เมื่อเรารุ่งเรือง เพื่อนจะรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน เมื่อเราตกต่ำ เราจะรู้ว่าเพื่อนเป็นคนแบบไหน

เมื่อชีวิตพุ่งทะยาน เราลืมตัวหรือเปล่า เรามองเห็นหัวคนอื่นหรือไม่ เรามีน้ำใจหรือเปล่า เราดูถูกคนอื่นหรือไม่

เพราะลาภยศสรรเสริญไม่ได้ทำให้สันดานเปลี่ยน มันแค่เปลือยตัวตนที่แท้จริงที่เราเป็นอยู่มาแต่ก่อนเก่า

เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางตัน มีใครบ้างที่พร้อมจะช่วยเหลือ ใครบ้างที่พร้อมจะมาอยู่เคียงข้างเราโดยไม่ตั้งคำถาม มีใครบ้างที่จะปฏิบัติต่อเราเหมือนอย่างที่เคย

หากในช่วงที่เรารุ่งเรือง เราไม่ลืมตัว เรามีน้ำใจ เราไม่ดูถูก นั่นย่อมเป็นการดึงดูดคนที่ศีลเสมอกันให้เข้ามาอยู่ในวงจรชีวิต เมื่อถึงคราวที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ กัลยาณมิตรเหล่านี้ก็ยังพอจะเป็นที่ให้เราพักพิงได้

แต่หากที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำตัวให้น่ารักน่าคบหา คนที่เข้ามาก็อาจจะเป็นเพียงเพื่อนแต่โดยฉากหน้า ที่พร้อมจะชิ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่สามารถให้ประโยชน์กับเขาได้อีกต่อไปครับ

เปลี่ยนสิ่งที่จะต้องทำให้เป็นสิ่งที่จะได้ทำ

เราใช้เวลามากมายพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำ

จะต้องทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะต้องออกกำลังกาย จะต้องทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

แต่ลองเปลี่ยนเพียงหนึ่งคำ จาก “ต้อง” เป็น “ได้”

จะได้ทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะได้ออกกำลังกาย จะได้ทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

เมื่อมีมุมมองที่เหมาะสม ภาระก็จะกลายเป็นโอกาสครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear : 3-2-1: How to get motivated and learn faster, and the power of attention

เมื่อไหร่เราจะเลิกหลอกตัวเอง

ช่วงนี้คนอยู่บ้านกันเยอะ ออกไปไหนก็ไม่ได้ หนึ่งในงานอดิเรกของคนรายล้อมคือการ f ของในช้อปปี้หรือลาซาด้า (คำว่า f ในที่นี้มาจากคำว่า cf หรือ confirm การซื้อของนั่นเอง)

ตอนที่เรากดซื้อของนั้น เราจะมีจินตนาการว่ามันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างไรบ้าง

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ซื้อของ 10 ชิ้น มันจะได้ใช้งานในอย่างที่เราคิดไว้แค่ 2-3 ชิ้นเท่านั้น

เหมือนเราซื้อของเล่นมาให้ลูก แล้วเราก็วาดภาพว่ามันจะช่วยให้เรามีเวลาคุณภาพกับลูก แต่พอได้ของมา ลูกเล่นได้สองวันก็พัง หรือไม่เราก็ปล่อยให้ลูกเล่นเองคนเดียว ส่วนเราไม่ว่างเพราะต้องมานั่งเขียนบล็อกหรือกำลังเลือกซื้อของเล่นชิ้นถัดไปอยู่!

แต่เราก็ไม่หยุดที่จะซื้อของอยู่ดี จนผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต

เราชอบบอก(หลอก)ตัวเองว่าถ้า x เกิด เราจะมีความสุข

ถ้าซื้อของชิ้นนี้ เราจะมีความสุข

ถ้ามีคนกดไลค์เท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้เงินเดือนเท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้ขับรถคันนี้ เราจะมีความสุข

ถ้าแฟนปรับปรุงตัวเอง เราจะมีความสุข

ถ้าได้แฟนใหม่ เราจะมีความสุข

และแล้วเราก็พบว่า บางอย่างมันทำให้เราสุขขึ้นก็จริง แต่มันกินเวลาสั้นมาก สั้นเสียจนไม่แน่ใจว่ามันคุ้มค่ากับที่ลงทุนลงแรงไปรึเปล่า

และอีกหลายอย่างที่เราเคยคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข พอได้ขึ้นมาจริงก็กลับงั้นๆ แล้วเราก็เริ่มออกตามหาสิ่งอื่นที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นต่อไป

ผมไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรมุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้บอกว่าคนเราไม่ควรมีความหวังหรือความคาดหวัง เพราะจริงๆ แล้วกระบวนทัศน์แบบนี้อาจไม่ใช่ bug แต่เป็น feature ที่ทำให้มนุษชาติมาถึงจุดนี้ได้

เพราะการให้กำลังใจตัวเองทำให้เรากล้าลอง กล้าเสี่ยง แม้จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเราก็ยังไม่ยอมหยุดหวัง มันจึงเกิดการค้นพบ มันจึงเกิดการพัฒนา มันจึงเกิดความก้าวหน้าที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนรุ่นเราดีกว่าบรรพบุรุษไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

เมื่อตระหนักถึงธรรมชาติของการหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องหัดใช้มันให้ถูกบริบท

หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อกรุยทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็จงบอกตัวเองว่าทำไปเถอะ อย่ายอมแพ้ สิ่งดีๆ กำลังรอเราอยู่

แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่เบื่อๆ อยากๆ ไม่รู้จะทำอะไร ไถฟีดไปแล้วเจอโฆษณาให้ “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

ก็ขอให้ระลึกได้ว่า เราทำแบบนี้มากี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว และผลลัพธ์มันเคยเป็นอย่างที่เราวาดภาพไว้แค่ไหน

เราก็อาจจะมีความยับยั้งชั่งใจ และไม่ซื้ออะไรแบบขาดสติเหมือนอย่างเคยครับ

“ความคิดเห็น” ไม่สำคัญเท่า “เห็นความคิด”

ในยุคที่โซเชียลมีเดียครองเมือง เขียนอะไรก็มีคนเห็น คอมเมนท์ก็มีคนไลค์ มันจึงเป็นกลไกที่คอยขับเคลื่อนให้เราแสดงความคิดความอ่านออกมาตลอดเวลา

ยิ่งในช่วงที่การเมืองร้อนแรง แต่ละฝ่ายมีข้อมูลแน่นหนา ความคิดเห็นหรือความเชื่อที่ได้เลือกแล้วจึงแนบแน่นยึดติด

แต่ความคิดเห็นนั้นไม่สำคัญเท่ากับการเห็นความคิด

เพราะความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เราใช้มันเอาไว้ฟาดฟันและเอาชนะคะคานคนที่เห็นต่าง

แต่ไม่ว่าจะชนะการถกเถียงสักเท่าไร ความทุกข์ใจก็ไม่ได้ลดลง

เราจะทุกข์ได้เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น เราจึงควรเรียนรู้วิธีที่จะเห็นความคิดของตัวเอง เพราะคนที่เห็นความคิดจะทุกข์ไม่มากและทุกข์ไม่นาน

แต่ถ้าไม่รู้ตัวว่าคิด เราจะติดอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมาเองอยู่ร่ำไป

ความคิดเห็นนั้นมีอยู่ล้นโลกจึงไม่ค่อยมีราคา

ส่วนการเห็นความคิดนั้นมีคนทำได้เพียงหยิบมือ เป็นคุณสมบัติอันล้ำค่า

เรามาฝึกตัวเองให้เป็นคนที่เห็นความคิดกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ดวงตาแห่งชีวิต ของอาจารย์เขมานันทะ

นิทานกวาดใบไม้

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีเณรน้อยรูปหนึ่ง ทุกๆ เช้าเขามีหน้าที่กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นมาตกลงตามลานวัดให้สะอาดเอื่ยม

แต่การตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเพื่อกวาดลานวัดนั้นเป็นความลำบากประการหนึ่ง

โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว เพราะนอกจากอากาศจะเยือกเย็นแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมาเบาๆ ใบไม้ก็พากันหล่นพรูลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน

ดังนั้น ในทุกๆ วันเณรน้อยต้องใช้เวลาอย่างมากในการกวาดใบไม้ทำความสะอาดลานวัด ซึ่งภาระหน้าที่นี้ทำให้เณรน้อยปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง จึงพยายามขบคิดหาวิธีการเพื่อมาลดภาระอันหนักหน่วงนี้

ต่อมามีพระรูปหนึ่งล่วงรู้ถึงปัญหาหนักอกของเณรน้อย จึงได้เสนอแนะว่า

“พรุ่งนี้ก่อนที่เจ้าจะลงมือกวาดใบไม้ ลองเขย่าต้นไม้แรงๆ ให้ใบไม้ร่วงลงมาให้หมดก่อนสิ แล้วค่อยกวาดคราวเดียว เพียงเท่านี้เจ้าก็ไม่ต้องกวาดลานวัดซ้ำไปซ้ำมาอีกต่อไป”

เช้าวันต่อมา ก่อนที่จะลงมือกวาดลานวัด เณรน้อยก็รวบรวมกำลังเขย่าต้นไม้อย่างรุนแรง เพื่อให้ใบไม้ที่กำลังจะร่วงนั้นร่วงหล่นลงมาให้หมดเสียก่อน จากนั้นจึงลงมือกวาดลานวัด และเข้าใจว่าวันพรุ่งนี้ใบไม้ก็จะไม่ร่วงหล่นมาให้กวาดอีก ทำให้วันนั้นทั้งวันเณรน้อยรู้สึกสบายใจเป็นอันมาก

เช้าวันต่อมา เณรน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ทว่าเมื่อมาถึงลานวัดกลับต้องนิ่งงันเพราะลานวัดเต็มไปด้วยใบไม้ไม่แตกต่างไปจากวันอื่นๆ แต่อย่างใด

ยามนั้นพระเซนที่ทราบเรื่องราวได้เดินมากล่าวกับเณรน้อยที่กำลังยืนหมดอาลัยตายอยากว่า

“ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะพยายามเขย่าต้นไม้เท่าไร วันพรุ่งนี้ใบไม้ก็ยังคงร่วงหล่นเช่นเดิม”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: เณรกวาดใบไม้