การเติบโตคือการหาความพอดีให้เจอ

20200401

เมื่อเรายังอ่อนด้อย เรามักจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง

ตอนเป็นวัยรุ่นมีความรัก บางคนจะขี้อายจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย ส่วนบางคนก็จีบไปเรื่อยราวกับมันคือเกม พอคบกันก็หึงหวงเป็นเจ้าข้าวเข้าของ พอเลิกกันก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้

เมื่อเรียนจบทำงานใหม่ๆ บางคนก็ทุ่มเทกับงานเสียจนทุกอย่างในชีวิตรวนไปหมด ส่วนบางคนก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามจนมองไม่เห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพ

เมื่ออยู่ในวัยที่ควรก่อร่างสร้างตัว บางคนก็มุ่งแสวงหาและสะสมแต่ทรัพย์สินเงินทอง ส่วนบางคนก็ไม่วางแผนเผื่ออนาคตเลย

ความสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวด และหากเรียนรู้จากความเจ็บปวดเราก็จะค่อยๆ ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และรู้ว่าจะวางตัววางใจกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตอย่างไร

คนที่ผ่านความรักมาประมาณหนึ่งก็จะเรียนรู้ที่จะรักอย่างเปิดเผย จริงใจ แต่ก็ยังปล่อยวางได้ในคราวเดียวกัน

คนที่ทำงานมาจนเก๋าแล้ว ก็จะรู้ว่าจะทำงานอย่างจริงจังและมีอิมแพ็คอย่างไรโดยที่ตัวเองไม่เครียดจนซึมเศร้าหรือร่างกายพังไปเสียก่อน

ส่วนคนที่มีปัญญาทางการเงิน ก็จะเข้าใจความสำคัญของการวางแผน แต่ก็จะไม่ปล่อยให้การสะสมเงินทองมาเป็นสรณะในการดำเนินชีวิต

การเติบโตจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการค้นพบความพอดีในทุกๆ มิติของชีวิต

หาความพอดีให้เจอ แล้วเราจะได้เป็น “ผู้ใหญ่” อย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ทำทีละอย่าง

20200330b

รู้ว่าเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะคนที่ work from home อยู่ตอนนี้

จำนวนเมสเสจในแชทพุ่งพรวด สถานการณ์ก็ต้องติดตาม แถมยังโดนคนที่บ้านทักอยู่บ่อยๆ

แต่ถ้าเราไม่คอยเตือนตัวเองให้ทำทีละอย่าง เราจะวิ่งเป็นหนูถีบจักร ข้าวปลาไม่ได้กิน ทำงานแบบไม่ได้พักตกเย็นเหนื่อยหนักกว่าอยู่ออฟฟิศ

เราน่าจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกอย่างน้อยสองเดือน ดังนั้นต้องออกแบบให้ดีว่าเราจะรับมือกับสิ่งเร้าที่เข้ามาทุกนาทีอย่างไร ไม่อย่างนั้นกายหยาบของเรารับไม่ไหวหรอก

ทำทีละอย่าง หยุดพักบ้าง จะได้งานโดยไม่เสียสุขภาพกายและจิตครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

แค่หนึ่งอิ่มท้อง

20200330

“เมื่อนกไซตัวน้อยสร้างรังในป่าลึก ก็ไม่ต้องการกิ่งไม้มากไปกว่าหนึ่งกิ่ง เมื่อตัวตุ่นดื่มน้ำจากท้องธาร ก็ไม่ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง”
– จาก “หนังสือจวงจื่อ”

ข้าวหนึ่งจานทำให้ยาจกและเศรษฐีอิ่มท้องได้เท่ากัน

แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่จินตนาการถึงอนาคตได้ แถมระบอบทุนนิยมก็ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า “พรุ่งนี้จะโตกว่าวันนี้” เราจึงใช้ความเจริญเติบโตในอนาคตมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของวันนี้ และสร้างโลกที่มีเงินล้นโลกในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังไม่มีจะกิน (อ่านเพิ่มได้ใน Sapiens ตอนที่ 16 สวัสดีทุนนิยม)

แต่ไม่มีสิ่งใดจะโตได้ตลอดไป แถมวิมานที่เราเคยวาดไว้อาจเป็นเพียงปราสาททรายที่ทรุดพังได้ง่ายกว่าที่คิด

จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะกลับมาศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ว่าด้วยการทำอะไรที่พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้กำกับ

เพราะที่ผ่านมาเราอาจใช้แต่เพียงความรู้เป็นตัวนำ แต่ขาดไปซึ่งความพอดีและความมีเหตุผล แถมภูมิคุ้มกันที่ตัวเองคิดว่ามีกลับเป็นภูมิคุ้มกันหลอกๆ โดนไวรัสสายพันธุ์ใหม่สะกิดนิดเดียวก็แทบล้มทั้งยืน

อยากเติบโตไม่ว่ากัน แต่ก็ต้องมองให้เห็นว่าการเติบโตมีหลายมิติ และในบางมิติมันก็วัดเป็นตัวเลขไม่ได้

สุดท้ายแล้ว ตัวตุ่นก็ไม่ได้ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง เราไม่ได้ต้องการข้าวมากไปกว่ามื้อละจาน ปัจจัยสี่ และการพักผ่อนที่เพียงพอ

เกินกว่านั้นคือความหรูหราและความสะดวกสบายที่เราอาจใช้เวลามากเกินไปเพื่อให้ได้มาครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

คาดการณ์แต่ไม่คาดหวัง

20200328d

ช่วงนี้พวกเราคงเสพข่าวกันจนเหนื่อย สำนักต่างๆ ออกมาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนที่ติดเชื้อหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การพยายามทำนายอนาคตเป็นกิจกรรมที่ “สนุก” แต่อาจไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

สนุกเพราะมันตื่นเต้น เพราะมันหวือหวา เพราะมันหดหู่ เพราะมันน่ากลัว เหมือนได้นั่งรถไฟเหาะทางอารมณ์เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า

ไม่คุ้มเพราะว่าในโมงยามแห่งความไม่แน่นอนเช่นนี้ สิ่งที่คาดเดาอาจจะออกมาผิดอยู่ดี สุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการรักษาตัวและรักษาใจของเราให้ดี

และหนึ่งในเคล็ดลับของการรักษาใจคืออย่าไปคาดหวังอะไรมากนัก

เพราะยิ่งคาดหวังยิ่งมีโอกาสผิดหวัง โดยเฉพาะถ้าเราไปคาดหวังกับคนหรือหน่วยงานที่ทำให้เราผิดหวังมาก่อนแล้ว

ถ้าเขาทำให้เราผิดหวังหนึ่งครั้ง นั่นเป็นความผิดของเขา ถ้าเขาทำให้เราผิดหวังสองครั้ง อันนั้นเราโง่เอง

ส่วนการคาดการณ์นั้นเป็นสิ่งที่พึงทำได้ แต่อย่ามองไปไกลนัก เอาแค่สัปดาห์ต่อสัปดาห์หรือเดือนต่อเดือนก็เกินพอแล้ว จากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด

ศึกษาข้อมูล จะได้คาดการณ์อย่างมีวิชาโดยเผื่อใจว่าส่วนใหญ่อาจจะผิด

แล้วอย่าคิดคาดหวังกับสิ่งที่ไม่ควรหวัง จะได้ไม่ต้องผิดหวังให้เสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ครับ

—-

ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear’s 3-2-1 newsletter

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

20200328c

ในโมงยามนี้ ทั่วโลกมีแต่ความไม่แน่นอน สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด อะไรที่เราเคยคิดว่ากะเกณฑ์ได้กลายเป็นอื่นไปเสียหมด

วันนี้จำนวนผู้ป่วยสะสมในอเมริกาแตะแสนไปเรียบร้อยแล้ว และอีกหลายประเทศในยุโรปน่าจะแซงหน้าจีนภายในสัปดาห์หน้า

นักเตะระดับโลกอย่างเมสซี่ต้องเดาะกระดาษทิชชู่อยู่บ้าน  ลิเวอร์พูลที่เคยเตรียมจะคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีอาจกลายเป็นทีมที่อาภัพที่สุดในโลก

ทอมแฮงค์สก็ติดโควิด เจ้าฟ้าชายชาล์สก็ติดโควิด ผ.อ.โรงพยาบาลก็ยังติดโควิด

สถานการณ์ดูเลวร้าย แต่ถ้าวางใจให้ถูกต้อง ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ คือบทเรียนย้ำเตือนให้เราศึกษาชีวิตที่เป็นอนิจจัง (ไม่แน่นอน) ทุกขัง (ตึงเครียด) อนัตตา (กะเกณฑ์ไม่ได้)

โดมิโนจากจีนถึงอเมริกา จากคัมป์นูถึงแอนฟิลด์ จากตระกูลแฮงค์สถึงตระกูลวินด์เซอร์คือเรื่องอิทัปจัยยตา

เพราะสิ่งนั้นเกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนั้นดับสิ่งนี้จึงดับ เราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกัน

เขาเดือดร้อนเราก็เดือดร้อนไปด้วย เขาอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

ท่ามกลางความสูญเสียของมนุษย์ ธรรมชาติกลับได้ชาร์จแบต ภาพประกอบของบทความนี้คือระดับมลภาวะในอากาศของจีนในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ค่า AQI ในกรุงเทพเป็นสีเขียวมาหลายวันติดต่อกัน ลำคลองในเวนิซกลับมาไหลเย็นเห็นตัวปลา

เหมือนโควิดถูกออกแบบมาเพื่อกดปุ่ม pause ให้โลกได้พัก เพราะนอกจากมนุษย์แล้วโควิดไม่ทำร้ายใครเลย ต้นไม้ใบหญ้าไม่กระทบ แม่น้ำลำคลองไม่กระเทือน วัวไม่เป็นบ้า ไก่ไม่ล้มตาย มันไม่ทำร้ายแม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดงด้วยซ้ำ

เมื่อโลกใบใหญ่ที่เคยหมุนติ้วๆ ถูกเบรคด้วยไวรัสตัวน้อยๆ จึงเป็นเวลาที่เราควรกลับมาสำรวจตัวเองเช่นกัน

ว่าสิ่งใดที่สำคัญ สิ่งใดที่เราควรให้ค่า ที่ผ่านมาเราเร่งความเร็วเข้าหาอะไร

ถ้าวางใจให้ถูก ทุกอย่างเป็นคุณกับเราได้เสมอ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนวางใจได้เหมาะสม และผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59