มุมมองของนักคิด 3 คนผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า

Atheism อ่านว่า เอ-ธี-อิซึม แปลว่าอเทวนิยม หรือทัศนะที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า

Atheist อ่านว่า เอ-ธี-อิสท แปลว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

ช่วงนี้คนที่ผมติดตามผลงานหลายคนมักจะประกาศตัวเป็น atheist และบางมุมมองก็น่าสนใจและอยากเอามาแชร์เอาไว้ในบล็อกนี้

บางท่านได้อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วอาจอารมณ์เสียและไม่เห็นด้วย ซึ่งผมต้องขออภัยล่วงหน้า

บางข้อความอ่านแล้วคุณอาจจะไม่ชอบ แต่ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ลืมครับ

.

1. Naval Ravikant

นาวาล รวิกานต์ เป็นเจ้าของ AngelList ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพอย่าง Twitter และ Uber เคยให้สัมภาษณ์ต่อคำถามที่ว่า “ความหมายของชีวิตคืออะไร?

“ชีวิตไม่มีความหมาย ชีวิตไม่มีจุดประสงค์ โอโช กล่าวว่า “มันเหมือนกับการเขียนลงบนน้ำ หรือการสร้างปราสาททราย”

ความจริงก็คือ เราเคยไร้ชีวิตมาตลอดประวัติศาสตร์ของจักรวาลหนึ่งหมื่นล้านปีหรือมากกว่านั้น และเราจะไร้ชีวิตไปอีกประมาณเจ็ดหมื่นล้านปีจนกว่าจะถึงการสิ้นสุดของจักรวาล

“The reality is you’ve been dead for the history of the Universe, 10 billion years or more. You will be dead for the next 70 billion years or so, until the heat death of the Universe.”

ทุกสิ่งที่เราทำจะเลือนหายไป มันจะหายไปเช่นเดียวกับที่มนุษยชาติจะหายไปและโลกนี้จะหายไป แม้แต่กลุ่มคนที่ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารก็จะหายไป จะไม่เหลือใครที่จดจำเราได้หลังจากผ่านไปหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าเราจะเป็นศิลปิน กวี ผู้พิชิต คนยากจน หรือใครก็ตาม ไม่มีความหมายใดๆ เลย

เราจึงต้องสร้างความหมายของตัวเองขึ้นมา เพราะไม่มีความหมายที่เป็นจุดประสงค์อย่างแท้จริงและเป็นแก่นแท้ของจักรวาล

ผมไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอันเป็นนิรันดร์ ผมว่ามันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะทำให้ผมเชื่อว่าวิธีที่เราใช้ชีวิตเจ็ดสิบปีบนโลกนี้จะส่งผลกับโลกหลังความตายที่ยาวนานชั่วกัลปาวสาน พระเจ้าแบบไหนกันที่ตัดสินคุณไปชั่วนิจนิรันดร์โดยอิงจากช่วงเวลาเพียงสั้นๆ บนโลกใบนี้?

ผมคิดว่าหลังจากชีวิตนี้จบลงแล้วมันก็คงจะเหมือนกับก่อนที่เราจะเกิดมา คุณจำอะไรได้ไหมล่ะ? ชีวิตหลังความตายมันก็จะเป็นแบบนั้นแหละ

ก่อนที่เราเกิด เราไม่เคยแคร์อะไรหรือใครเลย ทั้งคนที่เรารัก ทั้งตัวเราเอง รวมถึงมนุษยชาติ รวมถึงว่าเราจะไปดาวอังคารหรือจะอยู่บนโลก หลังความตายเราก็ไม่แคร์อะไรเลยเช่นกัน”


2. Mark Manson

มาร์ค แมนสัน เป็นผู้เขียนหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a F* และ หนังสือ Everything Is F*: A Book About Hope

Manson กล่าวเอาไว้ในหนังสือ Everything is F* (หน้า 85 & 120) ว่า

“มันมีเหตุผลอยู่นะที่ศาสนาใหญ่ๆ มักจะส่งมิชชันนารีไปยังสถานที่ที่ยากจนและไร้ความหวังที่สุด ผู้คนที่หิวโหยย่อมพร้อมเชื่ออะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาอิ่มท้อง

ผู้นำทางศาสนาจะเทศนาให้กับคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ และบอกพวกเขาว่าพวกเขาควรได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ — โดยพื้นฐานแล้วมันก็คือการ “สู้กลับ” กับชนชั้นสูงในสมัยนั้นนั่นเอง

นักปรัชญาธรรมชาติ (natural philosophers) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกนักวิทยาศาสตร์ในยุคของไอแซค นิวตัน ได้ตัดสินใจว่า สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดคือสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด หลักฐานกลายมาเป็นคุณค่าสูงสุด และหากมีความเชื่อใดที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานอีกต่อไป ความเชื่อนั้นต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงใหม่ที่สังเกตเห็นได้

สิ่งนี้ได้สร้างศาสนาใหม่ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์”

วิทยาศาสตร์อาจเป็นศาสนาที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะมันเป็นศาสนาแรกที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงตัวเองได้ มันเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ยึดติดกับหนังสือหรือคำสอนเพียงเล่มเดียว ไม่ผูกพันกับดินแดนหรือชนชาติใด ไม่ยึดติดกับจิตวิญญาณเหนือธรรมชาติที่การมีอยู่ของมันไม่สามารถพิสูจน์หรือหักล้างได้ (proven or disproven) มันเป็นองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงโลกมากกว่าสิ่งใดๆ มันยกระดับมนุษย์หลายพันล้านคนให้พ้นจากโรคภัยและความยากจน และปรับปรุงทุกด้านของชีวิต

แต่วิทยาศาสตร์ได้ทำสิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่า: มันได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การเติบโต” มาสู่โลก สำหรับประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ “การเติบโต” นั้นแทบไม่เคยมีอยู่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แทบทุกคนเกิดมามีฐานะอย่างไร ก็จบชีวิตลงไปด้วยฐานะเดียวกันนั้น

เมื่อสองพันปีที่แล้ว ผู้คนใช้ชีวิตไปทั้งชีวิตโดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย – ไม่มีการพัฒนาใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้คนเกิดแก่เจ็บตายบนผืนดินแห่งเดิม ท่ามกลางคนกลุ่มเดิม และใช้เครื่องมือเดิมๆ โดยไม่มีอะไรดีขึ้น อันที่จริงแล้วโรคระบาด ความอดอยาก สงคราม และผู้ปกครองที่โหดเหี้ยมมักทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำ มันเป็นการดำรงอยู่ที่เนิ่นช้า เจ็บปวด และทุกข์ทรมาน

และเมื่อไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงหรือมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาตินี้ ผู้คนจึงยึดถือความหวังจากคำสัญญาของศาสนาว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาติหน้า”


3. Yuval Noah Harari

ยูวาล โนอา ฮารารี ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind เคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน Natalie Portman and Yuval Noah Harari in Conversation ดังนี้

“ศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ เอาไว้แน่นอน ทั้งด้านศีลธรรม ด้านมนุษยธรรม ด้านศิลปะ และการทำให้ผู้คนวางใจและร่วมมือกันก็เป็นผลจากศาสนา แต่ศาสนาก็ได้สร้างความเสียหายเอาไว้เช่นกัน สุดท้ายแล้วผมคิดว่าศาสนาไม่ได้มีความจำเป็นต่อการมีศีลธรรมหรือการร่วมมือกันอีกต่อไป

จริงๆ แล้วศีลธรรม (morality) ก็คือการพยายามลดความทุกข์ร้อนบนโลกใบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้นเพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่คุณต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก (suffering)

สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าการมีศาสนา (religion) เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

ส่วน Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือเวลาที่คุณมีคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และคุณก็เริ่มออกเดินทางไปแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคุณก็มีความกล้าและความพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ตามที่คำถามจะพาคุณไปเพราะว่ามันสำคัญสำหรับคุณมาก

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ มันคือการที่มีคนเดินมาบอกคุณว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรกหรือไม่เราก็จะจับคุณเผาเสียเอง ผมมองว่าวิธีคิดแบบนี้มันเป็นคนละขั้วกับ spirituality เลย

ผมคิดว่าศาสนาได้ทำสิ่งดีๆ และสิ่งแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว และมันกำลังสูญเสียบทบาทของมันไป ในสมัยก่อนนั้นถ้าคุณป่วยคุณก็ไปหานักบวช ถ้าฝนไม่ตกคุณก็เข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์อ้อนวอน แต่โจทย์เหล่านี้กลับถูกแก้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรและคุณหมอไปแล้ว”


ผมเองไม่ได้เห็นด้วยกับทุกข้อความที่กล่าวมา แต่ผมชอบเพราะว่ามันกระตุกต่อมคิดและทำให้เราเห็นที่มาที่ไปของศาสนาได้ชัดเจนขึ้น

ยูวาล ฮารารีเคยบอกไว้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะได้ทำนายอนาคต เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน

ผมคัดสรรข้อความเหล่านี้มาให้อ่าน โดยหวังว่าเราจะเปิดใจและเกิดคำถามว่าสิ่งที่เรารู้และเชื่อมั่นอาจไม่ใช่ความจริงแท้ทั้งหมด

และหากเรานำสิ่งเหล่านี้ไปคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เราอาจแน่นแฟ้นในศรัทธาของเรามากกว่าเดิมก็เป็นได้ครับ

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด ไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

ในบทความตอนที่แล้ว ผมกล่าวถึงอาจารย์ Graham Weaver ที่พูดให้กับนักศึกษา Stanford ในหัวข้อ Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power

Weaver บอกว่าให้ระวังเสียงในหัวของเราให้ดี เพราะมันขี้กลัวและมักจะล่อหลอกให้เราไม่เลือกเส้นทางที่จะเปิดโอกาสให้เราได้บรรลุศักยภาพของตัวเอง

ในชีวิตการสอนหนังสือ 22 ปี Weaver ไม่เคยพบนักศึกษาคนไหนเลยที่เดินมาบอกเขาว่า “อาจารย์ครับ ผมมีความฝันเรื่องหนึ่งที่ผมตื่นเต้นและอยากทำให้สำเร็จ แต่ผมคงทำไม่ได้ ผมเลยจะขอยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ”

นักศึกษาทุกคนที่ Weaver ได้คุยด้วยล้วนมีความฝัน และคิดว่าตัวเองสามารถทำสำเร็จได้ทั้งนั้น

แต่ก็ใช่ว่านักศึกษาทุกคนจะเลือกเส้นทางที่ฝันเอาไว้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าทำไม่ได้หรือยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

คำที่ดับความฝันได้บ่อยสุดก็คือคำว่า “Not now” ที่แปลว่า “ยังไม่ใช่ตอนนี้” หรือ “เอาไว้ก่อน”

ตอนที่ Weaver อยากเปลี่ยนสายอาชีพจากการทำธุรกิจมาสอนหนังสือ คลาสแรกที่เขาได้โอกาสสอน เขาสอนได้แย่มาก

หลังจากจบคลาสนั้น เสียงในหัวของ Weaver ไม่ได้พูดว่า “เกรแฮม นายไม่มีวันที่จะเป็นอาจารย์ได้หรอก”

แต่มันบอกกับเขาว่า “เกรแฮม นายควรออกไปหาประสบการณ์ก่อนอีกสัก 20 ปี จะได้มีความรู้มากขึ้น ถึงตอนนั้นแล้วค่อยกลับมาสอน”

โชคดีที่ Weaver ไม่ได้เชื่อฟังเสียงนั้น และตัดสินใจฝึกฝนและเก็บชั่วโมงบินจนสอนเก่งขึ้นเรื่อยๆ และได้เป็นอาจารย์ประจำคณะของ Stanford Graduate School of Business ในที่สุด

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

แต่มันคือคำว่า “เอาไว้ก่อน”

ลองย้อนกลับไปดูชีวิตของเราเอง เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยบอกตัวเองแบบนี้เหมือนกัน แล้วความฝันบางอย่างก็ถูกกลบฝังด้วยคำว่าเอาไว้ก่อน

ของบางอย่างก็ยังทำตอนนี้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน – You are not getting any younger.

ในวันที่ยังมีแรงและยังมีปัญญา เราอาจต้องหยุดพูดว่า “เอาไว้ก่อน” กับเรื่องบางเรื่องครับ

ในยุคที่ไม่มีใครพูดเรื่องการ “Follow Your Passion” แล้วเราจะ Follow อะไรกันดี

แม้จะจั่วหัวราวกับว่าบทความนี้เขียนให้เด็กจบใหม่ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ทำงานมาได้พักใหญ่แล้วเหมือนกัน

เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว “Follow your passion” เป็นคำแนะนำแห่งยุคสมัย

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตามหาสิ่งที่ตัวเองหลงใหลกลายเป็นเทรนด์ น่าจะมาจากปาฐกถาของ Steve Jobs ที่ให้ไว้กับบัณฑิตจบใหม่ของ Stanford เมื่อปี 2005

“You’ve got to find what you love…Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven’t found it yet, keep looking. Don’t settle. As with all matters of the heart, you’ll know when you find it.”

ช่วงเวลาหนึ่งในเมืองไทยจึงมีกระแสให้คนลาออกจากงานประจำ หนังสืออย่าง “การลาออกครั้งสุดท้าย” “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “ลาออกซะ ถ้าอยากรวย” ล้วนติดอันดับหนังสือขายดี (และผมเองก็ได้อ่านครบทั้งสามเล่ม)

ปี 2016 “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade ติดต่อผมมาทางเพจ Anontawong’s Musings ว่าสนใจนำบทความของผมไปทำหนังสือ และพี่ปิ๊กก็ให้ไอเดียมาว่า ในเมื่อกระแสลาออกจากงานประจำมาแรง เราลองมาทำหนังสือที่ตั้งคำถามกับกระแสนี้ดูบ้างมั้ย

ต้นเดือนสิงหาคม 2017 หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ผลงานเล่มแรกของ Anontawong’s Musings และของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย จึงได้ลืมตาดูโลก และได้ตีพิมพ์ไปถึง 4 ครั้ง

เวลาล่วงเลยมา 7 ปีพอดี ดูเหมือนสมัยนี้จะไม่ค่อยมีคนพูดถึงการ “Follow Your Passion” กันอีกแล้ว

คำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ แล้วเราควรจะ Follow อะไรกันดี?

วันนี้เลยอยากนำสิ่งที่ผ่านพบมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังงงๆ กับชีวิตนะครับ

1. Follow Your Mastery

ไอเดียนี้มาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You ของ Cal Newport ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 และผมเคยเขียนถึงอย่างละเอียดในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion” เมื่อปี 2016

เราสามารถมีทัศนคติกับการทำงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

Passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

Passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

Craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสม career capital หรือ “ต้นทุนทางวิชาชีพ” อย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานสายนั้นจนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน

ดังนั้นการ Follow Your Mastery จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมันจะเปิดโอกาสให้เราได้อีกมากมายในอนาคต

2.Follow Your Talent

ประโยคนี้มาจาก Scott Galloway ผู้เขียนหนังสือ The Algebra of Wealth – A Simple Formula for Success ที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2024

Galloway เตือนว่า ถ้ามีใครบอกให้เราทำสิ่งที่ตัวเองรัก แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะรวยอยู่แล้ว

“If someone tells you to follow your passion, it means they’re already rich.”

สิ่งที่ Galloway คิดว่าควรทำมากกว่า คือเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วค่อยทำสิ่งที่ตัวเองรักในวันหยุดสุดสัปดาห์

“Achieve economic security and follow your passion on the weekends.”

ซึ่งทางที่จะมีความมั่นคงทางการเงินได้เร็วที่สุด คือการ follow your talent.

Talent หรือพรสวรรค์นั้นต่างจาก passion ตรงที่ talent มันมองเห็นได้ ทดสอบได้ และเอาไปทำอะไรต่อได้ – observable, testable, and actionable.

การที่เรามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “อาจจะ” ทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น

แต่การที่เรามีพรสวรรค์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น “อย่างแน่นอน”

ในนิยามของ Galloway, talent คือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

“Talent is anything you can do that others can’t or won’t”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิยามที่แหลมคมมาก เพราะเขาไม่ได้มองพรสวรรค์ในแง่ของทักษะเท่านั้น แต่มองในแง่ของนิสัยใจคอหรือแม้กระทั่งสภาพร่างกายด้วย

“Hard work is a talent. Curiosity is a talent. Patience and empathy are talents…If you are a jockey, being short is a talent.”

ปัญหาก็คือเรามักจะมองไม่เห็นพรสวรรค์ของตัวเอง เพราะเราทำมันได้อย่างง่ายดาย เราก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน แต่เรากลับเห็นพรสวรรค์ของคนอื่นอย่างง่ายดายเพราะเราทำแบบเขาไม่ได้

ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์อันใดเลย วิธีหนึ่งที่อาจช่วยได้ คือถามเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนใกล้ชิดว่าเขาคิดว่าเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง บางเรื่องเราอาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเขามันอาจจะเป็นเรื่องที่เจ๋งมากก็ได้

Galloway บอกว่า ถ้าเราค้นพบว่า talent ของเราคืออะไร และลงแรงไปกับมัน เราจะเห็นพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และเราจะมีกำลังใจที่จะทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนเรากลายเป็นอันดับต้นๆ ในสายนี้ และสร้างรายได้ที่ดีให้กับตัวเองได้

3.Follow Your Energy

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผมจากโครงการ IMET MAX ส่งวีดีโอนี้มาให้ผมและเพื่อน mentee อีกสองคนดู

Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power — Graham Weaver

วีดีโอนี้เพิ่งอัปโหลดมาได้สองสัปดาห์แต่มีคนดูไปแล้วเกือบ 5 แสนครั้ง

Graham Weaver เป็นอาจารย์ด้าน Management ที่ Stanford Graduate School of Business และผู้ก่อตั้ง Alpine Investors

Weaver บอกว่าจุดอ่อนของคำแนะนำให้ “follow your passion” ก็คือมันกำลังพูดราวกับว่าเรามี passion แค่เพียงเรื่องเดียว และเราก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรตั้งแต่ตอนที่เราอายุยังน้อย และเราก็ควรอยู่กับมันไปตลอดชีวิต

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจยังไม่รู้ตัวเองก็ได้ว่าหลงใหลเรื่องอะไร แถมเรื่องที่เราสนใจก็มีหลายอย่าง ดังนั้นการ “follow your passion” อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงและปิดกั้นตัวเองเกินไปหน่อย

สิ่งที่ Weaver มองว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่าคือการ “follow your energy”

อะไรก็ตามที่เราทำแล้วรู้สึกว่ามีพลัง ก็จงทำสิ่งนั้นเสีย

Weaver ให้เราลองทำแบบฝึกหัดที่ชื่อว่า Nine Lives

คือให้ลองจินตนาการดูว่าเรามีชีวิตได้ 9 แบบใน 9 จักรวาลที่ขนานกัน

จักรวาลแรกคือชีวิตปัจจุบันที่เรามีอยู่ตอนนี้

แล้วลองนึกถึงชีวิตของเราในอีก 8 จักรวาลที่เหลือว่าเราน่าจะกำลังทำอะไรอยู่ โดยมีกฎอยู่สองข้อ

กฎข้อแรกคือห้ามย้อนอดีต มันต้องเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสจะเริ่มทำได้จากนี้ไปเท่านั้น

กฎข้อที่สองคือสิ่งที่เราเลือกนั้นต้องเป็นสิ่งที่เรานึกถึงแล้วใจเต้น

Weaver ยกตัวอย่างของเขาเองให้ฟัง

ชีวิตที่ 1 ทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่กับงานที่เขาไม่ได้ชอบมากนัก (เป็นชีวิตจริง ณ ตอนนั้น)

ชีวิตที่ 2 ก่อตั้งบริษัทและเป็น CEO

ชีวิตที่ 3 เป็นอาจารย์

ชีวิตที่ 4 บวชเป็นพระและบรรลุธรรม

ชีวิตที่ 5 เป็นดีเจในลาสเวกัส

ชีวิตที่ 6 เป็นนักเขียน

ชีวิตที่ 7, 8, 9 ฯลฯ

Weaver ย้ำว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องย้อนอดีต และเป็นเรื่องที่คิดแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา

จากนั้นเราก็มีทางเลือกอยู่สองทาง

ทางเลือกแรกคือการพยายามเอาชีวิตในโลกคู่ขนานบางอย่างมาใส่ไว้ในชีวิตที่ 1 ของเราในปัจจุบัน อาจจะเริ่มเล่นดนตรี อาจจะเริ่มเขียนบล็อก อาจจะทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกอยากทำมานานแต่ไม่ได้เริ่มสักที

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่มอบพลังชีวิตให้กับเรา เราจะมีความสุขมากขึ้น และความสุขนี้จะติดต่อไปสู่คนรอบข้างที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย

ทางเลือกที่สอง คือให้ถามตัวเองว่า เราจะเลือกชีวิตแบบไหนใน 9 ชีวิตนี้ ถ้ามีคนการันตีว่าเราจะไม่มีทางล้มเหลว?

“Ask yourself this question – of all nine of those lives, what would I do if I knew I wouldn’t fail? Which one of those would I choose?”

Weaver เล่าให้ฟังว่าเขาได้ออกจากงานในองค์กรใหญ่ เพื่อมามีชีวิตที่ 2 – คือการก่อตั้งบริษัท จากนั้นก็มามีชีวิตที่ 3 คือการเลือกเป็นอาจารย์ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้


และนี่คือสามทางเลือกสำหรับคนที่คิดว่ากำลังเดินมาถึงทางแยก

Follow your mastery

Follow your talent

Follow your energy

บางคนอาจมองว่าการ “follow your energy” มันก็ไม่ต่างกับการ “follow your passion” รึเปล่า

ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยว่าสุดท้ายมันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่บางที กับบางคอนเซ็ปต์ แค่เราบิดคำนิดเดียว ความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ดังนั้นเราคงไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันว่ามันเหมือนหรือมันต่าง ขอให้คิดแค่ว่าเป็นอีกสามมุมมองที่อาจมีประโยชน์ ถ้าอันไหนเข้าท่าก็ลองดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่วางลง

ขออวยพรให้คุณผู้อ่านได้พบแนวทางที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่เราอยากมีครับ

เมื่อมีงานมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี

ในฐานะ HR หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะใช้สัมภาษณ์ผู้สมัครงาน คือให้เขาเล่าช่วงที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตการทำงาน เพราะมันจะบอกอะไรได้ดีว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และเขารับมือกับมันอย่างไร

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยผ่านช่วงที่หนักหนาแบบนั้นมาบ้าง หรือบางคนอาจจะกำลังประสบกับมันอยู่ในตอนนี้เลยก็ได้

มีเรื่องเล่าที่ผมชอบมากจากหนังสือชื่อ Bird by Bird ของ Anne Lamott

“Thirty years ago my older brother, who was ten years old at the time, was trying to get a report written on birds that he’d had three months to write, which was due the next day.

We were out at our family cabin in Bolinas, and he was at the kitchen table close to tears, surrounded by binder paper and pencils and unopened books about birds, immobilized by the hugeness of the task ahead.

Then my father sat down beside him, put his arm around my brother’s shoulder, and said, “Bird by bird, buddy. Just take it bird by bird.”

แอนเล่าถึงพี่ชายตอนอายุ 10 ขวบ ที่ต้องทำรายงานวาดรูปนกที่คุณครูให้เวลาตั้ง 3 เดือน แต่พี่ชายไม่ได้ทำจนกระทั่งถึงคืนสุดท้ายก่อนส่ง (ซึ่งเราน่าจะเคยผ่านอะไรแบบนี้กันมาทั้งนั้น)

เมื่อเด็ก 10 ขวบรู้ตัวว่าทำไม่ทันแน่ๆ แย่แน่ๆ ก็เลยได้แต่นั่งน้ำตาคลออยู่ที่โต๊ะทานข้าวพร้อมสมุดเปล่าๆ ที่กางอยู่

โชคดีที่เขามีคุณพ่อที่เข้าใจ เดินมานั่งใกล้ๆ แล้วเอามือโอบไหล่

“Bird by bird, buddy. Just take it bird by bird.”

เวลาที่เรารู้สึกว่างานมันท่วมท้นจนน้ำตาคลอและทำอะไรไม่ถูก ลองสูดลมหายใจลึกๆ หรือออกไปเดินเล่นเพื่อตั้งหลัก แล้วค่อยลำดับความคิดว่าอะไรที่เราพอจะทำได้บ้าง 1-2-3-4

อาจจะเป็นการลิสต์ทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา อาจจะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหรือลูกน้อง อาจต้องแก้ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดก่อน หรืออาจแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อนเพื่อจะได้มีกำลังใจ

เมื่อพอรู้แล้วว่า next steps พอจะเป็นอะไรได้บ้าง ก็ค่อยๆ ลงมือทำไปทีละอย่าง

เมื่อมีงานมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้กระซิบบอกตัวเองว่า “Bird by bird” ครับ

วิธีดูง่ายๆ ว่าพนักงานใหม่เป็น Good Hire หรือ Bad Hire

หนึ่งหัวข้อที่หัวหน้าต้องคอยลุ้น คือการรับคนใหม่เข้าทีม

กว่าจะได้เรซูเม่ กว่าจะได้สัมภาษณ์ กว่าจะตัดสินใจว่าจะเอาคนไหน กว่าที่ผู้สมัครจะรับ offer และเซ็นสัญญา ต้องลงแรงและเวลากันไปไม่น้อย

พอเข้ามาก็ต้องลุ้นว่าจะเขาจะเข้ากับทีมได้มั้ย จะตามเพื่อนทันหรือไม่ และสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจตอนใกล้ครบ 3 เดือน คือจะให้ผ่านโปร (probation) หรือเปล่า

คนที่มาแล้วอยู่ได้ดี เราจะเรียกว่า good hire

คนที่มาแล้วเข้ากับทีมไม่ได้ ทำงานไม่ดี เราจะเรียกว่า bad hire

ตอนต้องตัดสินใจว่าจะให้คนคนนี้ผ่านโปรหรือไม่ ก็เป็นจังหวะวัดใจของหัวหน้าเหมือนกัน บางคนอาจยังทำงานไม่เข้าตานัก แต่หัวหน้าก็มีแรงผลักดันที่อยากจะให้ผ่านโปรอยู่ดี ด้วยเหตุผลประมาณนี้

  • น้องยังใหม่อยู่ อาจต้องใช้เวลาปรับตัวอีกหน่อย
  • มีเอาไว้ดีกว่าไม่มี ถ้าไม่มีคนนี้ น้องคนอื่น (หรือตัวเราเอง) ก็ต้องกลับไปแบกงานอีก
  • ไม่อยากเริ่มต้นหาคนใหม่

เมื่อมันมีแรงผลักดันที่ทำให้เรามีสิทธิ์ลำเอียง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หัวหน้าบางคนยอมให้ bad hire ผ่านโปร ซึ่งอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวอยู่ดี

ผมพบว่ามีวิธีดูง่ายๆ ว่าน้องคนนี้เป็น good hire หรือ bad hire โดยจะใช้ได้หลังจากน้องเข้ามาประมาณ 1 เดือน

ก็คือให้ถามตัวเองว่า “น้องคนนี้เข้ามาแล้ว เราเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า” หรือไม่ก็ “น้องคนนี้เข้ามาแล้ว เพื่อนร่วมทีมเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า” ขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องเข้ามาช่วยแบ่งเบางานของใครในทีม

สมมติว่าน้องควรจะมาช่วยแบ่งเบางานของเรา แน่นอนว่าช่วงแรกเราต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงและเวลาในการสอนงานน้องคนนี้

แต่พอผ่านไปประมาณเดือนนึงแล้ว น้องควรจะเริ่มเอางานส่วนที่เราเคยทำอยู่ไปทำได้ – อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง – และถ้าเป็น good hire จริงๆ เราควรจะเหนื่อยน้อยลง

แต่ถ้าน้องเอางานไปทำแล้วยังพลาด เรายังต้องตามแก้อยู่บ่อยๆ ให้ทดไว้ในใจได้เลยว่าน้องคนนี้อาจเป็น bad hire

เราต้องกล้าให้ฟีดแบ็คตรงๆ (แต่ไม่แรง) เพื่อให้น้องได้มีโอกาสกลับตัวและปรับตัว

แต่ถ้าเราสอนหมดแล้ว ฟีดแบ็คหมดแล้ว แล้วดีขึ้นแค่ชั่วคราว และกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ก็แสดงว่าน้องน่าจะเป็น bad hire และเราไม่ควรให้น้องได้ผ่านโปร ไม่อย่างนั้นก็ทำนายอนาคตได้เลยว่าเราและทีมจะเหนื่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าน้องเข้ามาแล้วเราเหนื่อยน้อยลง ถือว่าเป็น good hire

ถ้าน้องเข้ามาแล้วเราเหนื่อยเท่าเดิม (หรือเหนื่อยกว่าเดิม!) แสดงว่าเป็น bad hire และควรตัดใจและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ต้องรอนานถึงสามเดือน

และการที่เขาเป็น bad hire ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็น bad person แค่องค์กรของเรากับตัวเขาไม่เหมาะกัน การที่เราดึงดันให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปอาจจะเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อมก็ได้

แน่นอนว่าวิธีดูแบบนี้ย่อมมีจุดอ่อน ดังนั้นพึงใช้เทคนิคนี้ด้วยความระมัดระวังนะครับ