เราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วจริงหรือ

20200406

ความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว น่าจะมีต้นตอมาจากบทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1945 โดย National Academy of Sciences Food and Nutrition Board

บทความนี้ระบุว่า “โดยปกติ ปริมาณน้ำที่เหมาะกับร่างกายผู้ใหญ่คือ 2.5 ลิตรต่อวัน” (A suitable allowance of water for adults is 2.5 litres daily in most instances)

บทความนี้ยังระบุต่ออีกว่า “(น้ำ)ส่วนใหญ่อยู่ในอาหารที่เรารับประทาน” (most of this quantity is contained in prepared foods)

ผักอย่างกะหล่ำหรือมะเขือนั้นเป็นน้ำถึง 92% และกระบวนการเผาผลาญอาหารก็ผลิตน้ำขึ้นมาด้วยเช่นกัน

แต่เนื้อหาที่ว่าน้ำส่วนใหญ่นั้นอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่แล้ว กลับหายไปจากสารบบ และน้ำ 2.5 ลิตร ก็กลายร่างมาเป็นน้ำ 8 แก้วเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

จริงๆ แล้วปริมาณน้ำที่เราควรดื่มในแต่ละวันขึ้นอยู่กับขนาดตัว กิจกรรมที่เราทำ และสภาพอากาศ การดื่มน้ำมากเกินไปนั้นอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ

แล้วเราควรดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอดี

คำตอบนั้นง่ายมาก – กระหายน้ำเมื่อไหร่ก็ดื่มเมื่อนั้น เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่จะคอยตรวจสอบอยู่แล้วว่าน้ำในร่างกายของเรามีเพียงพอรึเปล่า ถ้ามันเริ่มไม่พอเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำทันที

ส่วนวิธีดูว่าแต่ละวันเราดื่มน้ำพอหรือยัง ก็คือการดูสีของปัสสาวะ ถ้าเป็นสีเหลืองอ่อนก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Conversation: Do I have to drink eight glasses of water per day? We asked five experts 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ในวิกฤตมีสองโอกาส

20200404b

คือโอกาสในการเอาเปรียบ กับโอกาสในการเสียสละ

เอาเปรียบด้วยการขึ้นราคาหน้ากาก ด้วยการกักตุนไข่ไก่ ด้วยการขึ้นค่าคอมมิสชั่นค่าส่งอาหาร

เสียสละด้วยการอยู่ด่านหน้าดูแลรักษาผู้ป่วย ด้วยการทำงานให้หนักกว่าเดิมแม้จะ work from home ด้วยการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจที่สำคัญต่างๆ ในห้วงยามนี้

วิกฤตก็ไม่ต่างจากสิ่งอื่น มันผ่านมาแล้วเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป

แต่สิ่งที่เราเลือกทำในช่วงวิกฤตจะจารึกไว้ในจิตใจผู้คนและจิตใต้สำนึกของเราว่าเราเป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่ใช้ได้หรือเป็นคนที่ควรหลีกเลี่ยงครับ

ถ้าเครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ

20200404

นี่เป็นคำพูดของอู๋ น้องที่ทำงานเก่าที่ออกมาทำอาชีพตากล้องเต็มตัวได้ร่วมสิบปีแล้ว (รูป pre-wedding งานแต่งงานของผมก็เป็นผลงานของน้องคนนี้)

ผมอ่านเจอสเตตัสของอู๋เมื่อวันสิ้นเดือน เห็นว่าเป็นข้อความที่มีประโยชน์ และน่าจะช่วยเพิ่มมุมมองในทางบวกให้กับคนที่กำลังลำบากอยู่ตอนนี้ได้ จึงขอนำมาลงไว้ในบล็อกนี้นะครับ

—–

เห็นหลายคนเริ่มเครียดเพราะไม่มีงานกัน คือจะบอกว่าส่วนตัวแล้ว ผมผ่านจุดนั้นมานานแล้ว

กลางปีก่อน ไม่มีงานเลย 3-4 เดือน ได้แต่นั่งมองเฟสเพื่อนๆ ลงงานกันโครมคราม ตอนนั้นแม่งเครียดชิบหาย ทำไมกูไม่มีงาน ทำไมกูไม่มีงาน ทั้งเครียดและกดดัน อีความซึมเศร้าก็มาถามหาอีกละ

จนแฟนก็พูดประโยคนึงประมาณว่า “นกมันยังไม่อดตายเลย”

คือในความจริงมันคงตายแหละ หลายคนคงเถียง

แต่พอเราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเออ บางเรื่องเราไปบังคับไม่ได้ แบบไม่มีงาน จะไปบังคับใคร บังคับลูกค้า มึงต้องจ้างกูนะ หรือถ่ายรูปส่งสต้อกก็ต้องขายได้ทุกรูปงี้ มันก็ไม่ได้ไง แล้วไม่รู้จะเครียดทำไม เครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ นี้ไม่ได้อะไรแถมความดันมาหาอีก

ช่วงนั้นก็เลยปรับตัวลดการใช้จ่ายทุกสิ่ง ใครที่อยู่รอบตัวจะรู้แหละ มาชวนอะไรซื้ออะไรเราก็จะบอกว่าไว้ก่อน ยังไม่มีเงิน

การกินก็ประหยัด ทำกินเอง หุ่งข้าว ลดต้นทุนให้มากที่สุด จนถึงจุดนึงมันก็พอรอดมาได้บ้าง

รอบนี้ก็คงเหมือนกัน มองทางรอดเอาหลวมๆ แล้วก็ไม่ต้องไปเครียดมาก

สู้ๆ

—–

แฟนของอู๋ที่กล่าวว่านกยังไม่อดตายเลยชื่อน้องเมย์ เป็น illustrator ที่เคยฝากผลงานไว้ในงานแต่งงานของผมเช่นกัน นั่นคือภาพประกอบหนังสือ “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวมบทความที่ผมเขียนเอาไว้ก่อนจะเปิดบล็อก Anontawong’s Musings เสียอีก

ขอบคุณอู๋กับเมย์สำหรับข้อคิดดีๆ ครับ

—–

ใครอยากดูผลงานของอู๋กับเมย์ เชิญรับชมได้ที่ Nattaphotos และ Mame*zo 

ดาวน์โหลดหนังสือเกิดใหม่ได้ที่นี่

นิทานกวางกับเขา

20200403

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งในฤดูร้อน กวางตัวหนึ่งรู้สึกกระหายน้ำจึงเดินมาที่แม่น้ำเพื่อดื่มน้ำดับกระหาย

เมื่อมันเห็นเงาของตัวเองในน้ำ มันก็คิดในใจ

“เขาของข้านี่ก็สวยไม่แพ้ใครนะ ทั้งใหญ่และดูงามสง่า แต่ดูขาของข้าสิ ลีบเล็กไม่สมส่วนเลย ช่างน่าอายจริงๆ”

แล้วจู่ๆ สิงโตตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นและวิ่งไล่กวดกวาง

กวางออกวิ่งหนีทันที ขาของมันควบได้เร็วกว่าที่คิดจนแม้กระทั่งตัวมันยังแปลกใจ

กวางวิ่งไปได้ไกลจนเกือบจะพ้นสิงโตอยู่แล้ว แต่พอมันวิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขาของมันก็เข้าไปติดกับกิ่งไม้จนทำให้กวางหยุดชะงัก

แล้วกวางก็ตกเป็นอาหารของสิงโตในมื้อนั้น

ความมั่นคงในชีวิตอยู่ที่ไหน

20200401b

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ความมั่นคงในชีวิตไม่มีจริง มีแต่ความมั่นคงทางจิตวิญญาณเท่านั้น

ตอนนั้นคงพูดเอาเท่ๆ แต่พอมาพิจารณากับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะอะไรที่เราเคยคิดว่ามันจะจีรังยั่งยืน กลับล้มครืนไปกับคลื่นโคโรนาไวรัส ไม่รู้ว่าคลื่นนี้จะจบเมื่อไหร่ แล้วจะมีคลื่นลูกต่อไปอีกมั้ย

ที่ค่อนข้างแน่ใจ คือชีวิตของพวกเราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

งานที่เคยทำอาจไม่มีแล้ว ธุรกิจที่เคยหาเงินได้อาจหยุดชะงัก ทักษะที่เรามีอาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

แล้วเราจะไปหาความมั่นคงในชีวิตจากที่ไหน?

ผมคิดว่าก่อนจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ เราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจเสียก่อน

ความมั่นคงทางจิตใจนั้นน่าจะมาได้จากสามทาง

ทางแรกคือประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ

ทางที่สองผ่านการอ่านการศึกษาจนมองได้ลึก มองได้กว้าง มองได้ไกล

ทางที่สามคือฝึกฝนจิตใจของตนให้ยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งปราชญ์ได้ชี้ทางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เมื่อไหร่เราจะเลิกดูเบาภูมิปัญญาเหล่านี้เพราะเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น

เมื่อผ่านพ้น ศึกษา และฝึกฝนจนพอจะมีความมั่นคงทางจิตใจ ก็จะตั้งสติได้ในห้วงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรงเพียงใดเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้ ถ้ากายมันจะไปไม่รอดก็เพราะว่าใจมันเจ๊งก่อนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ว่า

“เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า
จงอย่าเสียเวลากับการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่
อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นใหม่
เพราะการสร้างตัวตนขึ้นใหม่
คือหัวใจของการสร้างอนาคต”

เผื่อใจไว้ก่อนเลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาอีกหลายระลอก และแต่ละระลอกมันอาจบังคับให้เราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

ความกลัวไม่ช่วยอะไร ความยึดติดไม่ช่วยอะไร สติ ปัญญา ความกล้า และความไม่ประมาทต่างหากที่จะพาเราฝ่าคลื่นวิกฤติลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อใจเราพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ นั่นแหละถึงจะเริ่มมีความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59