เมื่อผู้คิดทฤษฎี Disruption มาพูดที่บริษัท Google

20200411

ต้นปีนี้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ ปัญญาวิชาชีวิต (How Will You Measure Your Life?) ที่เขียนโดย Clayton M. Christensen และแปลโดยพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งสำนักพิมพ์ openbooks

ผมได้ยินชื่อของคริสเตนเซนมาซักพักแล้วในฐานะคนเขียนหนังสือ The Innovator’s Dilemma ซึ่งได้คะแนนถึง 4.4 ดาวบนอเมซอน แต่ผมเพิ่งจะรู้ว่าคริสเตนเซนเป็นคนริเริ่มใช้คำว่า Disruption หรือ Disruptive Innovation ที่เป็นคำฮิตติดปากของวงการ startup ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อ่านหนังสือจบผมเลยอยากรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น เลยไปค้นชื่อของเขาใน Youtube แล้วก็ได้ดูวีดีโอ Clayton Christensen: “Where does Growth come from?” | Talks at Google ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก ผมเลยถือโอกาสดึงบางแง่มุมมาแบ่งปันให้อ่านในบทความนี้นะครับ

อย่าวิเคราะห์แค่ลูกค้า

คนในวงการธุรกิจมองว่าการ innovate เป็นการพนันอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่สามารถทำนายได้หรอกว่าลูกค้าต้องการอะไร

แต่คริสเตนเซนอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะโรงเรียนที่สอนธุรกิจอย่าง Harvard กำลังสอนวิชาการตลาดแบบไม่ปกติ

คริสเตนเซนมองว่าลูกค้าไม่ใช่ “หน่วยสำหรับการวิเคราะห์” ที่เหมาะสม – the customer is the wrong unit of analysis.

ตอนที่พูดที่ Google ตัวคริสเตนเซนเอง อายุ 64 ปี ส่วนสูง 1.98 เมตร แต่งงานแล้ว มีลูก 5 คน หนึ่งในนั้นเรียนที่สแตนฟอร์ด และคริสเตนเซนก็มีคุณลักษณะอีกหลายอย่าง (attributes & characteristics) แต่คุณลักษณะต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็น “ต้นเหตุ” ให้เขาซื้อหนังสือพิมพ์ The New York Times

Attributes เหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์ (correlation) กับแนวโน้มที่คริสเตนเซนจะซื้อ The New Yorks Times ก็จริง แต่มันไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนให้คริสเตนเซนซื้อเสียหน่อย (correlation ไม่ใช่ causation)

จริงๆ แล้ว attributes ต่างๆ ของตัวบุคคลไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ซื้อสินค้าหรือบริการอะไรทั้งนั้น แต่แปลกมั้ยที่วิชาการตลาดทั่วโลกกลับสอนให้เราศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเสมอ

คริสเตนเซนบอกว่า แทนที่จะมองไปที่ลูกค้า เราควรมองไปที่ “งานที่ต้องทำให้เสร็จ” หรือ “job to be done” มากกว่า

ทุกๆ วันจะมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น และชีวิตก็จะมีโจทย์ที่เข้ามาให้เราต้องแก้ ซึ่งบางทีเราก็ต้องหาตัวช่วยเพื่อให้แก้โจทย์นั้นได้สำเร็จ

ดังนั้นก่อนจะสร้างโปรดักท์อะไรขึ้นมา จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องเข้าใจ job to be done เสียก่อน ถ้าเราเข้าใจโจทย์อย่างถ่องแท้ เราจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าของที่เราจะผลิตจะมีคนซื้อรึเปล่า

มิลค์เชคของแมคโดนัลด์

หลายปีที่แล้วแมคโดนัลด์พยายามหาวิธีเพิ่มยอดขายของ milkshake เลยเชิญทีมงานของคริสเตนเซนไปเป็นที่ปรึกษา

แมคโดนัลด์นั้นเป็นบริษัทที่ทำการตลาดขั้นเทพ และคลังข้อมูลของแมคโดนัลด์นั้นก็มหาศาล เวลามีคนซื้อมิลค์เชค จะมีการเก็บข้อมูลว่าเป็นคนอายุเท่าไหร่ เพศอะไร ฯลฯ จนแมคโดนัลด์ได้โปรไฟล์ของ “ลูกค้าในอุดมคติ” (quintessential customer) ที่มาซื้อมิลค์เชคของแมคโดนัลด์

แมคโดนัลด์จึงเชิญลูกค้าที่มีโปรไฟล์สอดคล้องกับ “ลูกค้าในอุดมคติ” เพื่อมาขอความเห็นว่าจะพัฒนามิลค์เชคอย่างไรให้ดีกว่านี้ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยินดีและให้คำแนะนำไปมากมาย แล้วแมคโดนัลด์ก็พัฒนามิลค์เชคตามคำแนะนำเหล่านั้น

แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีผลอะไรต่อยอดขายเลย!!

คริสเตนเซนและทีมงานจึงรู้ว่าวิธีการมองปัญหาน่าจะผิดไปแล้ว จริงๆ เราควรเริ่มจากว่ามันมีโจทย์โจทย์หนึ่ง หรืองานชิ้นหนึ่งที่คนพยายามจะทำให้สำเร็จ (job to be done) และพวกเขาตัดสินใจที่จะ “จ้าง” มิลค์เชคของแมคโดนัลด์เพื่อทำงานชิ้นนั้น

คริสเตนเซนจึงส่งลูกน้องไปคอยสังเกตการณ์ที่แมคโดนัลด์ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น จดทุกอย่างที่เขาสังเกตเห็นเกี่ยวกับลูกค้าที่เข้ามาซื้อมิลค์เชค

– ซื้อตอนกี่โมง
– มาคนเดียวหรือมากันหลายคน
– ใส่ชุดอะไร
– ซื้ออย่างอื่นนอกจากมิลค์เชครึเปล่า
– กินที่ร้านหรือ take away

แล้วทีมงานก็ได้พบว่า กว่า 50% ของลูกค้าที่ซื้อมิลค์เชคนั้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ ซื้อแค่มิลค์เชคเพียงอย่างเดียว เวลามาก็มาคนเดียว ได้ของแล้วก็เดินกลับไปขึ้นรถ ไม่ได้กินที่ร้าน

เพื่อจะหาคำตอบให้ได้ว่า งานที่ต้องทำให้เสร็จหรือ job to be done นั้นคืออะไร ทีมงานจึงไปยืนรอหน้าแมคโดนัลด์ พอคนที่ซื้อมิลค์เชคเดินออกมา ทีมงานก็จะเข้าชาร์จแล้วถามว่า

“คุณพยายามจะทำงานอะไรถึงตัดสินใจมาจ้างมิลค์เชคแก้วนี้?” (What job are you trying to do that caused you to come here to hire this milkshake?)

คนส่วนใหญ่จะคิดไม่ค่อยออก ทีมงานเลยถามเพิ่มเติมว่า ลองนึกถึงคราวก่อนๆ ที่คุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้สิ มี job บางอย่างที่คุณต้องทำ แต่คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อจ้างมิลค์เชคของแมคโดนัลด์ คุณไปจ้างอะไรเพื่อทำงานนั้น?

แล้วทีมงานก็ได้พบว่าคนเหล่านั้นมี “งาน” ที่เหมือนกันหมดเลย

งานที่ว่านั้นก็คือการขับรถไปทำงานที่ทั้งน่าเบื่อและยาวนาน

“เวลาผมขับรถ มือนึงต้องจับพวงมาลัย แต่อีกมือนึงยังว่าง ก็เลยต้องหาอะไรทำ ผมยังไม่หิวนะ แต่ผมรู้ว่าประมาณ 10 โมงผมต้องหิวแน่ๆ ผมเลยอยากจะหาอะไรกินให้อยู่ท้องจนถึงอย่างน้อยสิบโมงเช้า” ลูกค้าคนหนึ่งกล่าว

เมื่อมีโจทย์อย่างนี้ ทีมงานถึงถามต่อว่า นอกจากมิลค์เชคแล้ว คุณเคยจ้างอะไรอีกบ้าง

ลูกค้าคนนึงตอบว่า

“ศุกร์ที่แล้วผมจ้างกล้วยให้มาทำงานนี้ แล้วขอให้เชื่อผมเลยนะ อย่าจ้างกล้วยโดยเด็ดขาด เพราะกินไม่ถึงนาทีก็หมดแล้ว”

อีกคนตอบว่า “ผมจ้างโดนัทหลายชิ้นเลยเพื่อทำงานนี้ให้เสร็จ แต่มันทำงานได้ไม่ดีหรอกนะ เพราะเสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมดแถวมือยังเหนียวๆ แล้วไปเปรอะพวงมาลัยด้วย”

ส่วนอีกคนก็ตอบว่า “บางทีผมก็ซื้อเบเกิล (bagels) มากินนะ แต่มันโคตรแห้งและไม่มีรสชาติเลย แถมตอนจะใส่ครีมลงเบเกลก็ต้องใช้เข่าสองข้างบังคับพวงมาลัยเพื่อจะได้ใช้สองมือมาบีบครีม ยิ่งถ้ามีสายเข้ายิ่งวุ่นวายใหญ่”

“แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจ้างมิลค์เชคของแมคโดนัลด์นะ มันจะลงตัวมาก เพราะเนื้อมิลค์เชคข้นมาก กว่าจะดูดหมดใช้เวลาตั้ง 23 นาที ผมไม่สนใจหรอกนะว่ามิลค์เชคแก้วนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง ที่ผมรู้ก็คือผมไม่หิวเลยตลอดทั้งเช้า แถมแก้วมิลค์เชคยังใส่ไว้ตรงที่วางแก้วได้พอดีอีกด้วย”

คริสเตนเซนจึงได้ข้อสรุปว่า มิลค์เชคของแมคโดนัลด์ทำงานนี้ได้ดีกว่าคู่แข่งทุกราย และคู่แข่งไม่ใช่แค่มิลค์เชคของเบอร์เกอร์คิงหรือ KFC แต่คู่แข่งยังมีกล้วย โดนัท เบเกิล กาแฟ และอะไรหลายต่อหลายอย่างอีกด้วย

ส่วนคนที่มาซื้อมิลค์เชคของแมคโดนัลด์ตอนบ่ายนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อหรือแม่ที่อยากจะคุยกับลูกแบบสบายๆ ตอนขับรถกลับบ้าน เขาก็เลยจ้างมิลค์เชคเพื่อทำงานนี้ ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างจากงานตอนเช้าโดยสิ้นเชิง

Peter Drucker เคยกล่าวไว้ว่า

“The customer rarely buys what the company thinks it’s selling them”

ลูกค้าแทบไม่เคยซื้อสิ่งที่บริษัทคิดว่าตัวเองกำลังขายให้ลูกค้าอยู่หรอกนะ

จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่เราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า งานที่ต้องทำ (job to be done) นั้นคืออะไร เราถึงจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จได้

และการวิเคราะห์โดยเอาลูกค้าเป็นตัวตั้งนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะลูกค้าคนเดียวกันจะมี “งานที่ต้องทำ” ต่างกันไปในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ และแต่ละเดือน

โจทย์ไม่เคยเปลี่ยน

สมมติว่า “งานที่ต้องทำ” คือการย้ายของจากที่หนึ่งไปอีกที่นึงอย่างเชื่อถือได้และรวดเร็วที่สุด

ถ้าเป็นสมัยจูเลียส ซีซ่าร์ (70 ปีก่อนคริสตกาล) ท่านก็จะจ้างรถม้าและคนขี่ม้าเพื่อทำงานชิ้นนี้

แต่ถ้าเป็นราชินีวิคตอเรีย (1809-1901) ท่านก็จะจ้างรถไฟเพื่อทำงานชิ้นนี้

ส่วนวินสตัน เชอร์ชิลก็จะจ้างเครื่องบิน

และผู้นำสมัยนี้ก็จะจ้าง DHL

ตัวเนื้องานจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยีเพื่อทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว

ถ้าคุณเอาแต่คิดว่าคุณกำลังทำธุรกิจ DHL และคุณกำลังแข่งกับ FedEx ชีวิตของคุณจะคาดเดาอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าคุณเข้าใจว่า job to be done หรือ core business ของคุณคืออะไร ชีวิตของคุณจะค่อนข้างมั่นคงเลยทีเดียว

เมื่อเราเข้าใจว่างาน job ที่ต้องทำคืออะไร คำถามถัดไปก็คือประสบการณ์ในการซื้อและการใช้งานแบบไหนที่เราจะส่งมอบเพื่อให้ลูกค้าทำงานชิ้นนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ถ้าเราเข้าใจว่าประสบการณ์ต้องเป็นอย่างไร เราก็จะรู้ว่าแบรนด์ของเราควรจะมีหน้าตาแบบไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้คนเจอว่ามีงานชิ้นนี้ต้องทำ เขาก็จะคิดถึงแบรนด์ของเราเป็นแบรนด์แรก

ตอนที่ลูกของคริสเตนเซนมาเรียนที่สแตนฟอร์ดที่นี่ใหม่ๆ เขาโทรกลับมาบ้านเพื่อบอกว่าได้อพาร์ทเมนท์แล้ว และพรุ่งนี้เขาต้องเริ่มหาเฟอร์นิเจอร์เข้าอพาร์ทเมนท์

ลองถามตัวเองดูว่า ถ้างานของคุณคือการหาของตกแต่งบ้าน คุณจะคิดถึงแบรนด์อะไร

มีใครคิดถึงอิเกียบ้าง?… (คนเกือบทั้งห้องยกมือ) นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าแบรนด์ที่มีความมุ่งหมายเด่นชัด (purpose brand)

เพราะอิเกียจัดการทุกอย่างในธุรกิจให้ทำ “งาน” ชิ้นนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าใครในโลกนี้คิดเรื่องการหาของเข้าบ้าน เขาก็จะคิดถึงอิเกียก่อน

อิเกียจึงเป็นแบรนด์ที่ไม่มีคู่แข่ง เพราะแม้จะมีธุรกิจมากมายที่ขายเฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่มีใครในโลกนี้ที่จัดการตัวเองให้ทำงานนี้ได้ดีเท่าอิเกีย และนี่คือเหตุผลที่อิเกียประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลนั่นเอง

—–

ครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่คริสเตนเซนพูดที่ Google ในวันนั้น

กล่าวโดยสรุปก็คือ การวิเคราะห์ตัวลูกค้าอาจพาเราไปผิดทาง สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องหาให้เจอว่าธุรกิจที่เราจะทำมันไปช่วยให้คนทำงานชิ้นไหนได้สำเร็จ เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ เราจะรู้ว่างานมันแทบไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และนั่นจะทำให้เราสามารถ innovate สิ่งที่ตลาดจะตอบรับได้จริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Talks at Google: Clayton Christensen: “Where does Growth come from?”

ป.ล.อาจารย์คริสเตนเซนจากไปแล้วอย่างสงบเมื่อต้นปีนี้

นิทานขายเก่ง

20200410

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แขกหนุ่มอินเดียมาสมัครเป็นพนักงานขายหน้าร้านให้กับห้างสรรพสินค้าสุดหรูในลอนดอน

จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นห้างนี้เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย มีของขายทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

“เคยขายของมาก่อนรึเปล่า?” ผู้จัดการถาม

“เคยครับนาย ผมเคยเป็นเซลส์แมนตอนอยู่อินเดีย”

“โอเค ลองดู มาเริ่มงานพรุ่งนี้ได้เลย”

วันทำงานวันแรกของแขกนั้นเหน็ดเหนื่อยและยาวนาน พอถึง 6 โมงเย็นผู้จัดการจึงแวะมาถามไถ่

“วันนี้ขายไปได้กี่คนล่ะ?”

“คนเดียวครับนาย”

“คนเดียวเองเหรอ? อย่างนี้ไม่ไหวนะ คนอื่นเขาขายกันได้วันละยี่สิบสามสิบคน ถ้ายังอยากจะมีงานทำอยู่เธอต้องคุยกับลูกค้าได้มากกว่านี้ ว่าแต่ขายไปได้เท่าไหร่ล่ะ?”

“327,154 ปอนด์ครับ”

“ว่าไงนะ!? พูดเป็นเล่น ไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิว่าขายอะไรไป”

“พอดีมีลูกค้าคนหนึ่งที่ผมขายเบ็ดตกปลาอันเล็กให้ครับนาย จากนั้นก็ขายเบ็ดตกปลาอันกลางให้ แล้วสุดท้ายก็ขายเบ็ดตกปลาอันใหญ่ แล้วผมก็ขายคันเบ็ดแล้วก็อุปกรณ์ตกปลาอื่นๆ จนครบเซ็ตครับนาย

แล้วผมก็ถามเขาว่าจะไปตกปลาที่ไหน เขาบอกว่าจะไปตกปลาที่ชายหาด ผมเลยบอกเขาว่างั้นเขาน่าจะต้องมีเรือใบซักลำ ผมก็เลยพาเขาไปแผนกเรือใบ ขายเรือใบติดเครื่องยนต์ขนาด 20 ฟุตให้เขาไปหนึ่งลำ

แล้วลูกค้าก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่น่าจะขนเรือไปได้ เพราะเขาขับรถโฟล์ค ผมก็เลยพาไปแผนกรถ แล้วก็ขายรถจี๊ปให้เขาอีก 1 คันครับนาย

ผมถามเขาว่าจะไปพักที่ไหน เขาบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ผมก็เลยพาเขาไปแผนกเดินป่าแล้วก็ขายเต๊นท์นอน 6 คนให้เขาอีก 1 หลังครับนาย

ก่อนส่งเขากลับบ้านผมก็พาเขาไปซื้อของในซูเปอร์อีกสองร้อยกว่าปอนด์และเบียร์อีกสองโหลครับนาย

ผู้จัดการอ้าปากค้าง

“เธอขายทั้งหมดนี่ให้กับคนที่จะมาซื้อเบ็ดตกปลาเนี่ยนะ!?”

“เปล่าครับนาย เขามาซื้อยาพาราเพราะปวดหัว ผมเลยบอกเขาว่าการไปนั่งตกปลาชิลล์ๆ นี่แก้ปวดหัวได้ชะงัดนักครับนาย”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Beny Raja’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

จะส่งต่อแสงสว่างหรือจะส่งต่อความมืดมน

20200409

ในช่วงที่สถานการณ์โควิดยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ผู้คนกำลังเดือดร้อน อ่อนไหวและอ่อนแอ เป็นเรื่องง่ายมากที่ dark side ของเราจะปรากฎ

เราอาจจะเลือกส่งต่อความมืดมนด้วยการไม่นำพา ด้วยการกักตุนอาหาร ด้วยการส่งข่าวปลอม ด้วยการก่นด่า ด้วยการล่าแม่มด ด้วยการจ้องจับผิดคนอื่น

หรือเราจะเลือกส่งต่อแสงสว่าง ด้วยการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ด้วยการให้กำลังใจคุณหมอ ด้วยการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยการไม่เอาตัวรอดคนเดียว ด้วยการไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เราเลือกที่จะเปล่งแสงสว่างด้วยตัวเองก็ได้ หรือเลือกที่จะเป็นกระจกที่สะท้อนแสงสว่างของคนอื่นก็ได้

มาเป็นแสงสว่างให้กันและกันนะครับ

คนอ่อนแอจะแก้แค้น

20200408

คนเข้มแข็งจะให้อภัย

คนหัวไวจะมองข้าม

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ คือการได้รับความยุติธรรม

เมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง เรามักรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความถูกต้องนั้นกลับคืนมา

แต่หลายครั้งมันก็ทำให้เราเสียเวลาเกินควร โดยเฉพาะเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย

เมื่อมีใครก่อหนี้ทางใจให้กับเรา มันก็มีวิธีการจัดการหนี้นั้นได้หลายแบบ

การโต้ตอบเป็นวิธีหนึ่ง การหยุดทะเลาะก็เป็นวิธีหนึ่ง หรือการไม่ถือสาหาความตั้งแต่ต้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

“Weak people revenge.
Strong people forgive.
Intelligent people ignore.”
-Albert Einstein

เวลาในชีวิตคนเรามีไม่มากนัก เรื่องสำคัญๆ ที่เรายังไม่ได้ทำมีอีกมาก

บางทีก็ต้องคิดแบบคนฉลาด แล้วหัดมองข้ามเรื่องบางเรื่องบ้างนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ยิ่งข้างนอกแข็งกระด้างข้างในยิ่งบอบบาง

20200407

เหมือนหอยทากที่กระดองแข็งแต่ตัวของมันนุ่มนิ่ม

คนบางคนพอมีอำนาจแล้ววางตัวเหนือคนอื่น ใช้ตำแหน่งแห่งหนในการกดทับ อันนั้นก็เป็นสัญญาณของความอ่อนแออย่างหนึ่งเช่นกัน

คนอ่อนแอบางคนเป็นคนขี้โมโห เพราะจริงๆ แล้วความโกรธเป็นเพียงการแสดงออกของความกลัว คนไหนมักโกรธ ก็แสดงว่าคนนั้นมีความกลัวมากกว่าคนปกติ

คนที่เข้มแข็งจริงๆ จะไม่ค่อยโกรธ จะไม่โจมตีใคร จะไม่กดคนอื่นเพื่อสร้างเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

ยิ่งข้างนอกแข็งกระด้างข้างในยิ่งบอบบาง

สร้างตัวตนที่แท้ให้เข้มแข็งเสียก่อน จะได้ไม่ต้องพึ่งพาเปลือกไปตลอดชีวิตครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59