สิ่งเดียวที่ควรถามตัวเองทุกวัน

“เราไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะก้าวหน้า ถ้ามีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไรจะก้าวหน้า นั่นคือ “อัตตา” กิเลสหลอกอีกแล้ว ถ้ามีคำถาม ทำไมเรายังเป็นอย่างนี้อยู่ กิเลสหลอกอีกแล้ว คำถามเดียวสำหรับพวกเราทุกคนคือ ตอนตื่นมาถามตัวเอง กินข้าวเสร็จถามตัวเอง เวลาขี้เกียจถามตัวเอง เวลาท้อแท้ถามตัวเองว่า วันนี้สร้างเหตุแล้วหรือยัง”
-Camouflage ความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหว

เพราะเราแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน บริบทของชีวิตก็ต่างกันไป ต่อให้ทำงานที่เดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ความตั้งใจเท่ากัน ผลลัพธ์ก็ออกมาแตกต่างอยู่ดี นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันสิถึงจะเรียกว่าเรื่องประหลาด

ดังนั้น อย่าคาดคั้นกับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ อย่าตั้งคำถามว่าทำไมคนอื่นถึงได้ดีกว่า เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนก็เป็นม้าตีนต้น และบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

ที่เราทำได้ คือทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ส่วนมันจะส่งผลอย่างไร ย่อมมีอีกหลายปัจจัยที่เราไม่อาจรู้

คำถามที่เราควรถาม จึงไม่ใช่การเรียกร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นคำถามที่ว่า วันนี้เราสร้างเหตุไว้ดีแล้วหรือยัง

เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้

ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้ครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

ก็แค่ทำไปตามหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนจนคร่ำเครียด

ปัญหายิ่งหนักและซับซ้อนเท่าไหร่ ใจยิ่งต้องเบาและเรียบง่ายถึงจะแก้ไขปัญหานั้นได้

มุ่งมั่นกับการลงมือทำ แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์

เพราะชีวิตอาจไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ก็แค่มองว่ามันเป็นเกม มองว่ามันคืออีกด่านที่ทดสอบว่าเราจะผ่านมันไปได้ไหม จงเรียนรู้ที่จะสนุกไปกับมัน อย่าไปหมายมั่นว่าต้องเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้

พยายามอย่างผ่อนคลาย จะได้ไม่เหนื่อยอย่างที่เคยเป็นมาครับ

นิทานตะแกรงสามชั้น

วันนี้วันศุกร์มาฟังนิทานที่เป็นตำนานของชาวกรีกกันนะครับ

มีเพื่อนวิ่งมาหาโสเครตีสด้วยอาการคันปาก

“คุณได้ยินเรื่องเพื่อนของคุณรึยัง?”

“ก่อนที่คุณจะเล่า ผมอยากจะทดสอบด้วยตะแกรงสามชั้นก่อน” โสเครตีสกล่าว

“ตะแกรงสามชั้นงั้นเหรอ?”

“ใช่ ตะแกรงชั้นแรกคือความจริง คุณได้พิสูจน์รึยังว่าเรื่องที่คุณได้ยินมาเป็นเรื่องจริง?”

“ยังเลย ผมแค่ได้ยินเค้าเล่าต่อๆ กันมา”

“โอเค งั้นคุณยังไม่รู้ว่าจริงรึเปล่านะ คราวนี้ตะแกรงชั้นที่สองคือความเมตตา สิ่งที่คุณจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนผมนั้นเป็นเรื่องดีรึเปล่า?”

“ไม่เลย ตรงกันข้ามเลยล่ะ”

“ก็คือคุณอยากจะเล่าเรื่องแย่ๆ ของเพื่อนผมโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่าสินะ ยังมีตะแกรงชั้นสุดท้ายคือความมีประโยชน์ เรื่องที่คุณจะเล่ามันมีประโยชน์อะไรกับผมมั้ย?”

“ก็ไม่เชิง…”

“สรุปก็คือ สิ่งที่คุณจะเล่านั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และไม่มีประโยชน์ แล้วคุณจะยังอยากเล่าให้ผมฟังอีกไหม”

อุปสรรคหรือข้ออ้าง

“If a reason doesn’t stop everyone, it’s an excuse, not an actual roadblock.”
-Seth Godin

คนบางคนเห็นทางตันในทุกทางออก

ส่วนคนบางคนก็เห็นทางออกในทุกทางตัน

แน่นอนว่าบริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อุปสรรคของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่อุปสรรคของคนอีกคนหนึ่งเลยก็เป็นได้

แต่อย่าดูแคลนความเป็นนักแก้ปัญหาที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

อุปสรรคที่เราพบเจอ คนอื่นก็เคยผ่านมันมาแล้ว โดยที่เขาอาจไม่ได้ฉลาดหรือเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าเขาผ่านมันมาได้ แสดงว่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านไปได้เช่นกัน

อุปสรรคจะเป็นจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเราคิดว่ามันเป็นอุปสรรคเท่านั้น

เปลี่ยนเสียงที่พร่ำบอกกับตัวเองเสียใหม่ แล้วใช้อุปสรรคเป็นทางผ่านของเราซะเลยครับ

ความลับของตัวท็อปในวงการ

เคยมีคนทำการศึกษานักเทนนิสมืออาชีพ ว่าความแตกต่างระหว่างมือวางอันดับต้นๆ กับมือวางอันดับท้ายๆ นั้นคืออะไร

ตอนแรกนักวิจัยก็ไม่เข้าใจ เพราะนักเทนนิสทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็มีพรสวรรค์และฝึกซ้อมหนักพอกัน

จนวันหนึ่งนักวิจัยก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด นั่นคือเขาเห็นว่านักเทนนิสตัวท็อปนั้นเข้าสู่ “สภาวะสงบ” หลายครั้งในระหว่างเกม

วันถัดมาเขาจึงติดเครื่องตรวจชีพจรนักเทนนิส และพบว่าระหว่างแต้มแต่ละแต้ม นักเทนนิสตัวท็อปมี ritual หรือวิธีการอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะสงบได้ และความเร็วการเต้นของหัวใจลดลงไปประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

ขณะที่นักเทนนิสกลุ่มรั้งท้ายนั้นหัวใจเต้นเร็วตลอด ไม่เคยมีช่วงที่ชีพจรดร็อปลงเลย พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเกม นักเทนนิสกลุ่มนี้มักจะทำพลาดบ่อยขึ้นและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งทำการศึกษานักไวโอลินที่เรียนในโรงเรียนฝึกสอนดนตรีระดับโลก เพื่อจะทำความเข้าใจว่าทำไมบางคนเรียนจบไปแล้วถึงเป็นนักไวโอลินชั้นนำของวงการ บางคนได้เป็นนักไวโอลินในวงดนตรี และบางคนได้เป็นเพียงครูสอนไวโอลิน ทั้งๆ ที่คนทั้งสามกลุ่มนี้ก็เริ่มต้นจากคนที่มีแววเหมือนกัน แถมยังเรียนหลักสูตรเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ นักไวโอลินชั้นนำของวงการนั้นนอนเยอะกว่าคนอื่น คือนอนวันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง โดยรวมไปถึงเวลาที่พวกเขางีบหลับกลางวันด้วย

แม้ว่าบริบทในการวิจัยจะเป็นวงการกีฬาและวงการดนตรี แต่ผมก็เชื่อว่าการพักผ่อนก็จำเป็นสำหรับคนทำงานเช่นกัน

ยิ่งช่วงที่เรา Work from Home เรามีแนวโน้มที่จะทำงานจนไม่ได้มีเวลาหยุดพักเลย ซึ่งร่างกายและจิตใจของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้มาใช้งานต่อเนื่องยาวนานเหมือนเครื่องจักรแบบนี้

เราควรทำงานแบบเข้มข้นเป็นช่วงๆ แล้วมีจังหวะหยุดพักเพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ชาร์จแบตจริงๆ สลับกันแบบนี้ไปทั้งวัน

ถ้าอยากเป็น top performer จริงๆ เราต้องนอนให้หลับและพักให้เป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Full Engagement by Jim Loehr & Tony Schwartz และ Peak by Anders Ericsson