วิธีสอนลูกน้องให้ได้ผล

สมัยก่อนผมเป็นคนผูกเนคไทไม่เป็นยันเรียนจบปริญญาตรี

ถ้าต้องไปงานที่ต้องผูกเนคไท ก็จะให้เพื่อนผูกให้เสมอ

เพื่อนพยายามสอนผมอยู่หลายรอบ แต่เนื่องจากไม่ได้มีโอกาสออกงานบ่อยๆ พอถึงเวลาต้องใช้งานเลยจำไม่ได้ ก็เลยให้เพื่อนผูกให้เหมือนเดิม แถมยังแอบภูมิใจนิดๆ ด้วยว่าอยู่มาจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครสอนเราให้ผูกเนคไทเป็น

วันหนึ่งผมเรียนจบแล้ว ไปงานเลี้ยงกับอาจารย์พิมาน ลิมปพยอม เป็นงานที่ต้องผูกเนคไทเช่นกัน

ผมใช้ท่าเดิมด้วยการเอ่ยปากขอให้อาจารย์ผูกเนคไทให้หน่อย และด้วยความเป็นอาจารย์ เขาก็ผูกไปสอนไป ไม่ต่างอะไรกับที่เพื่อนเคยทำให้ดู

แต่พอผมยื่นมือจะไปรับเนคไทมาคล้องคอ อาจารย์ก็คลายเนคไทออกแล้วพูดว่า “Now, you do it.” (อาจารย์จะพูดคุยกับนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษเสมอ)

“ซวยละ” ผมคิดในใจ แล้วก็ยืนผูกตรงนั้นโดยมีอาจารย์พิมานมองอยู่ ทำผิดๆ ถูกๆ แต่อาจารย์ก็ช่วยไกด์ให้ สุดท้ายผมก็ผูกเนคไทได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และไม่เคยลืมวิธีผูกเนคไทอีกเลย

เหตุการณ์คราวนั้นทั้งประทับใจและฝังใจ เวลาผมจะสอนงานน้องในทีมเลยใช้วิธีเดียวกัน

เช่นเวลาน้องใช้สูตร vlookup() ใน Excel หรือ Google Sheets ไม่เป็น ผมก็จะเขียนสูตรให้ดูและอธิบายทีละตัวว่ามันหมายความว่ายังไง พอเขียนสูตรเสร็จเรียบร้อยและได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว ผมก็จะลบสูตรทิ้งแล้วให้น้องลองเขียนให้ดูสดๆ

เวลาผมสอน OKR (Objectives & Key Results) ให้กับพนักงานใหม่ก็เช่นกัน เมื่ออธิบายความหมายและโชว์ตัวอย่างให้ดูแล้ว ผมก็จะให้ทุกคนเขียน OKR ของตัวเอง แล้วให้เขาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงเขียน OKR อย่างนี้

เมื่อเราได้ฟังและได้ดู เราจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเข้าใจแล้ว

ต่อเมื่อได้ลงมือทำเท่านั้น เราถึงจะพบว่าจริงๆ แล้วเรายังไม่เข้าใจอีกหลายจุด

นี่คือกระบวนการการเรียนรู้ที่ทุกคนต้องผ่าน ถ้าอยากให้การเรียนรู้นั้นมันเกิดผลและอยู่กับเราอย่างคงทน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน OKR ผูกสูตร vlookup หรือผูกเนคไท

นึกแล้วก็รู้สึกขอบคุณอาจารย์พิมานไม่หาย

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

20 เรื่องที่อยากกลับไปบอกตัวเองตอนอายุ 20

  1. เล็กเชอร์โน๊ตวิชาฟิสิกส์ที่จดเอาไว้ อีกไม่กี่ปีเราจะอ่านไม่รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียว
  2. ความก้าวหน้าในเรื่องงานนั้นเกิดจากการขยันและตั้งใจก็จริง แต่หลายครั้งการอยู่ถูกที่-ถูกเวลาก็สำคัญไม่แพ้กัน
  3. อยากได้งานตำแหน่งไหน ให้ลองอาสาไปช่วยเขาในด้านนั้นๆ ก่อน พอถึงเวลามีตำแหน่งว่างเราจะพร้อมกว่าคนอื่น
  4. เวลาทำงานอย่านั่งทับขาตัวเอง จงใช้เมาส์และจอมอนิเตอร์
  5. LTF คือการลงทุนที่คุ้มค่า ยิ่งช้าจะยิ่งมีข้อแม้มากขึ้นเรื่อยๆ
  6. Provident Fund ก็เช่นกัน เพราะเงินที่เราจะเก็บได้เป็นกอบเป็นกำคือเงินที่เรามองไม่เห็น
  7. รายได้กับความสุขไม่ได้แปรผกผันเป็นเส้นตรง ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ law of diminishing returns
  8. ระวังเรื่อง lifestyle creep ถ้าเรามีรายได้มากขึ้น แต่ดันใช้ของแพงขึ้น กินของแพงขึ้นจนเป็นนิสัย เราจะไม่เหลือเงินเก็บ
  9. แบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือน ถึงไม่ได้มากมายแต่มันหล่อเลี้ยงเขาได้
  10. อยากสนใจการเมืองไม่ว่ากัน แต่เผื่อใจไว้ด้วยว่าแม้เราจะ active แค่ไหน สุดท้ายเราก็เป็นได้แค่คนดูข้างสนามอยู่ดี
  11. ไปเที่ยวให้เยอะๆ ในอนาคตมันจะมีเหตุการณ์ให้เราไปเที่ยวไหนไม่ได้ถึง 2 ปี นายคงไม่เชื่อเราหรอก แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
  12. ของใช้ของเราในวันนี้ อีก 20 ปีจะไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ยกเว้นกีตาร์
  13. ฝึกให้เป็นคนติดหนังสือ เพราะมันจะช่วยลดอาการติดมือถือในอนาคตได้
  14. เวลาถ่ายรูปไม่ต้องเน้นรูปวิว ให้เน้นรูปคน นั่นคือสิ่งเดียวที่เราอยากกลับมาดู
  15. รูปที่มีความหมายต่อใจ อย่าแค่ไรท์ลง CD เพราะเดี๋ยวจะหาเครื่องอ่านไม่ได้ ส่งเข้าเมลตัวเองดีที่สุด
  16. อ้อ แล้วไม่ต้องไปสนใจจำนวนเพื่อนใน Hi5 หรอกนะ
  17. ถ้ามีคนที่เราชื่นชมและไว้ใจมาชวนทำสตาร์ตอัพก็ไม่ต้องลังเล
  18. ผู้หญิงเขาไม่ได้ชอบ bad boy เขาแค่ชอบคนที่ไม่แหยและทำให้เขาหัวเราะได้
  19. ไม่ต้องไปเครียดมากเรื่องเก็บเงินค่าสินสอดทองหมั้น ถ้าเจอคนที่คู่กันเดี๋ยวมันจะหาทางได้เอง
  20. หลายเรื่องที่เราฟูมฟายจะเป็นจะตาย พอเวลาผ่านไปเราจะมองกลับมาแล้วพูดว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย”

ฮิตเลอร์เป็นมังสวิรัติ

วันนี้เข้า Quora ไปอ่านเจอคำถาม “Where did the myth that Hitler was a vegetarian come from?” – เรื่องโกหกที่ว่าฮิตเลอร์เป็นมังสวิรัตินั้นเริ่มต้นมาจากไหน

Luke Harrison ซึ่งสนใจเรื่อง Nazi และสงครามโลกครั้งที่สองเข้ามาตอบไว้แบบนี้ครับ

นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นมังสวิรัติจริงๆ

เชื่อหรือไม่ว่าฮิตเลอร์นั้นรักสัตว์มาก มันฟังดูย้อนแย้งเมื่อใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่ทำให้ผู้คนนับล้านล้มตายในยุโรป

ฮิตเลอร์ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์เพื่อปกป้องพวกมันจากการทำร้ายและการชำแหละ ในปีต่อมาเขาก็จำกัดฤดูกาลที่คนสามารถออกล่าสัตว์ได้ จากนั้นก็ออกกฎหมายคุ้มครองหมาป่า

ฮิตเลอร์ยังออกกฎหมายอนุรักษ์ธรรมชาติอีกหลายมาตราซึ่งส่งผลให้มีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์

เขารักหมายิ่งกว่ามนุษย์คนไหนที่เขาสนิทด้วย

ฮิตเลอร์ทานมังสวิรัติ แขกของเขาเคยออกมายอมรับว่าฮิตเลอร์จะบ่นเสมอหากแขกทานเนื้อสัตว์ “เขาจะเทศนาให้ผมฟังว่าสัตว์ต้องถูกฆ่าเพื่อมาอยู่ในจานของผม”

คนที่คอยตรวจสอบอาหารให้ฮิตเลอร์ (เพื่อป้องกันการวางยาพิษ) ล้วนบอกว่าอาหารที่ฮิตเลอร์กินนั้นไม่มีเนื้อสัตว์

ตอนชันสูตรศพฮิตเลอร์ ก็ไม่พบเศษเนื้อสัตว์ติดอยู่ในซอกฟันของฮิตเลอร์เลย นี่ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นมังสวิรัติจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้น


ขอบคุณข้อมูลจาก Luke Harrison’s answer to Where did the myth that Hitler was a vegetarian come from?

เรื่องจริงเราอาจยังไม่รู้ เรื่องที่เรารู้อาจยังไม่จริง

ถ้าจะมีสิ่งใดที่ผมได้เรียนรู้ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน มันคือการอย่ามั่นใจในความจริงของเราจนเกินไป

“ความจริง” นี้มาจากไหน?

มันน่าจะมาจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เราอ่านหรือได้ยินซ้ำๆ จนเกิดเป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าโลกมันทำงานอย่างนี้ พอนานๆ เข้าข้อเท็จจริงมันก็เลยกลายเป็น “ความจริงของเรา” และหนักเข้าก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้

แต่ประสบการณ์ก็สอนให้รู้ว่า ต่อให้เป็นสิ่งที่เรามั่นใจเหลือเกิน เราก็ยังคิดผิดได้อยู่ดี

เคยคิดว่าธุรกิจนี้ทำแล้วรุ่งแน่ๆ ตอนนี้ล้มเลิกไปแล้ว

เคยคิดจะถือหุ้นตัวนี้ไปยาวๆ ตอนนี้ขายทิ้งไปแล้ว

เคยชื่นชมนักเคลื่อนไหวคนนี้ ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว

แล้วไอ้ความมั่นใจเหลือเกินนี้มันมาจากไหน?

Confirmation Bias – มันคือการที่เรามองหาหลักฐานและข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว เช่นถ้าเราชอบคนคนนี้ เราก็จะหาหลักฐานที่ยืนยันว่าคนคนนี้เป็นคนดี คนเก่งและเสียสละ ส่วนหลักฐานอื่นที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเรา เราก็จะปัดมันตกทิ้งหรือมองเป็นเพียงเรื่องเล็ก

Filter bubble – สิ่งที่เรากูเกิ้ลกับสิ่งที่เพื่อนกูเกิ้ลนั้นจะได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน กูเกิ้ลทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วย personalize search ให้เรา มันจะเลือกผลลัพธ์ที่คิดว่าตอบโจทย์เรามากที่สุดโดยดูจากโลเกชั่น อายุ เพศ รวมถึงสิ่งที่เราเคยค้นหาและเคยคลิ้กดู

Social media bubble – เคยมั้ยที่ไปเจอเพจที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่มีคนติดตามหลายแสนหรือกระทั่งเป็นล้านคน จนอดถามตัวเองไม่ได้ว่าถ้าเพจมันดังขนาดนี้ทำไมเราถึงไม่รู้จัก

คำตอบก็คือ social media bubble อันเกิดจาก algorithm ที่เลือกโชว์แต่สิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เราคุ้นเคย และความเห็นของคนที่เราเห็นด้วย (และพอเราเจอคนที่เราไม่เห็นด้วยเราก็ไปบล็อคเขาอีก!) เราก็เลยตกอยู่ในโลกที่มีแต่คนเห็นด้วยกับเรา และเราก็(เผลอ)คิดว่าคนจำนวนมากเห็นด้วยกับเรา ความคิดของเราจึงถูกต้องแน่ๆ

ทั้ง filter bubble และ social media bubble จึงเป็นแรงหนุนให้เกิด confirmation bias อย่างง่ายดาย และส่งผลให้เรายึดมั่นในข้อเท็จจริงที่เรามีอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งอ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ ก็ยิ่งมั่นใจว่าเราถูก

คำถามสำคัญ – โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในวัย 40 หรือมากกว่านั้นก็คือ – เมื่อเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราสนใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่เราคิดมันถูกต้อง แล้วเราได้เดินทางมาถึงจุดที่พอใจกับชีวิตแล้วหรือยัง?

ถ้าเราซื่อตรงกับตัวเอง และได้คำตอบว่ามันยังมีบางแง่มุมของชีวิตที่เรายังไม่พอใจ นั่นก็เป็นสัญญาณว่า “แผนที่” ของเราอาจจะยังคลาดเคลื่อน

เพราะถ้าที่ผ่านมาเราคิดถูก-ทำถูกมาตลอด ชีวิตเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้แล้วไม่ใช่หรือ?

อย่ามั่นใจกับสิ่งที่เรารู้มากเกินไป ลองพูดคุยกับคนฉลาดๆ ที่มีความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับเรา และเมื่อได้คุยกันมากพอเราอาจจะเลิกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

เพราะเรื่องจริงเราอาจยังไม่รู้ เรื่องที่เรารู้อาจยังไม่จริงครับ

นิทานมะระ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งกำลังจะไปแสวงบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

พระอาจารย์นำมะระมาลูกหนึ่ง แล้วพูดกับลูกศิษย์ว่า

“พวกเจ้านำมะระนี้ติดตัวไป และทุกครั้งเมื่อผ่านแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้นำมะระนี้ลงไปแช่ด้วย และเมื่อทำการบูชาถวายเครื่องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้นำมะระนี้รวมลงไปเซ่นไหว้ด้วย”

ทุกครั้งที่ผ่านแม่น้ำหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหล่าลูกศิษย์ก็ทำตามที่พระอาจารย์สั่ง เมื่อกลับมาถึงวัด พระอาจารย์จึงสั่งให้นำมะระนั้นไปปรุงเป็นอาหาร

เมื่อถึงเวลาฉัน พระอาจารย์ฉันมะระลงไปหนึ่งคำ แล้วพูดขึ้นว่า

“แปลกจริงๆ มะระลูกนี้ผ่านพิธีกรรมจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งหลายแห่ง ทำไมถึงยังไม่ได้กลายเป็นรสหวาน”