได้ยินชื่อ Peter Attia โดยบังเอิญจาก YouTube ถ้าลองไปเสิร์ชดูจะเห็นว่าเขาได้ให้สัมภาษณ์และทำพ็อดแคสต์เอาไว้เยอะมาก 

Dr.Attia บอกว่าเขาใช้เวลาเขียน Outlive อยู่ถึง 6 ปี เป็นหนังสือเล่มแรกและน่าจะเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายในชีวิตของเขา ผมเลยลองไปหาที่ร้าน AsiaBooks สาขาซีคอนแสควร์ตอนเดือนตุลาคม 2023 ปรากฎว่ามีแค่เล่มเดียวแถมยังเป็นปกแข็ง ราคาก็แรงอยู่ แต่ก็ตัดสินใจซื้อมาอ่าน

ปรากฎว่าสนุกกว่าที่คิด เป็นหนังสือที่ผมขีดไฮไลต์มากที่สุดในปี 2023 ความลำบากคือมีข้อเสียตรงที่ศัพท์ทางเทคนิคเยอะ แถมผู้เขียนก็ค่อนข้างสุดโต่งในหลายเรื่องเพราะแก geek มากๆ

ผมอ่าน Outlive จบตอนต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ก็ยังไม่ได้เขียนถึงในบล็อกนี้เพราะยังไม่แน่ใจว่ามันจะมีอิมแพ็กต์กับชีวิตผมมากแค่ไหน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พบว่าตัวเองคิดถึงหลายประเด็นที่ Outlive พูดถึงอยู่หลายครั้ง จึงคิดว่าคงถึงเวลาที่จะฮึดขึ้นมาเขียนบล็อกยาวๆ อีกสักรอบ เพื่อเป็นของขวัญให้ตัวเองและเป็นของขวัญให้ผู้อ่านบล็อก Anontawong’s Musings สำหรับปีใหม่

เพื่อเรียกน้ำย่อย ขอจั่วหัวบางประเด็นที่จะพูดถึงในบทความนี้เอาไว้หน่อย

– หนึ่งในปัจจัยการเสียชีวิตที่สำคัญที่สุดของคนวัยเกษียณคือ “การล้ม” – เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของญาติผู้ใหญ่หลายคนที่ล้มทีนึงแล้วสุขภาพทรุดเลย – เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะลดโอกาสที่พ่อแม่ของเราจะล้ม รวมถึงโอกาสที่เราจะล้มในวันที่เราแก่กว่านี้?

– ลักษณะอะไรที่คนอายุยืนเกิน 100 ปีมีเหมือนกัน?

– ทำไมการดื่มน้ำผลไม้จึงอาจไม่ดีต่อสุขภาพ?

– คอเลสเตอรอลสูงไม่ดีจริงหรือ?

– จะเพิ่มโอกาสในการรักษามะเร็งให้หายขาดได้อย่างไร?

– อัลไซเมอร์มีทางรักษาหรือไม่?

– KPI ตัวไหนที่ทำนายอายุขัยของเราได้ดีที่สุด?

เนื่องจากบางหัวข้อจำเป็นต้องมีการปูพื้นฐาน เนื้อหาส่วนไหนที่ผมเพิ่มเติมเข้าไปเอง จะใส่ไว้ในวงเล็บ [ ] กำกับไว้นะครับ

=======

Lifespan vs Healthspan

=======

แน่นอนว่าทุกคนอยากอายุยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่การแพทย์ยุคใหม่ทำได้ดี อายุคาดเฉลี่ยของมนุษย์ในศตวรรษที่ผ่านมานั้นเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว

นั่นหมายความว่าถ้าตอนนี้เราคิดว่าจะอายุถึง 80 ปี เมื่อร้อยปีที่แล้วเราจะมีอายุคาดเฉลี่ยเพียง 40 ปีเท่านั้น คิดแล้วก็สั้นจนน่าใจหาย

แต่แม้ว่าการแพทย์สมัยนี้จะทำให้เราอายุยืนยาวขึ้น แต่คุณภาพชีวิตในช่วง 10 ปีสุดท้ายนั้นไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่

พอเลยวัย 65 หรือ 70 ปี สุขภาพของเราจะทรุดโทรมเร็วมาก บางคนต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลเป็นกิจวัตร บางคนนั่งรถเข็น บางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บางคนเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทศวรรษสุดท้ายจึงเป็น”ทศวรรษชายขอบ” (marginal decade) ของคนจำนวนไม่น้อย คือยังหายใจอยู่ แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยความเจ็บป่วยและความทุกข์ทางกายและทางใจ จนไม่แน่ใจว่าอายุที่ยืนยาวนั้นเป็นพรหรือเป็นคำสาป

สิ่งที่เราควรใส่ใจไม่น้อยกว่า lifespan ก็คือ healthspan คือนอกจากอายุขัยจะยืนยาวแล้ว เราควรตั้งความหวังและตั้งใจที่จะมีสุขภาพดีไปจนถึงช่วงทศวรรษสุดท้าย และแม้กระทั่งช่วงเดือนปีสุดท้ายของชีวิตด้วย

=======

Medicine 3.0

=======

ในมุมมองของ Peter Attia การแพทย์ของเรามีอยู่สามยุค

Medicine 1.0 – เริ่มต้นจากชาวกรีกนาม ฮิปโปเครติส Hippocrates ในสมัย 460 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “บิดาแห่งการแพทย์”

Medicine 2.0 – เริ่มต้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากคนอย่าง Louis Pasteur ที่ค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่า และ Robert Kosch ที่พบว่าจุลินทรีย์เป็นต้นเหตุของวัณโรคและอหิวาตกโรค

การค้นพบว่าโรคติดต่อเกิดจากเชื้อโรคนั้น ทำให้ Medicine 2.0 ช่วยมนุษชาติเอาชนะโรคโปลิโอและโรคฝีดาษ รวมถึงจำกัดการทำลายล้างของเชื้อ HIV ได้

แต่ Medicine 2.0 ก็ยังมีข้อจำกัด คือส่วนใหญ่แล้วมันช่วยรักษามนุษย์จากอุบัติเหตุและโรคติดต่อ (fast death) แต่กลับไม่ได้สร้างความคืบหน้ามากนักสำหรับโรคเรื้อรัง (slow death) อย่างเช่นโรคมะเร็ง

ในระหว่างปีค.ศ. 1900-2000 อัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยต่อประชากร 100,000 ลดจาก 1,600 เหลือ 800 คน

แต่ถ้าตัดการเสียชีวิตจากโรคติดต่อ 8 อันดับแรกออกไป อัตราการเสียชีวิตต่อประชากร 100,000 คนลดลงจาก 1100 คน เหลือ 800 คนเท่านั้น

Medicine 3.0 คือสิ่งที่ Peter Attia พยายามจะผลักดัน โดยมีข้อแตกต่างจาก Medicine 2.0 สี่ข้อด้วยกัน

หนึ่ง เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา

สอง มองคนไข้แต่ละคนเป็นปัจเจก และออกแบบการรักษาเพื่อคนไข้คนนั้นโดยเฉพาะ

สาม ประเมินความเสี่ยงต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงความเสี่ยงที่จะไม่ทำอะไรเลยด้วย

สี่ ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่สุด ในขณะที่ Medicine 2.0 ให้ความสำคัญกับ lifespan และการยื้อยุดกับความตายบนเตียงโรงพยาบาล Medicine 3.0 จะให้ความสำคัญกับ healthspan และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้ได้ยาวนานที่สุด

ระบบสาธารณสุขและธุรกิจประกันสุขภาพยังใช้โลกทัศน์แบบ Medicine 2.0 แทบไม่มีบริษัทประกันเจ้าไหนที่จะยอมจ่ายเงินให้หมอสั่งคนไข้ให้ระมัดระวังเรื่องการกินและคอยมอนิเตอร์ค่าน้ำตาลในเลือด แต่หากคนไข้เป็นเบาหวานเมื่อไหร่ บริษัทประกันพร้อมจะจ่ายค่ายาฉีดอินซูลินซึ่งใช้เงินสิ้นเปลืองกว่ามาก

“Nearly all the money flows to treatment rather than prevention – and when I say “prevention,” I mean prevention of human suffering.”

Medicine 3.0 เชื่อว่าการป้องกันนั้นใช้เงินน้อยกว่าและทรงประสิทธิภาพมากกว่ามากนัก โดยเฉพาะเมื่อวัดกันในเรื่องการลดความทุกข์ทรมานของมนุษย์

=======

สี่พญามาร

=======

[ในพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์ ในยามที่โลกถึงวันพิพากษา จตุรอาชา (The Four Horsemen of Apocalypse) จะปรากฎตัวและนำไปสู่วันสิ้นโลก โดยจตุรอาชาได้แก่ โรคระบาด สงคราม ความอดอยาก และความตาย]

ในหนังสือ Outlive Dr.Attia บอกว่าจตุรอาชาของโรคเรื้อรัง ได้แก่

1.เบาหวาน (Metabolic Dysfunction)

2.โรคหัวใจ

3.มะเร็ง

4.สมองเสื่อม เช่นอัลไซเมอร์

เพื่อให้เข้ากับบริบทไทย ผมขอเปลี่ยนคำว่า จตุรอาชา เป็น “พญามาร” แล้วกันนะครับ

ทั้งสี่โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ทั่วโลก เป็นโรคที่ไม่ติดต่อ กินเวลายาวนานกว่าจะออกอาการ และทั้งสี่โรคนี้อาจมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

ในบรรดาคนที่อายุยืนเกิน 100 ปี (centenarian) พวกเขาจะเริ่มเป็นโรคเหล่านี้ช้ากว่าคนอื่นๆ นับทศวรรษ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นคนทั่วไป เมื่อเราอายุถึง 72 ปี เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งถึง 20%

แต่ในคนที่อายุยืนยาวเกิน 100 ปี กว่าที่พวกเขาจะมีโอกาสเป็นมะเร็งถึง 20% นั้น ต้องรอถึงอายุ 92 ปีเลยทีเดียว

โรคอื่นๆ อย่างสโตรค (stroke) หรือสมองเสื่อมก็เกิดกับคนกลุ่มนี้ช้ามาก หรืออาจจะไม่เกิดเลย

เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของฝรั่งหรือแม้กระทั่งคนไทยที่อายุยืนทั้งๆ ที่สูบบุหรี่และดื่มเหล้าเยอะ แต่ขอให้รู้ว่านั่นเป็นเพราะพวกเขาโชคดีกว่าเรา

คนที่อายุยืนโดยไม่ต้องพยายามนั้นเกิดจากพันธุกรรมเป็นหลัก ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องของเราอายุยืน เราก็มีโอกาสที่จะอายุยืนเช่นกัน

แต่ถ้าพ่อแม่ของเราเป็นคนปกติ เราก็มีแนวโน้มที่จะมีอายุขัยเท่าคนปกติ และมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยหนึ่งใน 4 โรคพญามาร

ดังนั้น ถ้าเราอยาก Outlive และหลบหลีกพญามาร เราต้องทำความรู้จักกับพญามารว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเริ่มดูแลตัวเองให้ดีเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสหรือถ่วงเวลาของการมาถึงของพญามารให้นานที่สุด

=======

พญามารตัวที่ 1 – เบาหวาน

=======

[โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ต่างจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลินเลย

อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน ทำหน้าที่เผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน และเปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายไปเป็นไขมัน ถ้าตับอ่อนผลิตสารอินซูลินได้น้อย หรือไม่ได้เลย น้ำตาลก็จะตกค้างอยู่ที่กระแสเลือด และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น]

ธรรมดาน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดเราทั้งร่างกายนั้นมีอยู่แค่ 5 กรัมหรือประมาณ 1 ช้อนชา

ส่วนคนที่เป็นเบาหวานนั้นมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือด 7 กรัมหรือ 1 ช้อนชาครึ่ง

เรามีเลือดในร่างกายประมาณ 5 ลิตร แต่ความแตกต่างของคนปกติกับคนเป็นเบาหวาน อยู่ที่น้ำตาลในเลือดที่มากขึ้นแค่ครึ่งช้อนชาเท่านั้น!

เบาหวาน เป็นหนึ่งในอาการของ Metabolic Dysfunction คือกระบวนการเผาผลาญที่ผิดปกติ

อีกหนึ่งอาการของ Metabolic Dysfunction ก็คือภาวะไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease – NAFLD)

หนังสือบอกว่าประชากรถึง 1 ใน 4 ของโลกมีภาวะนี้อยู่ และเป็นกันตั้งแต่วัยรุ่น! และหากอาการแย่ลงก็อาจกลายเป็นภาวะตับอักเสบ (nonalcoholic steatohepatitis – NASH )

เราอาจจะคิดว่าเราผอม เราไม่อ้วน เราไม่เป็นไร แต่แท้จริงแล้วคนผอมอาจจะมีความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับมากกว่าคนอ้วนด้วยซ้ำ

เพราะพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการสะสมไขมันในร่างกาย คือไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) คนที่อ้วน จ้ำม่ำ หรือตุ้ยนุ้ย ก็คือคนที่มีไขมันใต้ผิวหนังอยู่ทั่วร่างกาย ไขมันก็จะไปเก็บอยู่ตามแขนตามขาซึ่งไม่เป็นอันตราย

แต่สำหรับคนผอม ที่ไม่มีพื้นที่ให้สะสมไขมันใต้ผิวหนัง ไขมันเหล่านั้นจะหลุดไปสะสมอยู่ตามอวัยวะที่ไม่ควรอยู่ เช่นตามอวัยวะช่องท้องอย่างตับ ไขมันที่อยู่ตรงนั้นเรียกว่า – visceral fat

ซึ่ง visceral fat นี่อันตรายมาก

ลองจินตนาการถึงอ่างอาบน้ำว่าเป็นร่างกายของคนเรา น้ำที่ไหลเข้าอ่างอาบน้ำคือไขมัน ส่วนท่อระบายน้ำคือการเผาผลาญ

คนอ้วน ก็คือคนที่มีอ่างขนาดใหญ่ น้ำไหลเข้ามาเยอะ ถ้าระบายน้ำไม่ทัน ก็จะเก็บน้ำเอาไว้อยู่ในอ่างได้เพราะมีไขมันใต้ผิวหนังเยอะ

ส่วนคนผอม คือคนที่มีอ่างขนาดเล็ก น้ำไหลเข้ามาเยอะ ระบายไม่ทัน น้ำก็จะล้นอ่าง แล้วท่วมไปตามพื้นห้องน้ำ ลามไปที่ห้องนอน และส่วนอื่นๆ ของบ้าน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายได้อย่างมาก

เหตุผลที่คนยุคนี้เป็นไขมันพอกตับและเบาหวานมากกว่าคนยุคก่อน ก็เพราะว่าร่างกายของเราไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ “อุดมสมบูรณ์” ขนาดนี้

ก่อนจะเริ่มทำการเกษตร บรรพบุรุษของพวกเราหาอาหารด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลอยู่หลายแสนปี

อาหารจึงเป็นของหายาก ได้กินมื้อนี้แล้วยังไม่แน่ว่ามื้อถัดไปจะเป็นเมื่อไหร่ ดังนั้นร่างกายของเราจึงถูกออกแบบให้เก็บไขมันและน้ำตาลได้ดีเพื่อสามารถดึงออกมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน

แต่ในยุคนี้เราเข้าถึงแหล่งอาหารได้ง่ายดายมาก เราจึงมักบริโภคไขมันและน้ำตาลเยอะเกินกว่าร่างกายจะระบายหรือใช้ได้ทัน ไขมันจึงพอกตับ และน้ำตาลในเลือดจึงสูง และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า แค่น้ำตาลสูงขึ้นเพียงครึ่งช้อนชาในเลือดห้าลิตรก็เป็นเบาหวานแล้ว)

แม้กระทั่งเครื่องดื่มสุขภาพอย่างน้ำผลไม้สมูทตี้ ก็มีน้ำตาล fructose มากเกินกว่าที่ตับจะจัดการไหว หนังสือแนะนำว่าให้กินผลไม้เป็นลูกๆ จะดีกว่า เพราะมีกากใยและช่วยให้กระบวนการการดูดซึมเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อหลายคนเติมน้ำ(ตาล) มากเกินไปจนล้นอ่าง วิธีแก้ไขและลดความเสี่ยง ก็คือต้องเอาน้ำใส่อ่างให้น้อยลง หรือไม่ก็ต้องทำให้น้ำระบายออกได้ง่ายขึ้น ด้วยการออกกำลังกาย ที่จะช่วยดูแลระบบเผาผลาญของเราให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

ใครที่ต้องการดูว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็น Metabolic Dysfunction หรือไม่ ให้ดูห้าข้อนี้ 

1. ความดันสูงกว่า 130/85

2. ไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 mg/dL

3. HDL ต่ำกว่า 40 mg/DL ในผู้ชาย และต่ำกว่า 50 mg/DL ในผู้หญิง

4. รอบเอวใหญ่กว่า 40 นิ้วสำหรับผู้ชาย และใหญ่กว่า 35 นิ้วสำหรับผู้หญิง

5. น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (elevated fasting glucose) สูงกว่า 110 mg/DL

ถ้าเรามี 3 ใน 5 ข้อนี้ ก็ให้ระวังว่าอาจจะมีอาการเบาหวานหรือก่อนเบาหวาน (pre-diabetes) แม้จะไม่ได้อ้วนเลยก็ตาม

ในตอนต่อไป เราจะไปทำความรู้จักพญามารตัวที่ 2 ที่ชื่อว่าโรคหัวใจ สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนทั่วโลกครับ


Outlive ตอนที่ 1: โรคเบาหวานและเหตุผลที่ Outlive เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023

Outlive ตอนที่ 2: โรคหัวใจและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคอเลสเตอรอล

Outlive ตอนที่ 3: ความหวังของการรักษามะเร็งให้หายขาด

Outlive ตอนที่ 4: โรคอัลไซเมอร์

Outlive ตอนที่ 5: KPI ที่สำคัญที่สุดสำหรับอายุที่ยืนยาว

Outlive ตอนที่ 6: VO2 Max และความสับสนเกี่ยวกับ Zone 2 Training

Outlive ตอนที่ 7: Strength และ Stability มิติที่คนออกกำลังกายมองข้าม

Outlive ตอนที่ 8: กินน้อย / ทำ IF แล้วสุขภาพดีจริงหรือ

Outlive ตอนที่ 9: การนอนหลับและสุขภาพทางอารมณ์

ให้คำพูดของเรานั้นศักดิ์สิทธิ์

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่าเขาสามารถทำนายอนาคตได้

เขาพูดว่า “เดี๋ยวผมจะไปอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง” เมื่อพูดจบเขาก็เดินไปที่ฟากหนึ่งของห้อง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำนายเอาไว้นั้นแม่นยำจริงๆ

ตอนที่อ่านข้อความนี้ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมก็รู้สึกแปลกๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำนายอนาคตได้เสียหน่อย เขาก็แค่พูดในสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แล้วก็ทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเหลวไหลเรื่องนี้ก็ยังกลับมาให้ผมขบคิดอยู่บ่อยๆ

(อะไรที่ผ่านไปนานแล้วแต่เรายังนึกถึงมันอยู่ แสดงว่ามันน่าจะมีประโยชน์อะไรบางอย่าง เพราะโดยปกติแล้วสมองคนเรานั้นโยนทิ้งข้อมูลเก่งกว่านักจัดบ้านแบบ KonMari เสียอีก อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ spark joy เราก็จะลืมมันไปอย่างง่ายดาย อังคารที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงผมยังจำไม่ได้เลย)

ผมว่าบทเรียนลึกๆ ของการ “ทำนายอนาคตอันแสนสั้น” ก็คือเราสามารถทำในสิ่งที่เราลั่นวาจาเอาไว้ได้

แน่นอนว่าโอกาสในการทำสิ่งที่เราเอ่ยไว้ให้สำเร็จนั้นก็มีสูงต่ำต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เราพูดออกมานั้นทำได้ยากแค่ไหนและต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง

ถ้าการทำนายว่า “ผมจะไปอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องใน 10 วินาที” นั้นมีโอกาสถูกต้อง 100%

และการทำนายว่า “ผมจะมีเงินเก็บ 100 ล้านภายใน 10 ปี” มีโอกาสถูกต้อง 1%

การทำนายว่า “น้ำหนักผมจะลดลง 1 กิโลภายใน 1 เดือน” นั้นมีโอกาสถูกต้อง 80% เพราะว่ามันอยู่ในวิสัยที่เราจะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

เราจึงควรฝึก “ทำนาย” เรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างน้อย 80% แล้วตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ

ปีใหม่นี้หลายคนตั้งปณิธานว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น จะออกกำลังกายให้มากขึ้น จะเล่นโซเชียลให้น้อยลง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเรามีโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้เกิน 80% แน่ๆ เพราะมันอยู่ในความควบคุมของเราเกือบทั้งหมด

แต่ถ้าเราตั้งใจเอาไว้ แล้วเรากลับไม่ได้ทำ (ซึ่งต่างจากการทำไม่ได้) การผิดคำพูดนี้จะกลับมาทำร้ายตัวเองตรงที่มันอาจทำให้เราเชื่อถือตัวเองน้อยลง

เมื่อพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และควรทำได้ แต่เรากลับไม่ทำ คำพูดของเราก็จะศักดิ์สิทธิ์น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งคนก็จะเลิกให้น้ำหนักกับคำพูดของเรา

และคงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าไม่มีใครเชื่อใจในคำพูดของเราแม้แต่ตัวเราเอง

ในมุมกลับกัน ถ้าเราพูดในสิ่งที่เราทำได้ และเราก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริง เราจะเริ่มเชื่อใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเชื่อใจจะกลายเป็นเชื่อมั่น จากเชื่อมั่นจะกลายเป็นศรัทธา

ถ้าเราเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จะมีทรัพย์สมบัติอะไรที่มีค่าไปกว่าการมีศรัทธาในตัวเอง

เมื่อมองไปยังคนที่เขาคิดใหญ่ ฝันใหญ่ และลงมือทำให้เกิดขึ้นได้จริง สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันก็คือศรัทธาที่เต็มเปี่ยมทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น เพราะเขาได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายและเอ่ยวาจาเอาไว้นั้นมันเกิดขึ้นจริง

เรายังไม่ต้องฝันใหญ่เบอร์นั้นก็ได้ เพราะจะกดดันตัวเองเกินตัว

เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เรื่องที่ถ้าได้ลงมือทำแล้วโอกาสสำเร็จนั้นเกือบ 100% ก่อน

พูดในสิ่งที่เราทำได้ แล้วก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น ไม่ต่างจากการเดินไปฟากหนึ่งของห้อง จากนั้นค่อยขยับไปทำเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าจะพูดอะไรออกมาว่าจะทำ ก็จงลงมือทำอย่างตั้งใจ จนกว่าสิ่งนั้นจะเห็นผล

หากทำได้บ่อยๆ คำพูดของเราจะมีความศักดิ์สิทธิ์ครับ

7 คำถามสำหรับปี 2024

สวัสดีปีใหม่ 2024 / 2567 ครับ!

ผมเพิ่งได้อ่าน newsletter ฉบับล่าสุดของ Farnam Street ซึ่งเป็นบล็อกที่มีคนติดตามถึง 6 แสนคน

Shane Parrish เจ้าของบล็อกนี้ ได้เขียน Annual Reflections: 7 Powerful Questions to Reflect on 2023 and Make Yourself Unstoppable in 2024 เอาไว้ ซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์และช่วยให้ได้คิดในมุมที่ไม่เคยคิดมาก่อนหลายข้อ เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจตลอดปีมังกรทองครับ


1. ข่าวร้าย คุณโดนไล่ออก!

สูตรสำเร็จง่ายๆ คือทำสิ่งที่ได้ผลให้มากขึ้น และหยุดทำสิ่งที่ไม่ได้ผล

คนที่ประสบความสำเร็จ มักจะวิเคราะห์อย่างเลือดเย็นว่าอะไรที่เวิร์ค และอะไรที่ไม่เวิร์ค

ลองจินตนาการว่าวันนี้เราโดนไล่ออกจากการเป็น CEO ของชีวิต และมีคนที่เก่งสุดยอดเข้ามารับหน้าที่นี้แทน คิดว่าเขาจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม?

เขาจะมองเห็นอะไรเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางความสำเร็จ?

เขาจะทำอะไรให้มากขึ้น?


2. ตัดทิ้งอย่างเด็ดขาด

จงทำน้อยให้ลง แต่ทำให้ดีขึ้น

คนส่วนใหญ่พยายามทำอะไรมากเกินไป ปัญหาคือเป้าหมายที่มากเกินไปจะแก่งแย่งพลังงานของเรา ทำให้คุณภาพงานลดลง ทำให้เราเครียด แถมสุดท้ายยังไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความพยายามที่เราทุ่มเทลงไป คือการเลือกให้ดีว่าจะทำอะไรบ้าง

เขียนเป้าหมาย 10 อันดับแรกสำหรับปี 2024 แล้ววงกลม 3-4 ข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา

ทุกข้อที่เราไม่ได้วง ควรเป็นรายการ ‘สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด’ เพราะมันล้วนเบี่ยงเบนความสนใจของเราจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ

แรงกายแรงใจที่เราทุ่มลงไปในเป้าหมายอันดับ 9 คือค่าเสียหายที่เราต้องจ่ายให้เป้าหมายอันดับ 1


3. เคล็ดลับที่จะช่วยให้โลกทำงานแทนเรา

กฎข้อที่สามของนิวตันระบุว่า “สำหรับทุกๆ แรงกระทำ จะมีแรงปฏิกิริยาที่เท่ากันและตรงกันข้าม”

กฎของนิวตันเป็นอัลกอริทึมอันทรงพลังที่จะช่วยให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ ทำให้ความสัมพันธ์ง่ายขึ้น และทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

เรามักจะตอบสนองต่อการกระทำด้วยปฏิกิริยาที่คล้ายคลึงกัน ถ้าใครที่ไม่ค่อยช่วยเหลือเรา เราก็คงไม่มีความพยายามมากนักที่จะช่วยเหลือเขา ในทางกลับกัน ใครที่ดีกับเรา เราก็มักจะดีกับเขา

เพื่อให้ความจริงข้อนี้ทำงานให้เรา ลองสำรวจพื้นที่ในชีวิตที่เรากำลังรอให้ใครบางคนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เช่นการเอ่ยปากขอโทษ การชวนเขาออกเดต หรือการรอคอยให้ใครบางคนมองเห็นศักยภาพของเรา

หยุดรอคอยให้ชีวิตมอบสิ่งที่เราคิดว่าควรได้รับ และออกไปทำให้มันเกิดขึ้นด้วยตัวเราเองเถอะ

พิจารณาให้ดีว่าเรากำลังรอคอยให้คนอื่นทำอะไรให้อยู่หรือไม่ และเราสามารถริเริ่มอะไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้บ้าง


4. ออกแบบชีวิตของเราให้หลีกเลี่ยงจุดอ่อน

ในสมัยที่ลงแข่งรายการ British Open เป็นครั้งแรก จุดอ่อนของ Tiger Woods คือการตีลูกออกจากหลุมทราย (บังเกอร์)

ปัญหาก็คือ British Open แข่งที่สนาม St. Andrews ซึ่งเต็มไปด้วยหลุมทราย

ในรอบซ้อม นักข่าวเห็นว่าไทเกอร์ไม่ค่อยซ้อมตีออกจากหลุมทราย แต่เน้นการไดร์ฟและการตีด้วยเหล็กสั้น

เมื่อถูกนักข่าวถาม ไทเกอร์อธิบายว่ากลยุทธ์ของเขาคือหลีกเลี่ยงหลุมทรายทุกหลุมไปเลย ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จตลอดการแข่งขัน

บทเรียนก็คือ จงหาจุดอ่อนของเรา และออกแบบชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงมันเท่าที่จะทำได้

Charlie Munger เข้าใจหลักการข้อนี้ ดังที่ Chris Davis เพื่อนของมังเกอร์เคยเล่าว่า บุคลิกตรงไปของมังเกอร์ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการบริหารทีม เขาจึงออกแบบการทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้นิสัยเหล่านี้ส่งผลเสีย

ทุกคนมีจุดแข็งและจุดอ่อน การระบุจุดอ่อนและลดผลกระทบของมันแสดงถึงการยอมรับตัวเองและการมีความยืดหยุ่น

ลองพิจารณาเรื่องอย่างการลงทุน (ซึ่งการซื้อกองทุนรวมอาจดีกว่า) การบริหารคน การทำอาหาร หรือการจ้างงาน ว่าเรามีจุดอ่อนอะไรบ้าง และลองหาแนวทางปิดจุดอ่อนเหล่านั้นดู


5. หลีกเลี่ยงคน Toxic

คนสำเร็จที่สุดจะคัดสรรคนที่เขาจะยอมให้เข้ามาอยู่ในชีวิต เพราะคนเหล่านี้คือ ‘โดมิโนตัวแรก’ ที่เริ่มปฏิกิริยาลูกโซ่

พฤติกรรมของคนที่เราคบหาจะซึมซับเข้ามาในตัวเราโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เราอ่านและคนที่เราติดตามในโลกโซเชียลจะกำหนดความคิดของเราในอนาคต

ลองดูว่าคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ทั้งตัวจริงและบนโลกออนไลน์นั้นมีใครบ้าง

ใครที่เพิ่มพลังให้เรา? ใครที่ดูดพลัง? ใครที่ชอบทำให้เรารู้สึกผิด? ใครมักดึงเราเข้าไปอยู่ในเรื่องราวดราม่า? นิสัยของคนแบบไหนที่เราไม่อยากมี?

ในโซเชียลมีเดีย ใครที่ชอบปล่อยพลังงานลบ? ใครที่ชอบแสดงความเห็นไปเสียทุกเรื่อง?

ใครที่สร้างแรงบันดาลใจและมอบไอเดียใหม่ๆ ให้กับเรา? ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เราพึ่งพาได้?


6. ใช้ชีวิตให้เหมือนอยู่ในกองถ่ายสารคดี

ถ้ามีกองถ่ายภาพยนตร์ตามติดเราทั้งวันเพื่อบันทึกความสำเร็จของเรา เราก็คงจะทำแต่สิ่งที่คนสำเร็จเขาทำกันเท่านั้น

การดำเนินตามแนวคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้เราเห็นว่าเรากำลังทำอะไรที่นำไปสู่เป้าหมาย และอะไรที่เป็นอุปสรรค

ถ้ามีกองถ่ายตามติดชีวิตเรา เราคงไม่อยากนอนไถมือถือให้เขาดูหรอก

ลองคิดดูว่าเราอยากให้ทีมงานถ่ายเราทำอะไร และอะไรที่เราไม่อยากให้พวกเขาเห็น


7. โหมดง่าย / โหมดยาก

ในโลกแห่งความจริง ไม่มีคะแนนสำหรับความยากง่าย

หนึ่งในเหตุผลของคนที่เก่งขั้นสุดยอดมักสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนอื่น ก็คือพวกเขามักเล่นเกมในโหมดง่าย ขณะที่พวกเราชอบเล่นในโหมดยาก

ตอนขึ้น ม.1 ลูกชายผมกลับมาบ้านพร้อมคะแนนสอบที่ไม่ดี เขายักไหล่แล้วพูดว่า “ผมทำเต็มที่แล้วครับ” แล้วเดินหนีไป

เขาหมายถึงเขาทำเต็มที่ตอนสอบ แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเข้าสอบในโหมดยาก เขาไม่ได้ทำสิ่งที่เขาทำได้ก่อนสอบเพื่อเปลี่ยนให้มันเป็นโหมดง่าย เช่น การอ่านหนังสือ การนอนเร็ว การทานอาหารเช้าดีๆ

โหมดง่ายไม่ได้การันตีชัยชนะ แต่ทำให้ชัยชนะเอื้อมถึงได้มากขึ้น

เรากำลังเล่นเกมชีวิตในโหมดง่ายหรือโหมดยาก? เราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ชีวิตง่ายดายกว่าเดิม?

ลองกลับสู่เรื่องเบสิค อะไรคือหนึ่งสิ่งที่เราทำได้วันนี้เพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้น? อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ในปีนี้เพื่อให้เราอยู่ในจุดที่ดีขึ้นในปีหน้า?

ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในชีวิตคู่เพื่อไม่ให้การผิดใจเพียงเล็กน้อยลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โต การนอนหลับให้เพียงพอ การกินอาหารดีๆ การออกกำลังกาย การมีเงินเก็บ และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลื่อนขั้นครั้งถัดไป

24 สิ่งที่ไม่ควรทำในปี 2024

1.อย่าให้ความมั่นใจโตไวกว่าความสามารถ เพราะความสำเร็จที่ผ่านมาอาจเกิดจากโชคช่วยด้วยไม่มากก็น้อย

2.อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

3.อย่าบอกว่าทำไม่ได้ทั้งที่ยังไม่ได้ลอง เพราะเรามักเผลอคิดไปก่อนว่ามันทำไม่ได้

4.อย่าใส่ใจตัวตนของเราในโลกออนไลน์มากกว่าตัวตนของเราในโลกจริง เพราะตัวเราในโลกออนไลน์เป็นเพียง avatar เท่านั้น

5.อย่ารู้สึกผิดกับกองดอง ให้มองหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านเป็นเหมือนสายน้ำใสสะอาดที่เราจะตักขึ้นมาดื่มกินเมื่อไหร่ก็ได้

6.อย่าเอามือถือเข้าห้องน้ำหรือห้องนอน แล้วเราจะอ่านหนังสือได้มากขึ้นเดือนละเล่ม

7.อย่าคุยกับคนแปลกหน้า เช่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักเลงคีย์บอร์ด ไม่เคยมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นจากการใช้เวลากับคนเหล่านี้

8.อย่าคุยกับ ChatGPT มากกว่าคุยกับคนในครอบครัว

9.อย่าอดเปรี้ยวไว้กินหวานจนเคยตัว – เพราะคนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน

10.อย่ารีรอที่จะทำอะไรให้อีกคนรู้สึกดี

11.อย่ากลัวการใช้เงินไปกับสิ่งที่สร้างความสุขให้เราได้อย่างแท้จริง เงินหาใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ประสบการณ์กับคนบางคนนั้นมีเวลาจำกัดมากกว่าที่เราคิด

12.อย่าทำงานให้คนที่เราไม่ได้เคารพ (ถ้าเลือกได้)

13.อย่าคิดว่าเราไม่มีทางเลือก คนเรามีทางเลือกเสมอถ้าเรายอมรับผลที่ตามมาได้

14.อย่ายึดติดกับความเป็นตัวเองมากเกินไป คนเราเปลี่ยนกันได้ รวมทั้งตัวเราเองด้วย

15.อย่าประมาทเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อเลยวัย 35 – นอนให้พอ กินให้พอดี กายให้ได้เหงื่อ วันหนึ่งเราจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสุขภาพนั้นสำคัญกว่า ‘ความก้าวหน้า’ ที่เราเอาสุขภาพไปแลกมา

16.อย่ามัวมองไปข้างหน้าจนลืมมองคนตรงหน้า

17.อย่าละเลยที่จะใช้เวลากับลูกในช่วงที่เขายังต้องการเรามากที่สุด พอโตเกิน 12 ขวบเขาก็อาจเป็นเด็กอีกคนแล้ว

18.อย่าลืมคิดถึงชีวิตที่เราอยากมีอยู่เนืองๆ จะได้รู้ว่ากำลังมาถูกทางรึเปล่า

19.อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะมันมักไม่ได้ลัดจริง ถ้าไปทางตรงตั้งแต่แรกป่านนี้อาจไปได้ไกลแล้ว

20.อย่าคิดว่าคนอื่นจะคิดถึงเรามากเท่าที่เราคิดถึงตัวเอง ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษถ้าเราเสพติดการโพสต์ลงโซเชียล

21.อย่าผิดหวังกับคนเดิมในเรื่องเดิมเกินสามครั้ง ให้เปลี่ยนความคาดหวังหรือไม่ก็เปลี่ยนคน

22.อย่าเป็น ‘คนเก่ง’ จนไม่เหลือใครคอยเตือน

23.อย่าให้การเตรียมพร้อมเป็นที่หลบซ่อนของการลงมือทำ

24.อย่าลืมที่จะมีเวลาอยู่เฉยๆ คนเดียว มีพื้นที่ว่างให้ตัวเองได้คิดและทบทวน นี่อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับปี 2024

ใช้วันนี้ให้เหมือนเราได้รับโอกาสครั้งที่สอง

เมื่อมองย้อนกลับไป อาจมีหลายจังหวะในชีวิตที่เรารู้สึกเสียดายหรือเสียใจ

เสียดายที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียน

เสียดายที่เอาแต่อยู่ในกรอบจนไม่ได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น

เสียดายที่ไม่ได้บอกความในใจกับคนคนนั้น

เสียใจที่พูดจาไม่ดีกับคนที่เรารัก

เสียดายที่ใช้เวลากับพ่อแม่น้อยไปหน่อย

เสียดายที่ทิ้งโอกาสเพราะอยากเก็บเงิน

เสียดายที่ทิ้งโอกาสเพราะกลัวอะไรก็ไม่รู้

เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายวีดีโอลูกตอนเด็กๆ ไว้มากกว่านี้

แต่ไม่ว่าจะเสียดายหรือเสียใจแค่ไหน เราก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

สิ่งเดียวที่เราจะแก้ไขได้คือวันนี้

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon บอกว่าสำหรับเขา เป้าหมายคือมีเรื่องเสียดายให้น้อยที่สุด

“When I’m eighty, I want to have minimized the number of regrets that I have in my life.”

ให้นึกถึงตัวเองตอนอายุ 80 ปีอาจจะไกลเกินไปสำหรับบางคน แค่ลองคิดถึงวันที่ตัวเองแก่กว่านี้สัก 20 ปีก็น่าจะพอ

ในอีก 20 ปี พ่อแม่อาจจะไม่อยู่กับเราแล้ว ลูกๆ อาจจะโตและออกจากบ้านไปกันหมด ร่างกายและสติปัญญาของเราอาจเปราะบางเกินกว่าจะเดินทางหรือทำอะไรที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะทำ

ถ้าตัวเราในอีก 20 ปีข้างหน้าได้นั่งไทม์แมชชีนกลับมาหาตัวเราในวันนี้ เขาจะพูดกับเราว่าอะไร? จะมีอะไรที่เขาอยากเตือนเราว่าอย่าพลาดเหมือนอย่างที่เขาเคยพลาดหรือเปล่า

หากจินตนาการได้ว่าเราอาจเสียใจอะไรในภายหลัง วันนี้ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนอดีตสำหรับตัวเราในอนาคต

“Live as if you were living already for the second time and as if you had acted the first time as wrongly as you are about to act now!”
-Viktor Frankl

ใช้วันนี้ให้เหมือนเราได้รับโอกาสครั้งที่สองครับ


ขอบคุณภาพจาก Doraemon Wiki