คำถามที่สำคัญที่สุดของคนหนุ่มสาว

เคยมีคนถาม Naval Ravikant เจ้าของ AngelList ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพอย่าง Twitter และ Uber ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนหนุ่มสาว

นี่คือคำตอบของ Naval ครับ

“จงใช้เวลาให้มากขึ้นในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน มีเรื่องใหญ่สามเรื่องที่คุณต้องตัดสินใจ นั่นก็คือ จะอยู่ที่ไหน จะคบกับใคร และจะทำงานอะไร

เราใช้เวลาน้อยมากในการตัดสินใจว่าจะคบกับใคร เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการทำงาน แต่เราก็ใช้เวลาน้อยเหลือเกินที่จะไตร่ตรองว่าจะทำงานแบบไหน การเลือกว่าจะอยู่เมืองไหนนั้นสำคัญมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้เลย แต่เราก็ไม่ได้ให้เวลากับการเลือกถิ่นฐานมากนัก

ถ้าเราจะอยู่เมืองใดเมืองหนึ่งสักสิบปี ถ้าเราจะทำงานที่ใดสักห้าปี และถ้าเราจะคบกับใครเป็นสิบปี เราควรจะใช้เวลา 1-2 ปีเพื่อตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ เพราะมันจะส่งผลกระทบกับชีวิตเราอย่างมหาศาล”


มันทำให้ผมนึกถึงอีกบทสัมภาษณ์หนึ่งที่คุณจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ สัมภาษณ์พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ลงใน The Cloud:

Q: ถ้าความกล้าหาญไม่ใช่การขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ความกล้าหาญแสดงออกผ่านอะไรได้บ้าง?

A:ความกล้าหาญสูงสุดของมนุษยชาติคือคุณต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง แล้วก็ต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับสังคม

เพราะว่าถ้าคุณไม่ตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง คุณจะไปไม่ถึงแก่นของตัวเองว่าความกลัวของคุณคืออะไร ความต้องการสูงสุดของคุณคืออะไร ความมุ่งมาดปรารถนาสูงสุดของคุณคืออะไร

ถ้าคุณไม่กล้าตั้งคำถามที่ลึกที่สุดไปที่ตัวเอง คุณจะไปต่อไม่ได้ เพราะคุณยังไม่รู้จักตัวเอง คุณไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง แล้วคุณก็จะอยู่ในคำถามกลางๆ เช่น กูจะย้ายงานดีมั้ย กูจะอยู่บริษัทนี้หรือบริษัทนั้น

คำถามมันกลางมาก มันไม่ได้ไปถึงแก่นที่ลึกที่สุดว่าตกลงกูเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิตกู กูทำอะไรได้ดีที่สุดในชีวิต ถ้ากูจะตายในวันรุ่งขึ้นกูจะทำอะไรฝากไว้ในโลกนี้ ซึ่งคุณภาพของคำถามต่างกันคุณภาพของคำตอบก็ต่างกัน


เราอยู่ในยุคที่สิ่งล่อตาล่อใจหรือ distractions นั้นมากมายจนเราไม่มีเวลาหรือสติที่จะหยุดถามคำถามเหล่านี้

วันนี้วันหยุด ลองใช้มันกับคำถามสำคัญดูก็ดีนะครับ

หัวหน้าปวดหัวเพราะลูกน้อง มากกว่าลูกน้องปวดหัวเพราะหัวหน้า

“การจับกลุ่มนินทาหัวหน้า” มักจะเป็นภาพที่เราคุ้นชินในชีวิตการทำงาน

ลำเอียง เอาแต่ใจ กลับไปกลับมา นี่คือคำกล่าวหาที่หัวหน้ามักโดนจากลูกน้อง

แต่สำหรับคนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า จะเข้าใจว่าความปวดหัวที่หัวหน้ามอบให้ลูกน้องนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความปวดหัวที่ลูกน้องมอบให้หัวหน้า

เพราะลูกน้องมีหัวหน้าแค่คนเดียว แต่หัวหน้ามีลูกน้องได้หลายคน หัวหน้าจึงเป็น common enemy สำหรับลูกน้อง ส่วนหัวหน้านั้นออกจะหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่เหมือนกัน

ดังนั้น ก่อนจะกล่าวร้ายอะไร ให้ยั้งใจไว้บ้าง บ่นได้แต่อย่าทำอะไรที่มันเกินเลย

อนาคตที่เราได้เป็นหัวหน้ากับเขาบ้างจะได้ไม่กังวลว่าจะโดนสิ่งที่เราเคยทำไว้กับหัวหน้ารึเปล่าครับ

ความทะเยอทะยานสองแบบ

แบบแรก คือทะเยอทะยานเพราะอยากอยู่เหนือคนอื่น อยากมีเงิน มีอำนาจ จะได้ทำอะไรได้ตามใจชอบ นี่คือความทะเยอทะยานอย่างทรราช ซึ่งต้องระวัง เพราะเขาจะยึดผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องเป็นหลัก

แบบที่สอง คือทะเยอทะยานเพราะอยากแก้ปัญหาที่สำคัญ เช่นอยากทำให้คนบินได้เหมือนนก หรืออยากส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร นี่คือความทะเยอทะยานที่ยึดผลประโยชนส่วนรวมเป็นหลัก

สำหรับคนไทย คำว่าทะเยอะทะยานอาจจะมีความหมายแง่ลบ เพราะเรามักเห็นคนทะเยอะทะยานแบบแรกมากกว่า จนบางทีเราก็เหมารวมคนแบบที่สองไปด้วยว่ามักใหญ่ใฝ่สูง

แต่ที่จริงแล้วเราควรสนับสนุนคนที่ทะเยอทะยานเพราะอยากแก้ปัญหา อยากสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม

ไม่อย่างนั้นประเทศเราก็จะเป็นได้แค่เพียงผู้ตามและผู้นำเข้านวัตกรรมอยู่ร่ำไปครับ

สมบัติอันล้ำค่าที่สุดคือความเก๋า

เมื่อวานนี้ เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคนคงมีความสุขเพราะน้องเทนนิส “พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” ที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์กีฬาเทควันโด โดยเอาชนะเอเดรียน่า สาวน้อยวัย 17 ปีจากสเปนไปได้อย่างฉิวเฉียด

ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 9 วินาทีนั้น น้องเทนนิสยังตามอยู่ 9 ต่อ 10 คะแนน

เราเป็นแค่คนเชียร์ยังรู้สึกถูกบีบหัวใจจนแทบจะทนดูไม่ได้ แล้วน้องเทนนิสที่เป็นมือหนึ่งของโลกและแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้จะรู้สึกกดดันขนาดไหน

แต่ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 7 วินาที น้องเทนนิสก็หลอกต่อย ก่อนจะเตะเข้าหน้าอกของเอเดรียน่า พลิกขึ้นมานำเป็น 11 ต่อ 10 คะแนน และรักษาสกอร์นี้ไว้ได้จนหมดเวลาการแข่งขัน

ถ้าไม่เรียกว่า “โคตรเก๋า” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ความเก๋านี้ไม่ได้มาฟรีๆ มันคือผลลัพธ์จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและยาวนานระดับ 10,000-Hour Rule และเกิดจากการพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในโอลิมปิกรอบที่แล้วที่น้องเทนนิสพลาดท่าเสียทีในช่วง 5 วินาทีสุดท้าย

ทำให้ผมนึกถึงถ้อยความหนึ่งในหนังสือ How to Live ของ Derek Sivers ที่กล่าวไว้ว่า

Mastery is the best goal because the rich can’t buy it, the impatient can’t rush it, the privileged can’t inherit it, and nobody can steal it.

You can only earn it through hard work.

Mastery is the ultimate status.

ความเชี่ยวชาญคือเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงสุด เพราะคนรวยหาซื้อไม่ได้ คนใจร้อนเร่งให้เกิดไม่ได้ อภิสิทธิ์ชนรับเป็นมรดกไม่ได้ และไม่มีใครขโมยมันได้

ทางเดียวที่จะได้มันมาคือการฝึกฝนอย่างหนัก

ความเชี่ยวชาญ (หรือความเก๋า) จึงเป็นฐานันดรขั้นสูงสุด

กลับมาถามตัวเองว่ามีเรื่องใดบ้างที่เราทำได้ดี อะไรที่คือสิ่งที่เราจะมี mastery กับมันได้

นี่คือสิ่งที่ต้องลงทุนลงแรงและอดทนรอคอย

แต่ในวันที่ได้มา มันจะติดตัวและตอบแทนเราไปทั้งชีวิตครับ

ถ้า COVID-19 คือ COVID-89

ผมเคยอ่านใน Quora ว่าถ้าโรคอย่าง COVID-19 เกิดขึ้นเมื่อ 500 ปีที่แล้วจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในคำตอบก็คือ มันคงไม่มีผลกระทบอะไร และไม่ได้กลายเป็นโรคระบาดไปทั่วโลก (pandemic)

เหตุผลหลักก็เพราะว่าคนสมัยนั้นยังไม่ได้เดินทางไปไหนต่อไหนมากนัก หรือถึงเดินทางก็ใช้เวลานานมากเพราะเครื่องบินยังไม่มี ดังนั้นมันก็คงเป็นได้แค่เชื้อประจำถิ่นในหมู่บ้านหนึ่งหรือเมืองหนึ่งเท่านั้น

แล้วผมก็คิดเล่นๆ ว่าถ้ามันไม่ใช่ COVID-19 แต่เป็น COVID-89 ที่อุบัติขึ้นในปี 1989 มันจะเป็นอย่างไร

เพราะการโดยสารเครื่องบินนั้นมีแล้ว คนเดินทางไปได้ทั่วโลกและมีโอกาสเกิด pandemic แต่เรายังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้กันเลย

เราจะทำงานโดยไม่เข้าออฟฟิศได้ยังไง น่าจะต้องยกเครื่องพิมพ์ดีดมาไว้ที่บ้านรึเปล่า ทำงานเสร็จแล้วจะส่งหากันยังไง

บ้านคนรวยอาจจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่มันก็ยังไม่เชื่อมต่อกัน ไฟล์ยังเก็บลง floppy disk ที่จุได้แค่ 1.44 MB อยู่เลย

การประชุมผ่าน Zoom ไม่ต้องพูดถึง อย่างมากก็ใช้โทรศัพท์บ้านยกหูคุยได้ทีละคน

ถ้าถูกสั่งล็อกดาวน์ ร้านอาหารไม่ให้คนนั่ง เราจะหาของกินกันลำบากมาก เพราะไม่มีพี่ๆ ไรเดอร์คอยรับ-ส่งอาหารให้

ข่าวสารต่างๆ ต้องรอฟังจากรัฐบาล ฟรีทีวี โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ และหนังสือพิมพ์รายวัน

การคิดค้น ผลิต และจัดสรรวัคซีน น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี

คนตกงานระเนระนาด กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รัฐบาลทำอะไรไม่ถูก

ตัดกลับมายังภาพปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ยังคงวิกฤติ

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่โควิดมาเกิดในยุคที่เรายังพอมีทางหนีทีไล่

ถ้าโควิดเกิดเร็วกว่านี้เพียงไม่กี่สิบปี บ้านเมืองอาจจะมิคสัญญีไปแล้ว


ป.ล. เขียนบทความนี้จบก็ไปกดติดตาม Twitter ของสองท่านนี้ด้วยความขอบคุณ – @timberners_lee ผู้คิดค้น World Wide Web และ @vgcerf หนึ่งในบิดาของอินเทอร์เน็ตครับ