- คิดว่าตนเองอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
บางคนพอได้ตำแหน่งหัวหน้า แล้วเผลอนึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น อาจจะเรียกลูกน้องด้วยชื่อเฉยๆ ทั้งๆ ที่เขาแก่กว่า หรือใช้งานลูกน้องราวกับตัวเองเป็นเจ้าชีวิตเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วจะเป็นลูกน้องหรือหัวหน้าก็เป็นแค่เพียงลูกจ้างของบริษัทเหมือนกัน ต่อให้เป็นผู้บริหารหรือประธาน พอเดินออกจากที่ทำงานก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทุกคนคือคนทำงานเหมือนกัน แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง - ตำหนิคนในที่สาธารณะ
แทบไม่มีสิ่งใดจะสร้างความเจ็บแค้นได้รุนแรงเท่ากับการทำให้คนคนหนึ่งเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นได้อีกแล้ว ดังนั้นต้องระวังมากๆ ที่จะไม่ตำหนิใคร “ออกสื่อ” หากเจออะไรที่เราคิดว่าควรปรับปรุง ขอให้เก็บไว้บอกเจ้าตัวเขาแบบหลังไมค์จะดีที่สุด เมื่อคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะแจ้งคนอื่นอีกครั้งก็ยังจะโอเคกว่าการพูดโพล่งออกมากลางที่ประชุมหรือห้องแช็ตที่มีคนเป็นสิบ - สื่อสารกับ stakeholder ไม่ครบ
บางทีเรากังวลกับการทำงานให้เกิดเสียจนละเลยการสื่อสารไป ทำให้ลูกน้องในทีมไม่เห็นภาพเดียวกับเรา หรือประกาศอะไรออกไปโดยไม่เช็คกับหัวหน้า หรือหัวหน้าของหัวหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าใครเป็น stakeholder ของเราบ้าง และถามตัวเองว่า ถ้าตัดสินใจหรือประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยที่เขาไม่รู้ก่อน เขาจะเคืองเราหรือไม่ ถ้ามีโอกาสที่จะเคือง ก็รีบคุยกับเขา อาจจะเสียเวลาเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากเท่าการมานั่งแก้ไขหรือแก้ตัวทีหลังแน่นอน - คิดว่าทำเองเร็วกว่า
คนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักจะเป็นเพราะว่าตัวเองทำงานดี พอสั่งงานลูกน้องแล้วทำออกมาไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยเอางานมาทำเอง ผลก็คือตัวเองงานหนักจนกลายเป็นคอขวด และลูกน้องก็ไม่เก่งขึ้นเสียที กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา - จัดการทุกคนด้วยวิธีเดียวกันหมด
If all you have is a hammer, everything looks like a nail. หัวหน้ามือใหม่ไม่มีความเก๋ามากพอที่จะจัดการลูกทีมแต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ถ้าดุก็ดุกับทุกคน ถ้าใจดีก็ใจดีกับทุกคน แต่ความเป็นจริงแล้วลูกน้องแต่ละคนมีจริตที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบให้ดูแลใกล้ชิด บางคนชอบให้ปล่อย ต้องหาให้เจอว่าเกาแบบไหนถึงจะถูกที่คันของเขา - ไม่ปกป้องลูกทีม
เวลาเจอเจ้านายใหญ่ดุ เราเองก็พยายามจะหาต้นเหตุว่ามาจากใคร ซึ่งบางทีก็เป็นการโบ้ยความผิดให้กับลูกน้องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนั่นจะทำให้ลูกน้องสูญเสียความเชื่อถือในตัวเราไปพอสมควร ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดอะไร เราควรแอ่นอกรับผิดเอาไว้ก่อน เป็นเกราะคุ้มภัยให้เขา จากนั้นจะมาจัดการอะไรหลังบ้านทีหลังก็ยังไม่สาย - เกรงใจลูกน้องที่ทำงานแย่/นิสัยแย่
เข้าใจดีว่าการพูดคุยกับคนที่นิสัยไม่ดีนั้นมันอึดอัดแค่ไหน แต่ถ้าเราเกรงใจหรือกลัวคนประเภทนี้ ก็จะกลายเป็นว่าคนในทีมถูก bully โดยที่หัวหน้าไม่ทำอะไร คนดีๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ เราจึงควรกัดฟันคุยเสียให้มันจบๆ โดยให้นึกถึงคำพูดของ Tim Ferriss ที่ว่า “A person’s success in life can be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.”
อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา

อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา
ถ้าเรารู้จักคนสัก 100 คน อาจจะมีสัก 5 คนที่ชอบเรามากๆ และอาจจะมีอีกสัก 5 คนที่ไม่ชอบเรามากๆ
ส่วนอีก 90 คนนั้นเขาแค่เฉยๆ กับเรา ถ้าเจอหน้ากันก็ทักทายตามปกติ แต่พอเราพ้นสายตาเขาไปแล้ว เขาไม่ได้คิดถึงเราอีกเลยด้วยซ้ำ เหมือนที่เราก็แทบไม่ได้คิดถึงคน 90% ที่เราเจอในวันนี้เช่นกัน
ดังนั้น ถ้าเราทักใครไปแล้วเขาไม่ทักเราตอบ หรือถ้าเราทำอะไรไปแล้วโดนเขาวีนใส่ ให้เตือนตัวเองว่ามันไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ชอบเราหรอก เขาแค่กำลังหงุดหงิดอยู่เฉยๆ
เราไม่ได้พิเศษเสียจนจะมีคน 90% มารักเรา และก็ไม่ได้พิเศษเสียจนจะมีคนเกลียดเราถึง 90% เช่นกัน
เราก็แค่ผ่านไปเจอเขาในจังหวะที่ไม่ดี อย่าไป take it personal
จะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองและกับโลกใบนี้จนเกินเลยครับ
อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้
เช้านี้ผมคิดไอเดียเรื่องเขียนบล็อกไม่ออก จึงนอนไถฟีด Quora ไปเรื่อยๆ เพื่อหาเรื่องที่น่าสนใจ
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง สุดท้ายก็คิดอะไรไม่ออกอยู่ดี
จริงๆ สุดสัปดาห์นี้ผมมีเรื่องต้องทำอีก 2-3 โปรเจ็ค คือเตรียมสไลด์สอนสัปดาห์หน้า, ร่าง course outline สำหรับ eLearning, และตรวจต้นฉบับหนังสือของพ่อ
แต่เมื่อเช้านี้ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเดียว เพราะอยากเขียนบทความให้เรียบร้อยก่อน
เมื่อถึงเวลาเที่ยงกว่าแล้วก็ยังนึกเนื้อหาไม่ออก ผมเลยยอมแพ้และตัดสินใจว่างั้นทำสไลด์ก่อนแล้วกัน
ในขณะนั้นเอง ประโยคนี้ก็ลอยเข้ามาในหัว – อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้
หลายครั้งหลายคราที่เราติดหล่มกับเรื่องบางเรื่องจนไม่เป็นอันทำอะไร
เราจะสร้างข้อแม้ขึ้นมาในใจว่า ต้องทำ 1 ก่อน ถึงจะทำ 2 3 4 ได้
พอ 1 ไม่เกิด เราก็เลยพานไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเราก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและคนอื่น
สถานการณ์โควิดตอนนี้ นำพามาซึ่งข้อจำกัดหลายอย่าง อยากออกไปข้างนอกก็ทำไม่ได้ อยากจะขยับเนื้อขยับตัวก็ลำบากเหลือเกิน
แต่การหงุดหงิดไม่ได้ช่วยอะไร การเรียกร้องให้ 1 เกิดก่อนไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นมันไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเรา
สิ่งที่เราควรถามตัวเองก็คือ แม้ว่า 1 จะยังไม่เกิด เราจะยังพอทำอะไรได้อีกบ้าง สิ่งเหล่านั้นมันจำเป็นต้องทำทีหลัง 1 จริงหรือ
อย่าปล่อยให้ข้อแม้ที่เราสร้างขึ้นมาเองกลายเป็นข้ออ้างให้เราจมปลักอยู่กับที่
อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้ครับ
นิทานหูตึง
วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ
มุลล่า นัสรูดิน ได้พบกับคุณหมอประจำตระกูลโดยบังเอิญ
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะมุลล่า คุณกับครอบครัวสบายดีใช่มั้ย?”
“ผมสบายดีครับหมอ แต่ผมเป็นห่วงภรรยานิดหน่อย เวลาผมพูดอะไรดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยได้ยิน มีวิธีรักษามั้ยครับ?”
“คนเราพอแก่ตัวลงแล้วก็อย่างนี้แหละ คุณพาเขามาหาหมอได้นะ แต่ก่อนอื่นคุณลองทดสอบง่ายๆ ดูก่อน เย็นนี้พอกลับถึงบ้าน ให้ยืนที่รั้วแล้วตะโกนคุยกับเธอดู ถ้าเธอยังไม่ได้ยิน ลองเข้าไปยืนตรงหน้าประตูแล้วคุยกับเธอดู และถ้าเธอยังไม่ได้ยินก็กระเถิบเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะได้ยิน จะได้ประเมินได้ว่าอาการหนักแค่ไหน”
เมื่อนัสรูดินกลับถึงบ้าน เขาจึงยืนที่รั้วบ้านแล้วตะโกนว่า
“ที่รัก! ผมกลับมาแล้ว มื้อเย็นนี้กินอะไรจ๊ะ?”
เมื่อไม่ได้ยินคำตอบ เขาจึงเดินไปที่ประตู
“ที่รัก! ผมกลับมาแล้ว มื้อเย็นนี้กินอะไรจ๊ะ?”
เมื่อยังไม่ได้ยินคำตอบอีก จึงเดินเข้าไปในครัวแล้วตะโกนถามอีกครั้ง
ภรรยาที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาหันกลับมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดเต็มทน
“ก็ตอบไปสองทีแล้วไงว่าแกงจืดกับปลาทอด!”
ทำไมรวยแล้วถึงยังหยุดไม่ได้
สมมติว่ามีชายสามคนมีอาชีพทำมาค้าขายเหมือนกัน
นาย A เดือนแรกได้กำไร 200,000 บาท เดือนถัดมาขาดทุน 40,000 บาท
นาย B เดือนแรกได้กำไร 150,000 บาท เดือนถัดมาเท่าทุน
นาย C เดือนแรกได้กำไร 70,000 บาท เดือนถัดมาได้กำไรอีก 70,000 บาท
คุณคิดว่าใครมีความสุขมากที่สุด?
คำตอบน่าจะเป็นนาย C แม้จะมีกำไรรวมน้อยที่สุด
ส่วนนาย A แม้จะได้กำไรรวม 160,000 บาท แต่ก็อาจจะเป็นคนที่มีความสุขน้อยที่สุดเพราะเพิ่งขาดทุนมาหมาดๆ
สมองคนเรานั้นถนัดกับการคิดแบบสัมพัทธ์ (relative) มากกว่าสัมบูรณ์ (absolute)
เราไม่เคยมานั่งหักลบกลบหนี้หรอกว่าตั้งแต่เราเรียนจบมาเรา “กำไร” มาแล้วเท่าไหร่ อารมณ์ความรู้สึกของเรานั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สัปดาห์นี้ หรือเดือนนี้เป็นหลัก
ความรู้สึก “ชนะ” จึงไม่ได้เกิดจาก “กำไรสะสม” มากเท่ากับ “ผลลัพธ์ครั้งล่าสุด”
ดังนั้น แม้ว่าบางคนจะร่ำรวยและมี net worth สูงอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายเท่ากับว่าเขาสามารถ “ชนะ” ได้อีกในครั้งถัดไปรึเปล่า (ส่วน “ชนะ” นั้นจะนิยามอย่างไรก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตัวเงินเสมอไป)
เมื่อเข้าใจว่าสมองคนเราทำงานแบบสัมพัทธ์เป็นหลัก เราก็สามารถนำความรู้นี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
เพราะความสุขไม่ได้ไหลมาเทมามาในวันที่เราเก็บเงินได้ถึง 1 ล้านบาท แต่มันค่อยๆ รวยระรินในเวลาที่เราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองในวันนี้
ไม่มีความจำเป็นต้องรอถึงวันที่ฝันเป็นจริง
แค่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าใกล้มันขึ้นอีกนิดก็ฟินได้แล้ว



