นิทานคาหนังคาเขา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณนายจอห์นสันระแคะระคายว่าสามีตัวเองอาจจะแอบเป็นกิ๊กกับคนใช้

เมื่อต้องไปเฝ้าไข้คุณแม่ที่โรงพยาบาลหลายวัน คุณนายจอห์นสันจึงสั่งให้ลูกชายวัย 5 ขวบจับตามองคุณพ่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนายจึงถามลูกชายว่าเจออะไรบ้าง

“ผมเห็นคุณพ่อเดินเข้าไปในห้องน้าเคลลี่ครับ”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วเขาทั้งสองก็ถอดเสื้อผ้า แล้ว”

“หยุดก่อน” คุณนายตัดบท “รอให้พ่อกลับมาบ้านก่อน”

ค่ำนั้นเมื่อคุณพ่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นคุณนายที่กำลังโกรธจัด คนใช้ที่วิตกกังวล และลูกชายที่หน้าตางุนงง

“ไหนบอกอีกทีซิว่าตอนแม่ไม่อยู่บ้านหนูเห็นอะไรบ้าง”

“ก็เห็นคุณพ่อเข้าไปห้องน้าเคลลี่”

“แล้วยังไงต่อ”

“แล้วคุณพ่อกับน้าเคลลี่ก็ถอดเสื้อผ้า”

“แล้วยังไงอีก”

“ก็ทำเหมือนกับที่ลุงเบ็นนี่ทำกับแม่ตอนพ่อไปชิคาโกอ่ะครับ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ The Buddha Said by OSHO

เมื่อทุกอย่างรุมเร้า ให้หายใจเข้าซักเฮือก

หลายจังหวะในชีวิตเราก็ลืมหายใจ เหมือนคนเชียร์บอลที่กำลังลุ้นตัวโก่งว่าลูกโทษนี้จะยิงเข้ารึเปล่า

ในการทำงานช่วง work from home บางทีเราก็ยุ่งมากจนลืมหายใจเช่นกัน ประชุมก็ต้องเข้า Slack ก็ต้องตอบ แถมยังมีคนโทรเข้ามาขายประกันอีก

ถ้าไหวตัวทันว่าตอนนี้กำลังถูกบีบคั้นเกินไปแล้ว วิธีที่จะช่วยพาเราออกจากสภาวะนี้ได้คือการหายใจเข้าซักเฮือก

หายใจเข้าลึกๆ แล้วหยุดนิดนึง เราจะพบความนิ่งอยู่ตรงนั้น แล้วค่อยหายใจออกยาวๆ ความคลี่คลายใจจะปรากฏ

ทำอย่างนี้สักสามครั้ง ก็จะเป็นการรีเซ็ตระบบความคิดของเราใหม่ กลับมามองความวุ่นวายที่อยู่ตรงหน้าแบบผู้จัดการทีม ไม่ใช่คนที่กำลังตะลุมบอนอยู่ในสนาม

เมื่อทุกอย่างรุมเร้า ให้หายใจเข้าซักเฮือกครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหว โดย camouflage

ถึงวันหนึ่งเราจะชอบดื่มน้ำจืด

น้ำจืดนั้นไม่มีรสชาติ ไม่มีสีสันใดๆ แต่ดื่มแล้วดับกระหายได้ดีที่สุด

ส่วนน้ำหวานนั้น ดื่มอึกแรกอาจจะชื่นใจ แต่ถ้าดื่มต่อไปเราจะพบว่ามันดับกระหายได้ไม่ดีเท่าน้ำจืด แถมผลข้างเคียงยังมีมากมาย ทั้งฟันผุ ทั้งลงพุง ทั้งน้ำตาลในเลือดพุ่ง

ชีวิตวัยรุ่น ชีวิตวัยทำงาน ชีวิตคนเมือง ย่อมเสาะแสวงหาน้ำหวาน อะไรที่เขาว่าดีก็ตามไปดู ตามไปชม ตามไปลอง ไม่ต่างกับผีเสื้อที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับเกสรดอกไม้ที่เบ่งบานเต็มทุ่ง

แต่เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มพบความจริงที่ว่า แม้น้ำหวานจะอร่อยสักเพียงใด แต่เราไม่สามารถดื่มมันตลอดไปได้

เมื่อเลี่ยนกับน้ำหวาน เราจะเริ่มมองหาน้ำจืด มองหาชีวิตที่เรียบง่ายไม่หวือหวา เผลอๆ ออกจะดูน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ

พี่ประภาส ชลศรานนท์ เคยเขียนเอาไว้ในทำนองที่ว่า เวลานิทานปรัมปราลงท้ายด้วยประโยค And they lived happily ever after มันกำลังสื่อว่าชีวิตต่อจากนั้นคือชีวิตที่ธรรมดา ไม่ได้โหดมันฮาเหมือนช่วงกลางของนิทาน เป็นชีวิตบ้านๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวละครหรือบทแสดงอะไรมากมายอีกต่อไป

น้ำที่บริสุทธิ์นั้นจืดสนิทแต่ดับกระหายได้เสมอ

หากอยากมีชีวิตที่ happily ever after ลองหัดดื่มน้ำจืดให้เป็นนิสัยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

Burnout เพราะเราห่างเหินกับตัวเอง

บางทีอาจเป็นเพราะ WFH มานานเกินไป

บางทีอาจเป็นเพราะเอาแต่นอนไถมือถือ

บางทีอาจเป็นเพราะสื่อที่มีให้เสพเป็นอนันต์

เราจึงกลายเป็นยาจกทางเวลา

เราจึงกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น

เราจึงกลายเป็นอะไรนับร้อยพัน

จนลืมไปว่าแท้จริงนั้นเราเป็นใคร

อะไรคือ passion ที่เราเคยมี

อะไรคือสิ่งดีๆ ที่เราเคยคลั่งไคล้

ผ่านมานานเพียงใด ที่ไม่ได้หยิบสีขึ้นมาระบาย หยิบนิยายขึ้นมาอ่าน หยิบมีดขึ้นมาสับอาหาร หยิบจักรยานออกไปปั่น หยิบกล้องไปถ่ายภาพ หยิบกีตาร์ขึ้นมาร้องเพลง

เพราะถึงโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เด็กน้อยข้างในเรายังเป็นคนเดิม

อย่าละเลยหาน้ำมาหล่อเลี้ยงจิตใจ เพราะชีวิตไม่ได้อยู่บนหน้าจอ ชีวิตอยู่ตรงหน้าเรา

อย่า bunrout เพราะเราห่างเหินกับตัวเอง

เรายังโทษเหตุการณ์ในอดีตอยู่อีกหรือ

แน่นอนว่าอดีตย่อมส่งผลต่อปัจจุบันไม่มากก็น้อย เช่นตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาอย่างไร ฐานะที่บ้านปานกลางหรือยากจน คบเพื่อนแบบไหน ทุกอย่างล้วนมีส่วนในการหล่อหลอมเราทั้งนั้น

แต่หลายอย่างก็ผ่านมานานมากแล้ว ถ้าอะไรที่มันไม่ดีและสร้างผลลัพธ์ทางลบให้กับเรา เราก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จากติดลบให้กลายเป็นศูนย์ จากศูนย์ให้กลายเป็นบวก

ถ้าวันนี้ชีวิตมันไม่โอเค แต่เรายังคงโทษคนอื่นอยู่ หวังให้คนอื่นดีขึ้นเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น ก็ขอให้ลองทบทวนดูว่าเราหวังแบบนี้มานานแค่ไหน และมันช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้างหรือเปล่า

ถ้าชีวิตมันยังไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น สาเหตุมีเพียงอย่างเดียว

นั่นคือการที่เราเอาแต่โทษคนอื่นและจองจำตัวเองเอาไว้กับอดีตตลอดมาเท่านั้นเอง