ห้วงคำนึงและบางคำถาม จากประภาคารกลางมหาสมุทร (นิ้วกลมนั่งเล่า 2567)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2567 ผมได้ไปฟัง “นิ้วกลมนั่งเล่า #ประภาคารกลางมหาสมุทร” ที่โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ มาครับ

เป็นรอบสุดท้ายของสามรอบการแสดง โดยสองรอบก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม

นี่ถือเป็นทอล์กโชว์ครั้งที่สามของพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หลังจากเคยจัดไปแล้วสองครั้งในปี 2559 – 10 ปี นิ้วกลม ทอล์กโชว์ไม่มีขา และปี 2566 – นิ้วกลมนั่งเล่า #ดอกไม้ในพายุหมุน ซึ่งผมไม่เคยได้ไปร่วมงานเลย

โชคดีที่ปีนี้ “พี่ปลา” แห่ง IMET MAX ช่วยจองตั๋วแบบหมู่คณะ ผมเลยมีโอกาสได้เจอเพื่อนๆ และพี่ๆ ที่เคารพชาวไอเม็ตแม็กซ์หลายคนก่อนนิ้วกลมนั่งเล่าจะเริ่ม

บทสรุปของทอล์กโชว์ครั้งนี้มีหลายคนทำเอาไว้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่แทป รวิศ หาญอุตสาหะ พี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ คุณยศ สรกฤช อ้นมณี เพจ Future Trends สรุปโดยคุณภคณัฐ ทาริยะวงศ์ และเพจ Runner’s Journey

ถ้าผมจะเขียนสรุปอีกก็คงซ้ำซ้อน เลยขอจะทำบางอย่างที่ต่างออกไป

คือแทนที่จะเขียนให้คนที่ไม่ได้ไปฟังทอล์กโชว์อ่าน ผมตั้งใจจะเขียนบทความนี้ให้กับคนที่ได้ไปดูทอล์กโชว์ เพราะน่าจะพอนึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากนัก

แต่ถ้าคุณไม่ได้ไปร่วมงานก็อ่านได้เช่นกันนะครับ เชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ผมคิดและตีความ บางอย่างอาจจะเกิดขึ้นโดยความตั้งใจและวางแผนไว้แล้วของพี่เอ๋และทีมงานอีก 30 ชีวิต บางอย่างอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ และบางอย่างผมอาจเข้าใจผิดไปไกล ซึ่งต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

จากนี้ไปคือห้วงคำนึงและบางคำถามจากงานนิ้วกลมนั่งเล่าแห่งปี 2567 ครับ


โปสเตอร์โปรโมตงานและคลื่นยักษ์นอกฝั่งคานากาวะ

โปสเตอร์งาน “นิ้วกลมนั่งเล่า #ประภาคารกลางมหาสมุทร” เห็นได้ชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในภาพวาดที่โด่งดังที่สุดในโลก

The Great Wave off Kanagawa หรือ คลื่นยักษ์นอกฝั่งคานากาวะ เป็นผลงานของ คัทสึชิกะ โฮคุไซ ซึ่งถูกเผยแพร่ครั้งแรกราว ค.ศ. 1831-1832 หรือเกือบ 200 ปีที่แล้ว

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ภาพสีฟ้าครามแสดงให้เห็นถึงคลื่นยักษ์จากมุมมองนอกชายฝั่งคานากาวะทางใต้ของโตเกียว หิมะที่โปรยปราย เรือประมง 3 ลำบนคลื่น กับชาวประมงราว 20 คน ที่ไม่แน่ชัดว่ากำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดหรือจำนนต่อโชคชะตา มีภูเขาไฟฟูจิซึ่งอยู่ห่างไกลและดูมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตัวคลื่น

โปสเตอร์ทอล์กโชว์ประภาคารกลางมหาสมุทรก็มีคลื่นยักษ์นี้เช่นกัน แต่ฟูจิถูกแทนที่ด้วยประภาคาร ไม่มีชาวประมงบนเรือ แต่มีคนมากหน้าหลายตา บางคนกำลังว่ายน้ำ บางคนกำลังจมน้ำ บางคนใช้ห่วงยาง และบางคนก็อยู่บนกระดานโต้คลื่น

และถ้ามองโปสเตอร์ให้นานขึ้นอีกหน่อย ก็จะเห็นว่าในคลื่นยักษ์นั้นไม่ใช่น้ำ แต่เป็นแมว หมาจิ้งจอก ปลาหมึก นกกระสา กระต่าย เต่า และสารพัดสัตว์

ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในสารสำคัญของนิ้วกลมนั่งเล่าในครั้งนี้ ว่าเราไม่ใช่คลื่น เราคือมหาสมุทร


“ไม่รู้ว่าเธอ ไม่รู้ว่าจะได้ยินเพลงนี้รึยัง อยากจะให้เธอ ช่วยมารับฟัง ว่าฉันนั้นคิดถึง”

ถ้อยคำแรกของทอล์กโชว์ครั้งนี้ ไม่ได้เปล่งออกมาจากปากของนิ้วกลม แต่เป็นเสียงเพลงที่เป็นท่อนแยกของเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ของพี่บอย โกสิยพงษ์ ที่พี่ป๊อด ธนชัย ร่วมร้องกับคุณวินัย พันธุรักษ์

เวอร์ชั่นในทอล์กโชว์ มีการนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นเพลงประสานเสียงสไตล์เดอะมิวสิคัล โดยมีนักเต้นประกอบหญิง 4 ชาย 2

เมื่อจบแต่ละองก์ พี่เอ๋จะเดินไปหลังเวทีเพื่อพักเพียงครู่เดียว โดยจะมีนักแสดง 6 คนนี้ขึ้นมาพร้อมกับท่อนใดท่อนหนึ่งของเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ทุกครั้ง


ทำไมถึงใส่ชุดสีนี้?

สองวันก่อนงานทอล์กโชว์ พี่เอ๋โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า

“ชวนทุกคนใส่เสื้อสีฟ้าครามน้ำเงินขาวมาเนรมิตโรงละครให้เป็น ‘มหาสมุทร’​ กันนะคร้าบบบ’

ซึ่งเท่าที่ผมดูรอบกาย แทบทุกคนที่มาร่วมชมก็ใส่เสื้อเข้าธีมเป็นอย่างดี

เลยอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมพี่เอ๋ถึงใส่ชุดสีเหลืองมัสตาร์ดทั้งท่อนบนท่อนล่าง

พี่เอ๋ก็รู้ตัวว่าคนดูน่าจะมีคำถามนี้ แถมยังยิงมุกใส่ตัวเองด้วยว่าแต่งตัวเหมือนหลวงจีน พร้อมทั้งโชว์ให้ดูว่าข้างในยังใส่เสื้อยืดและถุงเท้าสีฟ้า

แต่พี่เอ๋ก็ไม่ได้เฉลยอยู่ดีว่าทำไมถึงเลือกใส่ชุดแบบนี้

ขอบคุณภาพจากเพจ Roundfinger

ทำไมถึงเล่าเรื่องผี?

มาฟังนิ้วกลมนั่งเล่า ใครจะนึกว่าเรื่องแรกที่พี่เอ๋เล่าคือเรื่องหลอนๆ ในอินเดีย

พี่เอ๋และคณะไปถ่ายทำรายการหนึ่งในเมืองที่ห่างไกล น้องคนหนึ่งชื่อแป้งที่ร่วมคณะไปด้วยนั้นมีจิตสัมผัส มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นตามถนนที่รถขับผ่าน

กว่าจะถึงที่พักก็มืดค่ำแล้ว แถมโรงแรมก็เก่าและบรรยากาศวังเวงมาก หลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็เข้าห้องพัก ทีมงานส่วนใหญ่นอนบนพื้น และให้พี่เอ๋กับพี่อีกคนนอนบนเตียงที่ขนาดใหญ่เกินสองคน พี่เอ๋ไม่อยากให้มีที่ว่างตรงกลาง เลยพยายามเอากระเป๋าเอาอะไรมากองๆ ไว้

ตอนรุ่งเช้า หลังจากเช็คเอาท์แล้ว น้องแป้งเล่าให้ฟังว่า ที่ว่างบนเตียงนั้น น้องเขาเห็นมีคนอื่นมานอนอยู่ด้วยนะ


พี่โน้ตทำได้ไง?

ความรู้สึกหนึ่งตอนที่ฟังพี่เอ๋เล่าเรื่องข้างบน คือคิดถึงพี่โน้ต อุดม ที่ชอบเอาเรื่องผีมาเล่าในเดี่ยวไมโครโฟนหลายต่อหลายภาค

สังเกตได้ว่าพี่เอ๋และทีมงานเตรียมความคิด สคริปต์ และการซ้อมมาหนักมาก ถึงกระนั้นแล้วก็ยังจำเป็นต้องมีจอมอนิเตอร์บนเวทีให้พี่เอ๋คอยชำเลือง ผมไม่แน่ใจว่าบนจอมีข้อความอะไรบ้าง แต่ก็ขอเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญๆ ของเรื่องราวที่กำลังเล่าอยู่

แล้วผมก็นึกถึงการไปชมเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกของผมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คืองานเดี่ยว 13

พี่โน้ตกับเก้าอี้หนึ่งตัวและไมโครโฟนหนึ่งตัว นอกนั้นไม่มีอะไรอื่น และพี่โน้ตก็พูดคนเดียวเกือบ 4 ชั่วโมงเต็มในพารากอนฮอลล์ที่มีความจุ 5000 คน หรือใหญ่กว่าสยามพิฆเนศ 5 เท่า

ต้องเทพขนาดไหนถึงจะทำแบบพี่โน้ตได้ ในฐานะนักพูดและศิลปินทอล์กโชว์ชาวไทย ผมว่าพี่โน้ตน่าจะเป็น GOAT (Greatest of All Time) ที่ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะมาทดแทนได้เลย

เมื่อเดือนที่แล้วผมได้ไปดูคอนเสิร์ต Everybodyslam ก็คิดเหมือนกันว่าต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าเมืองไทยจะมีวงร็อคระดับบอดี้สแลมได้อีก

พี่เบิร์ด ธงไชย ก็เป็น GOAT อีกหนึ่งท่าน สมัยพีคๆ คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดตอน “ความสุข ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด” ถูกจัดไป 29 รอบ คนดูทั้งหมด 58,000 คน

ได้แต่บอกตัวเองว่า อย่าเห็น GOAT เป็นของธรรมดา วันหนึ่งเขาเลิกราไปแล้วเราจะเสียดายที่มีโอกาสแล้วเราไม่ได้ไปเชยชม


พี่เอ๋ทำได้ไง?

แขกรับเชิญที่ผมชอบมากที่สุด (ที่จริงก็มีคนเดียวน่ะนะ) ก็คืออาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

อาจารย์ตุลขึ้นเวทีมา พลังงานของโชว์เปลี่ยนเลย ผมเคยเจอไม่กี่คนที่มี presence บนเวทีระดับนี้ คนล่าสุดที่จำได้คือคุณกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ที่ยกระดับพลังงานในคอนเสิร์ตของแสตมป์ อภิวัชร์ “ด้วยรักและแอบดี” เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

อาจารย์ตุล เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เชี่ยวชาญในประเด็นปรัชญาอินเดียและศาสนาฮินดู

อาจารย์ตุลเล่าให้คนดูฟังว่า พี่เอ๋เลือกวันแสดงโดยไม่ได้ดูปฏิทินจีนเลยว่าวันนี้ (18 สิงหาคม) เป็นวันสารทจีน ซึ่งทุกปีอาจารย์ตุลจะต้องจัดเตรียมอาหารเป็นอย่างดีเพื่อไหว้บรรพบุรุษของตระกูล “อุ่ยเต็กเค่ง” ตั้งแต่รุ่นพ่อจนถึงรุ่นพ่อของเทียด กว่าจะจัดอาหารเสร็จก็ต้องรีบบึ่งมาขึ้นเวทีของงานนี้ที่เริ่มตอนบ่ายโมง

อาจารย์ตุลยังทักอีกว่า รู้มั้ย เวลาจัดงานมหรสพในวันสารทจีนเนี่ย เขาจัดให้ผีดู พี่เอ๋ก็เลยแซวคนดูว่า ที่นั่งตรงไหนว่างก็ให้ชำเลืองไว้ด้วยนะครับ (เป็นการอ้างอิงถึงที่ว่างบนเตียงในโรงแรมอันวังเวงของอินเดียที่น้องแป้งเห็นอะไรบางอย่าง)

นี่อาจเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของโชว์ แต่ความประทับใจของผมคือมิตรภาพของสองคนนี้ที่เคยเป็นคนแปลกหน้า แถมยังเคยไม่ชอบหน้ากันมาก่อนอีกด้วย

ก่อนจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว เวลาอาจารย์ตุลอ่านงานของนิ้วกลมแล้วก็รู้สึกว่าทำไมนิ้วกลมต้อง romanticize มันไปซะทุกเรื่อง อาจารย์ตุลก็เลยแขวะงานของนิ้วกลมบนโซเชียลเป็นประจำ ส่วนพี่เอ๋เองก็ชอบเข้าไปส่องเพราะอยากรู้ว่าคนที่ไม่ชอบนิ้วกลมเขียนถึงเขาอย่างไรบ้าง

อยู่มาวันหนึ่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว มีเหตุให้ต้องสัมภาษณ์อาจารย์ตุลพอดี พี่เอ๋ก็เลยใจดีสู้เสือขอเป็นคนเข้าไปคุยเอง ส่วนอาจารย์ตุลพอรู้ว่านิ้วกลมจะมาสัมภาษณ์ก็ลับมีดรอเอาไว้เลยเหมือนกัน

ผมไม่รู้ว่าพี่เอ๋ทำอะไรถึงทำให้อาจารย์ตุลค่อยๆ แปลงร่างจากคนที่เคยหมั่นไส้ให้กลายมาเป็นมิตร และพร้อมมาถ่ายรายการอย่าง “นิ้วกลมดมโรตี” อยู่หลายตอน รวมถึงยอมกระหืดกระหอบมาขึ้นเวทีในวันที่ต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ 5 รุ่น

ก่อนจะลงจากเวที อาจารย์ตุลกับนิ้วกลมยืนกอดกันตัวกลมและยาวนาน

การได้กอดคนที่เคยไม่ชอบหน้าเรา น่าจะเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง


แตกต่างที่เหมือนกันของมิเกลันเจโล ปู่จิโร่ และลามะทิเบต

พี่เอ๋เชื่อว่า “ชีวิตคือโมเมนต์” ที่ต่อกันไปเรื่อยๆ

หนึ่งในโมเมนต์ที่ตราตรึงพี่เอ๋ที่สุด ก็คือตอนที่เยือนนครวาติกัน และได้ยลโฉม Sistine Chapel ของมิเกลันเจโล (Michelangelo)

คนไทยส่วนใหญ่จะเรียกศิลปินผู้นี้ว่าไมเคิลแองเจโล แต่อาจารย์ของพี่เอ๋ขอให้เรียกชื่อโดยออกเสียงตามภาษาบ้านเกิดของเขา

มิเกลันเจโลใช้เวลาวาดจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่กว่าสนามบาสเกตบอล บนเพดานที่สูงเท่ากับตึก 6 ชั้น ตั้งแต่ปี 1508-1512

ใช้เวลาสร้างงาน 4 ปี แต่ผลงานอยู่ยืนยาวถึง 500 ปี

ผมฟังแล้วก็สะท้อนใจ ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้จะมีประโยชน์ถึง 5 ปีหรือแม้กระทั่ง 5 เดือนหรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไปเสียหมด

แต่ผมก็ใจชื้นขึ้นเมื่อพี่เอ๋เล่าถึงการทำ “มันดาลา” หรือ mandala ของพระทิเบต

ลามะ (ชื่อเรียกของพระทิเบต) จะนำเม็ดทรายมาย้อมสี จากนั้นจะค่อยๆ ช่วยกันโปรยทรายอย่างแช่มช้าเพื่อสร้างรูปวิจิตรบรรจงบนพื้นหรือบนกระดาน ซึ่งต้องใช้เวลานานอยู่หลายวัน

เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการสวดมนต์ภาวนา และจบด้วยการกวาดทรายนั้นทิ้งไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า ฟังดูก็น่าเสียดายเมื่อมองจากสายตาปุถุชนว่าทำไมถึงไม่เก็บไว้ให้นานกว่านี้หน่อย

แต่มันคือปริศนาธรรมที่บอกว่า mandala ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิต ที่เริ่มต้นด้วยความว่างเปล่า และจบลงด้วยความว่างเปล่า

พี่เอ๋ยังเล่าถึง “ปู่จิโร่” พระเอกในหนังสารคดี “Jiro Dreams of Sushi” ที่ใช้เวลากว่า 70 ปีในการสรรหาวิธีที่จะทำซูชิที่อร่อยที่สุดในโลก

และเพื่อให้ซูชิอร่อยที่สุด เมื่อปั้นเสร็จแล้วควรกินทันทีก่อนที่อุณหภูมิจะเพี้ยนไปจาก 32.22 องศา

Sistine Chapel ใช้เวลา 4 ปีในการสร้างและอยู่ยืนยาวมา 500 ปี

Mandala ใช้เวลา 4 วันในการสร้าง และอาจอยู่ได้เพียง 50 นาที

ซูชิของปู่จิโร่ อาจใช้เวลา 40 วินาทีในการปั้น และอยู่ได้เพียง 5 วินาทีก่อนจะหมดความเป็นซูชิ

แต่ผมไม่คิดว่าซูชิแต่ละคำที่ปู่จิโร่บรรจงปั้นนั้นจะมีคุณค่าน้อยกว่าภาพสรวงสวรรค์ที่มิเกลันเจโลบรรจงวาด

“งาน” ที่เราสร้างขึ้นมาอาจเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมดาของโลก แต่แรงกระเพื่อมที่มันก่อให้เกิดในใจคนแม้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็อาจคุ้มค่าแล้วก็ได้


“ที่ปัญหาเรามันใหญ่ เพราะพันธกิจเราเล็กเกินไปรึเปล่า?”

ประโยคนี้เป็นประโยคที่ผมชอบที่สุดในประภาคารกลางมหาสมุทร (แถมยังเป็นประโยคที่พี่เอ๋ไม่ได้เอาขึ้นจอด้วย)

เพราะประโยคนี้อธิบายได้ชัดเจน ว่าทำไมปู่จิโร่ถึงยังปั้นซูชิจนถึงวัย 90 ปี และทำไมมิเกลันเจโลถึงหลังขดหลังแข็งวาดรูปอยู่ถึง 4 ปีบนเพดานที่สูงเท่ากับตึก 6 ชั้น

เรามองว่าปัญหามันใหญ่ เพราะเราเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็เลยรู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย ทำไมฉันต้องมาเหนื่อยอะไรขนาดนี้ด้วยเนี่ย

แต่ถ้า mission ของเรามันใหญ่มากพอ แม้ความเหนื่อยมันจะไม่ได้ลดลง แถมบางครั้งยังอาจเหนื่อยมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่ความตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเองจะทำให้เราไม่ค่อยสนใจ ‘แผลเล็กๆ’ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

เมื่อเรารู้ว่าเราทำเพื่ออะไร และเราทำเพื่อใคร เราจะมีพลังใจฝ่าฟันทุกอุปสรรค


ภาพแห่งความสุขมีมากกว่าหนึ่งคน

ก่อนงานเริ่มพี่เอ๋มีให้ผู้ชมทางบ้านส่งรูป “ช่วงที่ดีที่สุด” ในชีวิตมา

และในช่วงสุดท้ายของทอล์กโชว์ ภาพแห่งความสุขความทรงจำมากมายก็พรั่งพรูขึ้นสู่จอ

ทั้งภาพแม่เล่นกับลูก ปู่เล่นกับหลาน นิสิตในชุดครุยกับคุณแม่ที่ภาคภูมิใจ แขนสองท่อนของพ่อกับลูก ก๊วนเพื่อนสมัยมัธยม รวมถึงภาพนิ้วกลมกับคุณแม่

ไม่มีแม้แต่ภาพเดียวที่มีแค่หนึ่งคนอยู่ในนั้น ไม่มีแม้แต่ภาพเดียวที่เป็นภาพวิว

สมัยที่ผมยังเรียนหนังสือ โลกยังมีแต่กล้องฟิล์ม การจะถ่ายภาพแต่ละภาพต้องคิดแล้วคิดอีก หลายครั้งที่เห็นภาพวิวสวยๆ อย่างพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและสายรุ้ง ผมก็จะลั่นชัตเตอร์เก็บความประทับใจนั้นเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอกลับมาดูรูปวิวที่เคยตรึงตรา มันกลับไม่ได้ปลุกเร้าความทรงจำสักเท่าไหร่

ภาพเก่าๆ ที่จะปลุกเร้าความสุขได้มากที่สุด มักจะเป็นภาพที่เราได้ใช้เวลาร่วมกับใครบางคนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เคยเขียนไว้ในหนังสือ ONE MILLION ปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น ว่า

E = mc2

“One magical Moment in the right Context and the right Culture powers endless Energy.”

โมเมนต์มหัศจรรย์ ในบริบทที่เหมาะสมและคนที่ใช่ จะสร้างพลังได้มากมายไม่สิ้นสุด

ฉากจบของทอล์กโชว์ คือภาพ “ช่วงที่ดีที่สุด” ที่มีเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ขับกล่อม ภาพนับร้อยค่อยๆ ร้อยเรียงเป็นวงกลมและหมุนวนไป ชวนให้นึกถึงกระแสวังน้ำวนในโปสเตอร์โปรโมตทอล์กโชว์นี้

“ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน

นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน เพราะเธอ”


หรือนิ้วกลมจะไม่ได้จัดทอล์กโชว์นี้ให้เราฟัง?

16 ปีที่แล้ว สมัย YouTube เพิ่งเริ่มมีชื่อเสียง วีดีโอตัวหนึ่งที่ดังและไวรัลจนมีคนดูถึง 1 ล้านวิว คือวีดีโอชื่อ “Randy Pausch Last Lecture: Achieving Your Childhood Dreams” ที่พูดให้กับ Carnegie Mellon University

ขึ้นเวทีมา เพาช์ก็ออกตัวว่าเขาเป็นมะเร็งตับและจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นี่อาจจะเป็นการเลกเชอร์ครั้งสุดท้ายของเขาจริงๆ ก็ได้

เพาช์พูดถึงคอนเซ็ปต์ head fake ในเกมอเมริกันฟุตบอล ที่ผู้เล่นจะหันไปทางหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วตัววิ่งไปอีกทางหนึ่ง มันคือเทคนิคล่อหลอกฝ่ายตรงข้ามให้ตั้งตัวไม่ติด

ใน 30 วินาทีสุดท้ายของการพูด 75 นาที เพาช์ถามคนดูว่า

“Have you figured out the head fake?”

คุณรู้ตัวรึยังว่าผมหลอกคุณเรื่องอะไร

แล้วเพาช์ก็เฉลยว่า หัวข้อในวันนี้ไม่ใช่เรื่องการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง แต่เป็นเรื่องที่ว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างไร เพราะถ้าเราใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ความฝันจะเดินทางมาหาเราเอง

แล้วเพาช์ก็ถามคนดูอีกครั้งว่า

“Have you figured out the second head fake?”

คุณรู้ตัวรึยังว่าเรื่องที่สองที่ผมหลอกคุณคือเรื่องอะไร?

และเพาช์ก็กล่าวประโยคสุดท้ายก่อนลงจากเวทีว่า

“This talk is not for you. It’s for my children.”

วันนี้ผมไม่ได้มาพูดให้คุณฟัง ผมพูดเอาไว้ให้ลูกๆ ได้ฟังในวันข้างหน้าต่างหาก

(ณ ตอนนั้นลูกทั้งสามของเพาช์อายุ 5 ขวบ 2 ขวบ และ 18 เดือน)

หลังดูประภาคารกลางมหาสมุทรจบ ผมอดคิดไม่ได้ว่าพี่เอ๋อาจไม่ได้จัดทอล์กโชว์นี้ให้พวกเรา

พี่เอ๋น่าจะจัดทอล์กโชว์นี้ให้แม่ของเขาที่เสียไปเมื่อตอนต้นปี

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ ทุกคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะมีคำอธิบายหมดเลย

ทำไมประโยคแรกที่ทุกคนได้ยินคือ “ไม่รู้ว่าเธอ ไม่รู้ว่าจะได้ยินเพลงนี้รึยัง อยากจะให้เธอ ช่วยมารับฟัง ว่าฉันนั้นคิดถึง”

ทำไมพี่เอ๋ถึงใส่ชุดสีเหลืองมัสตาร์ด

ทำไมพี่เอ๋ถึงเริ่มต้นทอล์กด้วยการเล่าเรื่องผีและที่ว่างบนเตียง

ทำไมอาจารย์ตุลถึงบอกว่ามหรสพวันสารทจีนนั้นเขาจัดให้ผู้ล่วงลับได้รับชม

รอบที่ผมไปดู เป็นการแสดงรอบสุดท้าย พี่เอ๋เลยขอทำสิ่งที่ไม่ได้ทำในรอบการแสดงทั้งสองรอบก่อนหน้า นั่นคือการถ่ายเซลฟี่จากเวทีลงมา มีพี่เอ๋อยู่ด้านหน้า และคนดูอยู่ข้างหลัง

เมื่อมองภาพถ่ายนี้ มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่งที่พาผมคิดไปไกล

ว่าพี่เอ๋อาจจะจองเก้าอี้ตัวนี้ไว้ให้คุณแม่มานั่งดูครับ

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กของ Sarawut Hengsawad

กฎแห่งการย้อนศร

ในการฝึกฝนของหน่วยซีล (SEAL) มีสิ่งที่เรียกว่า Drownproofing

Drown คือการจมน้ำ

Proof แปลว่า “ป้องกัน” หรือ “ทนต่อ” เช่นคำว่า bullet-proof jacket คือเสื้อกันกระสุน sound-proof room คือห้องเก็บเสียง

Drown-proofing ก็คือ “การฝึกไม่ให้จมน้ำ” ซึ่งจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหน่วยซีลได้รับบาดเจ็บในการสู้รบจนขยับแขนหรือขาไม่ได้ แล้วสถานการณ์บังคับให้ต้องตกลงไปในน้ำ จะเอาตัวรอดได้อย่างไร

ผู้ฝึกจะจับนักเรียนไพล่มือเอาไว้ข้างหลัง แล้วมัดข้อมือข้อเท้าเอาไว้ จากนั้นก็ผลักนักเรียนลงไปในสระว่ายน้ำลึก 9 ฟุตหรือประมาณ 2.75 เมตร

หน้าที่ของนักเรียนคือต้องอยู่รอดให้ได้เป็นเวลา 5 นาที

นักเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ยิ่งพยายามขยับตัวเพื่อให้หัวโผล่พ้นน้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งจม หลายคนตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกและร้องตะโกนโหวกเหวกให้คนมาช่วย หลายคนจมน้ำจนหมดสติจนต้องใช้บริการหน่วยกู้ชีพ

แต่ก็มีนักเรียนส่วนหนึ่งที่ผ่านบททดสอบนี้มาได้ เพราะพวกเขาทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสัญชาตญาณ

แทนที่จะพยายามดิ้นรนเพื่อจะลอยตัวให้อยู่เหนือน้ำ เขาจะปล่อยให้ตัวเองจมลงไปจนถึงก้นสระ แล้วเอาเท้าถีบตัวเองจากพื้นสระเพื่อให้ตัวค่อยๆ ลอยกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อหัวโผล่พ้นน้ำ ก็รีบหายใจเข้าปอดหนึ่งเฮือก ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยตัวเองให้จมลงสู่ก้นสระอีกครั้ง ทำอย่างนี้วนไปจนครบเวลา 5 นาที

คนที่จะผ่านบททดสอบ drownproofing จึงไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำเป็น

จริงๆ คนที่จะผ่านบททดสอบนี้ได้ คือคนที่ฝืนตัวเองให้ไม่ว่ายน้ำเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งพยายามลอย เรายิ่งจม แต่พอเราทำใจว่ายังไงก็ต้องจม เรากลับลอยขึ้นมาได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Backwards Law หรือกฎแห่งการย้อนศร ที่ Mark Manson เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มแรกของเขา

กฎนี้เคยมีคนพูดถึงมาก่อนแล้วคือ Alan Watts นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ

กับของบางอย่าง ยิ่งพยายามยิ่งห่างไกลจากเป้าหมาย

เช่นเวลาเรานอนไม่หลับ ยิ่งพยายามหลับยิ่งนอนไม่หลับ

อีกตัวอย่างก็เช่นความสุข ถ้าเราอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอยากมีความสุข เราจะเริ่มทุกข์ขึ้นมาทันที

ความรักก็อยู่ภายใต้กฎย้อนศรเช่นกัน ยิ่งเราพยายามทำให้อีกฝ่ายรักเรา ตามตื๊อและยอมเขามากเท่าไหร่ เรายิ่งดูไร้เสน่ห์มากขึ้นเท่านั้น

คนบางคนแสวงหาการยอมรับและความชื่นชม แต่ยิ่งตีฆ้องร้องป่าวในความดีงามของตัวเอง ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกคลางแคลงใจให้คนที่พบเห็น

คนบางคนอยากมีอิสรภาพ อยากทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน แต่ยิ่งเราอยากมีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกขาดอิสรภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่หากเราเลือกที่จะตัดช้อยส์ตัวเองลงและมีวินัยมากขึ้น เรากลับไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป

สำหรับหลายคนคงไม่ชินกับวิธีคิดแบบกฎย้อนศร เพราะเราคนไทยถูกสอนมาตลอดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ซึ่งมีประโยชน์และใช้ได้กับสถานการณ์ส่วนใหญ่ – แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

ถ้าเราค่อยๆ พิจารณาแล้วพบว่าเรื่องบางเรื่องเราพยายามเต็มที่แล้วก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ก็อาจไม่เสียหายที่จะลองทำอะไรที่ต่างออกไป

ให้ระลึกถึงคำของไอน์ไสตน์ที่เคยบอกไว้ว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่มุ่งมั่นทำสิ่งเดิมๆ แล้วคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ

กฎย้อนศรอาจนำมาใช้ได้กับสถานการณ์บ้านเมืองด้วยนะครับ

หลายคนอาจรู้สึกขัดอกขัดใจกับการเมืองไทยเมื่อเห็นความเป็นไปในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ถ้าเราไม่ได้ถอดใจถึงขนาดจะย้ายประเทศ เราก็ต้องหาทางอยู่กับมันไปให้ได้

แม้จะรู้สึกเหมือนนักเรียนหน่วยซีลที่ถูกมัดแขนขาเอาไว้แล้วถูกผลักลงน้ำ พยายามดิ้นรนเอาหัวพ้นน้ำแล้วแต่เหมือนสถานการณ์กลับแย่ลง

แต่ถ้าเราทำใจไว้เลยว่ายังไงก็อาจต้องยอมปล่อยตัวให้ลงถึงก้นสระ

เมื่อนั้นเราอาจพบหนทางที่จะรักษาตัวเองไว้ได้ไปอีก “5 นาที” ต่อจากนี้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก The Backwards Law – Why the Best Things in Life Must Be Let Go by Mark Manson

มุมมองของนักคิด 3 คนผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า

Atheism อ่านว่า เอ-ธี-อิซึม แปลว่าอเทวนิยม หรือทัศนะที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า

Atheist อ่านว่า เอ-ธี-อิสท แปลว่าคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า

ช่วงนี้คนที่ผมติดตามผลงานหลายคนมักจะประกาศตัวเป็น atheist และบางมุมมองก็น่าสนใจและอยากเอามาแชร์เอาไว้ในบล็อกนี้

บางท่านได้อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วอาจอารมณ์เสียและไม่เห็นด้วย ซึ่งผมต้องขออภัยล่วงหน้า

บางข้อความอ่านแล้วคุณอาจจะไม่ชอบ แต่ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ลืมครับ

.

1. Naval Ravikant

นาวาล รวิกานต์ เป็นเจ้าของ AngelList ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพอย่าง Twitter และ Uber เคยให้สัมภาษณ์ต่อคำถามที่ว่า “ความหมายของชีวิตคืออะไร?

“ชีวิตไม่มีความหมาย ชีวิตไม่มีจุดประสงค์ โอโช กล่าวว่า “มันเหมือนกับการเขียนลงบนน้ำ หรือการสร้างปราสาททราย”

ความจริงก็คือ เราเคยไร้ชีวิตมาตลอดประวัติศาสตร์ของจักรวาลหนึ่งหมื่นล้านปีหรือมากกว่านั้น และเราจะไร้ชีวิตไปอีกประมาณเจ็ดหมื่นล้านปีจนกว่าจะถึงการสิ้นสุดของจักรวาล

“The reality is you’ve been dead for the history of the Universe, 10 billion years or more. You will be dead for the next 70 billion years or so, until the heat death of the Universe.”

ทุกสิ่งที่เราทำจะเลือนหายไป มันจะหายไปเช่นเดียวกับที่มนุษยชาติจะหายไปและโลกนี้จะหายไป แม้แต่กลุ่มคนที่ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารก็จะหายไป จะไม่เหลือใครที่จดจำเราได้หลังจากผ่านไปหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าเราจะเป็นศิลปิน กวี ผู้พิชิต คนยากจน หรือใครก็ตาม ไม่มีความหมายใดๆ เลย

เราจึงต้องสร้างความหมายของตัวเองขึ้นมา เพราะไม่มีความหมายที่เป็นจุดประสงค์อย่างแท้จริงและเป็นแก่นแท้ของจักรวาล

ผมไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายอันเป็นนิรันดร์ ผมว่ามันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่จะทำให้ผมเชื่อว่าวิธีที่เราใช้ชีวิตเจ็ดสิบปีบนโลกนี้จะส่งผลกับโลกหลังความตายที่ยาวนานชั่วกัลปาวสาน พระเจ้าแบบไหนกันที่ตัดสินคุณไปชั่วนิจนิรันดร์โดยอิงจากช่วงเวลาเพียงสั้นๆ บนโลกใบนี้?

ผมคิดว่าหลังจากชีวิตนี้จบลงแล้วมันก็คงจะเหมือนกับก่อนที่เราจะเกิดมา คุณจำอะไรได้ไหมล่ะ? ชีวิตหลังความตายมันก็จะเป็นแบบนั้นแหละ

ก่อนที่เราเกิด เราไม่เคยแคร์อะไรหรือใครเลย ทั้งคนที่เรารัก ทั้งตัวเราเอง รวมถึงมนุษยชาติ รวมถึงว่าเราจะไปดาวอังคารหรือจะอยู่บนโลก หลังความตายเราก็ไม่แคร์อะไรเลยเช่นกัน”


2. Mark Manson

มาร์ค แมนสัน เป็นผู้เขียนหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a F* และ หนังสือ Everything Is F*: A Book About Hope

Manson กล่าวเอาไว้ในหนังสือ Everything is F* (หน้า 85 & 120) ว่า

“มันมีเหตุผลอยู่นะที่ศาสนาใหญ่ๆ มักจะส่งมิชชันนารีไปยังสถานที่ที่ยากจนและไร้ความหวังที่สุด ผู้คนที่หิวโหยย่อมพร้อมเชื่ออะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาอิ่มท้อง

ผู้นำทางศาสนาจะเทศนาให้กับคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ และบอกพวกเขาว่าพวกเขาควรได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ — โดยพื้นฐานแล้วมันก็คือการ “สู้กลับ” กับชนชั้นสูงในสมัยนั้นนั่นเอง

นักปรัชญาธรรมชาติ (natural philosophers) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกนักวิทยาศาสตร์ในยุคของไอแซค นิวตัน ได้ตัดสินใจว่า สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดคือสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด หลักฐานกลายมาเป็นคุณค่าสูงสุด และหากมีความเชื่อใดที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานอีกต่อไป ความเชื่อนั้นต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงใหม่ที่สังเกตเห็นได้

สิ่งนี้ได้สร้างศาสนาใหม่ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์”

วิทยาศาสตร์อาจเป็นศาสนาที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะมันเป็นศาสนาแรกที่สามารถพัฒนาและปรับปรุงตัวเองได้ มันเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ยึดติดกับหนังสือหรือคำสอนเพียงเล่มเดียว ไม่ผูกพันกับดินแดนหรือชนชาติใด ไม่ยึดติดกับจิตวิญญาณเหนือธรรมชาติที่การมีอยู่ของมันไม่สามารถพิสูจน์หรือหักล้างได้ (proven or disproven) มันเป็นองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงโลกมากกว่าสิ่งใดๆ มันยกระดับมนุษย์หลายพันล้านคนให้พ้นจากโรคภัยและความยากจน และปรับปรุงทุกด้านของชีวิต

แต่วิทยาศาสตร์ได้ทำสิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่า: มันได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การเติบโต” มาสู่โลก สำหรับประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ “การเติบโต” นั้นแทบไม่เคยมีอยู่จริง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แทบทุกคนเกิดมามีฐานะอย่างไร ก็จบชีวิตลงไปด้วยฐานะเดียวกันนั้น

เมื่อสองพันปีที่แล้ว ผู้คนใช้ชีวิตไปทั้งชีวิตโดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย – ไม่มีการพัฒนาใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้คนเกิดแก่เจ็บตายบนผืนดินแห่งเดิม ท่ามกลางคนกลุ่มเดิม และใช้เครื่องมือเดิมๆ โดยไม่มีอะไรดีขึ้น อันที่จริงแล้วโรคระบาด ความอดอยาก สงคราม และผู้ปกครองที่โหดเหี้ยมมักทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำ มันเป็นการดำรงอยู่ที่เนิ่นช้า เจ็บปวด และทุกข์ทรมาน

และเมื่อไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงหรือมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาตินี้ ผู้คนจึงยึดถือความหวังจากคำสัญญาของศาสนาว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในชาติหน้า”


3. Yuval Noah Harari

ยูวาล โนอา ฮารารี ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind เคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน Natalie Portman and Yuval Noah Harari in Conversation ดังนี้

“ศาสนาได้สร้างสิ่งดีๆ เอาไว้แน่นอน ทั้งด้านศีลธรรม ด้านมนุษยธรรม ด้านศิลปะ และการทำให้ผู้คนวางใจและร่วมมือกันก็เป็นผลจากศาสนา แต่ศาสนาก็ได้สร้างความเสียหายเอาไว้เช่นกัน สุดท้ายแล้วผมคิดว่าศาสนาไม่ได้มีความจำเป็นต่อการมีศีลธรรมหรือการร่วมมือกันอีกต่อไป

จริงๆ แล้วศีลธรรม (morality) ก็คือการพยายามลดความทุกข์ร้อนบนโลกใบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าองค์นี้หรือพระเจ้าองค์นั้นเพื่อที่จะประพฤติตนให้ดี แต่คุณต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความทุกข์ยาก (suffering)

สำหรับผม ผมคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจทางจิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าการมีศาสนา (religion) เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันหรือแทบจะตรงกันข้ามกันด้วยซ้ำ

Spirituality เป็นเรื่องของคำถาม

ส่วน Religion เป็นเรื่องของคำตอบ

Spirituality คือเวลาที่คุณมีคำถามใหญ่ๆ เช่นความตระหนักรู้คืออะไร ความหมายของชีวิตคืออะไร ความดีงามคืออะไร และคุณก็เริ่มออกเดินทางไปแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และคุณก็มีความกล้าและความพร้อมที่จะไปในที่ใดก็ตามที่คำถามจะพาคุณไปเพราะว่ามันสำคัญสำหรับคุณมาก

Religion เป็นเรื่องของคำตอบ มันคือการที่มีคนเดินมาบอกคุณว่า นี่แหละคือคำตอบ คุณต้องเชื่อสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณก็จะถูกแผดเผาในนรกหรือไม่เราก็จะจับคุณเผาเสียเอง ผมมองว่าวิธีคิดแบบนี้มันเป็นคนละขั้วกับ spirituality เลย

ผมคิดว่าศาสนาได้ทำสิ่งดีๆ และสิ่งแย่ๆ เอาไว้หมดแล้ว และมันกำลังสูญเสียบทบาทของมันไป ในสมัยก่อนนั้นถ้าคุณป่วยคุณก็ไปหานักบวช ถ้าฝนไม่ตกคุณก็เข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์อ้อนวอน แต่โจทย์เหล่านี้กลับถูกแก้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรและคุณหมอไปแล้ว”


ผมเองไม่ได้เห็นด้วยกับทุกข้อความที่กล่าวมา แต่ผมชอบเพราะว่ามันกระตุกต่อมคิดและทำให้เราเห็นที่มาที่ไปของศาสนาได้ชัดเจนขึ้น

ยูวาล ฮารารีเคยบอกไว้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะได้ทำนายอนาคต เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน

ผมคัดสรรข้อความเหล่านี้มาให้อ่าน โดยหวังว่าเราจะเปิดใจและเกิดคำถามว่าสิ่งที่เรารู้และเชื่อมั่นอาจไม่ใช่ความจริงแท้ทั้งหมด

และหากเรานำสิ่งเหล่านี้ไปคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เราอาจแน่นแฟ้นในศรัทธาของเรามากกว่าเดิมก็เป็นได้ครับ

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด ไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

ในบทความตอนที่แล้ว ผมกล่าวถึงอาจารย์ Graham Weaver ที่พูดให้กับนักศึกษา Stanford ในหัวข้อ Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power

Weaver บอกว่าให้ระวังเสียงในหัวของเราให้ดี เพราะมันขี้กลัวและมักจะล่อหลอกให้เราไม่เลือกเส้นทางที่จะเปิดโอกาสให้เราได้บรรลุศักยภาพของตัวเอง

ในชีวิตการสอนหนังสือ 22 ปี Weaver ไม่เคยพบนักศึกษาคนไหนเลยที่เดินมาบอกเขาว่า “อาจารย์ครับ ผมมีความฝันเรื่องหนึ่งที่ผมตื่นเต้นและอยากทำให้สำเร็จ แต่ผมคงทำไม่ได้ ผมเลยจะขอยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ”

นักศึกษาทุกคนที่ Weaver ได้คุยด้วยล้วนมีความฝัน และคิดว่าตัวเองสามารถทำสำเร็จได้ทั้งนั้น

แต่ก็ใช่ว่านักศึกษาทุกคนจะเลือกเส้นทางที่ฝันเอาไว้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าทำไม่ได้หรือยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

คำที่ดับความฝันได้บ่อยสุดก็คือคำว่า “Not now” ที่แปลว่า “ยังไม่ใช่ตอนนี้” หรือ “เอาไว้ก่อน”

ตอนที่ Weaver อยากเปลี่ยนสายอาชีพจากการทำธุรกิจมาสอนหนังสือ คลาสแรกที่เขาได้โอกาสสอน เขาสอนได้แย่มาก

หลังจากจบคลาสนั้น เสียงในหัวของ Weaver ไม่ได้พูดว่า “เกรแฮม นายไม่มีวันที่จะเป็นอาจารย์ได้หรอก”

แต่มันบอกกับเขาว่า “เกรแฮม นายควรออกไปหาประสบการณ์ก่อนอีกสัก 20 ปี จะได้มีความรู้มากขึ้น ถึงตอนนั้นแล้วค่อยกลับมาสอน”

โชคดีที่ Weaver ไม่ได้เชื่อฟังเสียงนั้น และตัดสินใจฝึกฝนและเก็บชั่วโมงบินจนสอนเก่งขึ้นเรื่อยๆ และได้เป็นอาจารย์ประจำคณะของ Stanford Graduate School of Business ในที่สุด

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

แต่มันคือคำว่า “เอาไว้ก่อน”

ลองย้อนกลับไปดูชีวิตของเราเอง เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยบอกตัวเองแบบนี้เหมือนกัน แล้วความฝันบางอย่างก็ถูกกลบฝังด้วยคำว่าเอาไว้ก่อน

ของบางอย่างก็ยังทำตอนนี้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน – You are not getting any younger.

ในวันที่ยังมีแรงและยังมีปัญญา เราอาจต้องหยุดพูดว่า “เอาไว้ก่อน” กับเรื่องบางเรื่องครับ

ในยุคที่ไม่มีใครพูดเรื่องการ “Follow Your Passion” แล้วเราจะ Follow อะไรกันดี

แม้จะจั่วหัวราวกับว่าบทความนี้เขียนให้เด็กจบใหม่ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ทำงานมาได้พักใหญ่แล้วเหมือนกัน

เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว “Follow your passion” เป็นคำแนะนำแห่งยุคสมัย

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตามหาสิ่งที่ตัวเองหลงใหลกลายเป็นเทรนด์ น่าจะมาจากปาฐกถาของ Steve Jobs ที่ให้ไว้กับบัณฑิตจบใหม่ของ Stanford เมื่อปี 2005

“You’ve got to find what you love…Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven’t found it yet, keep looking. Don’t settle. As with all matters of the heart, you’ll know when you find it.”

ช่วงเวลาหนึ่งในเมืองไทยจึงมีกระแสให้คนลาออกจากงานประจำ หนังสืออย่าง “การลาออกครั้งสุดท้าย” “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “ลาออกซะ ถ้าอยากรวย” ล้วนติดอันดับหนังสือขายดี (และผมเองก็ได้อ่านครบทั้งสามเล่ม)

ปี 2016 “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade ติดต่อผมมาทางเพจ Anontawong’s Musings ว่าสนใจนำบทความของผมไปทำหนังสือ และพี่ปิ๊กก็ให้ไอเดียมาว่า ในเมื่อกระแสลาออกจากงานประจำมาแรง เราลองมาทำหนังสือที่ตั้งคำถามกับกระแสนี้ดูบ้างมั้ย

ต้นเดือนสิงหาคม 2017 หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ผลงานเล่มแรกของ Anontawong’s Musings และของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย จึงได้ลืมตาดูโลก และได้ตีพิมพ์ไปถึง 4 ครั้ง

เวลาล่วงเลยมา 7 ปีพอดี ดูเหมือนสมัยนี้จะไม่ค่อยมีคนพูดถึงการ “Follow Your Passion” กันอีกแล้ว

คำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ แล้วเราควรจะ Follow อะไรกันดี?

วันนี้เลยอยากนำสิ่งที่ผ่านพบมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังงงๆ กับชีวิตนะครับ

1. Follow Your Mastery

ไอเดียนี้มาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You ของ Cal Newport ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 และผมเคยเขียนถึงอย่างละเอียดในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion” เมื่อปี 2016

เราสามารถมีทัศนคติกับการทำงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

Passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

Passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

Craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสม career capital หรือ “ต้นทุนทางวิชาชีพ” อย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานสายนั้นจนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน

ดังนั้นการ Follow Your Mastery จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมันจะเปิดโอกาสให้เราได้อีกมากมายในอนาคต

2.Follow Your Talent

ประโยคนี้มาจาก Scott Galloway ผู้เขียนหนังสือ The Algebra of Wealth – A Simple Formula for Success ที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2024

Galloway เตือนว่า ถ้ามีใครบอกให้เราทำสิ่งที่ตัวเองรัก แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะรวยอยู่แล้ว

“If someone tells you to follow your passion, it means they’re already rich.”

สิ่งที่ Galloway คิดว่าควรทำมากกว่า คือเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วค่อยทำสิ่งที่ตัวเองรักในวันหยุดสุดสัปดาห์

“Achieve economic security and follow your passion on the weekends.”

ซึ่งทางที่จะมีความมั่นคงทางการเงินได้เร็วที่สุด คือการ follow your talent.

Talent หรือพรสวรรค์นั้นต่างจาก passion ตรงที่ talent มันมองเห็นได้ ทดสอบได้ และเอาไปทำอะไรต่อได้ – observable, testable, and actionable.

การที่เรามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “อาจจะ” ทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น

แต่การที่เรามีพรสวรรค์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น “อย่างแน่นอน”

ในนิยามของ Galloway, talent คือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

“Talent is anything you can do that others can’t or won’t”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิยามที่แหลมคมมาก เพราะเขาไม่ได้มองพรสวรรค์ในแง่ของทักษะเท่านั้น แต่มองในแง่ของนิสัยใจคอหรือแม้กระทั่งสภาพร่างกายด้วย

“Hard work is a talent. Curiosity is a talent. Patience and empathy are talents…If you are a jockey, being short is a talent.”

ปัญหาก็คือเรามักจะมองไม่เห็นพรสวรรค์ของตัวเอง เพราะเราทำมันได้อย่างง่ายดาย เราก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน แต่เรากลับเห็นพรสวรรค์ของคนอื่นอย่างง่ายดายเพราะเราทำแบบเขาไม่ได้

ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์อันใดเลย วิธีหนึ่งที่อาจช่วยได้ คือถามเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนใกล้ชิดว่าเขาคิดว่าเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง บางเรื่องเราอาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเขามันอาจจะเป็นเรื่องที่เจ๋งมากก็ได้

Galloway บอกว่า ถ้าเราค้นพบว่า talent ของเราคืออะไร และลงแรงไปกับมัน เราจะเห็นพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และเราจะมีกำลังใจที่จะทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนเรากลายเป็นอันดับต้นๆ ในสายนี้ และสร้างรายได้ที่ดีให้กับตัวเองได้

3.Follow Your Energy

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผมจากโครงการ IMET MAX ส่งวีดีโอนี้มาให้ผมและเพื่อน mentee อีกสองคนดู

Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power — Graham Weaver

วีดีโอนี้เพิ่งอัปโหลดมาได้สองสัปดาห์แต่มีคนดูไปแล้วเกือบ 5 แสนครั้ง

Graham Weaver เป็นอาจารย์ด้าน Management ที่ Stanford Graduate School of Business และผู้ก่อตั้ง Alpine Investors

Weaver บอกว่าจุดอ่อนของคำแนะนำให้ “follow your passion” ก็คือมันกำลังพูดราวกับว่าเรามี passion แค่เพียงเรื่องเดียว และเราก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรตั้งแต่ตอนที่เราอายุยังน้อย และเราก็ควรอยู่กับมันไปตลอดชีวิต

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจยังไม่รู้ตัวเองก็ได้ว่าหลงใหลเรื่องอะไร แถมเรื่องที่เราสนใจก็มีหลายอย่าง ดังนั้นการ “follow your passion” อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงและปิดกั้นตัวเองเกินไปหน่อย

สิ่งที่ Weaver มองว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่าคือการ “follow your energy”

อะไรก็ตามที่เราทำแล้วรู้สึกว่ามีพลัง ก็จงทำสิ่งนั้นเสีย

Weaver ให้เราลองทำแบบฝึกหัดที่ชื่อว่า Nine Lives

คือให้ลองจินตนาการดูว่าเรามีชีวิตได้ 9 แบบใน 9 จักรวาลที่ขนานกัน

จักรวาลแรกคือชีวิตปัจจุบันที่เรามีอยู่ตอนนี้

แล้วลองนึกถึงชีวิตของเราในอีก 8 จักรวาลที่เหลือว่าเราน่าจะกำลังทำอะไรอยู่ โดยมีกฎอยู่สองข้อ

กฎข้อแรกคือห้ามย้อนอดีต มันต้องเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสจะเริ่มทำได้จากนี้ไปเท่านั้น

กฎข้อที่สองคือสิ่งที่เราเลือกนั้นต้องเป็นสิ่งที่เรานึกถึงแล้วใจเต้น

Weaver ยกตัวอย่างของเขาเองให้ฟัง

ชีวิตที่ 1 ทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่กับงานที่เขาไม่ได้ชอบมากนัก (เป็นชีวิตจริง ณ ตอนนั้น)

ชีวิตที่ 2 ก่อตั้งบริษัทและเป็น CEO

ชีวิตที่ 3 เป็นอาจารย์

ชีวิตที่ 4 บวชเป็นพระและบรรลุธรรม

ชีวิตที่ 5 เป็นดีเจในลาสเวกัส

ชีวิตที่ 6 เป็นนักเขียน

ชีวิตที่ 7, 8, 9 ฯลฯ

Weaver ย้ำว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องย้อนอดีต และเป็นเรื่องที่คิดแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา

จากนั้นเราก็มีทางเลือกอยู่สองทาง

ทางเลือกแรกคือการพยายามเอาชีวิตในโลกคู่ขนานบางอย่างมาใส่ไว้ในชีวิตที่ 1 ของเราในปัจจุบัน อาจจะเริ่มเล่นดนตรี อาจจะเริ่มเขียนบล็อก อาจจะทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกอยากทำมานานแต่ไม่ได้เริ่มสักที

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่มอบพลังชีวิตให้กับเรา เราจะมีความสุขมากขึ้น และความสุขนี้จะติดต่อไปสู่คนรอบข้างที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย

ทางเลือกที่สอง คือให้ถามตัวเองว่า เราจะเลือกชีวิตแบบไหนใน 9 ชีวิตนี้ ถ้ามีคนการันตีว่าเราจะไม่มีทางล้มเหลว?

“Ask yourself this question – of all nine of those lives, what would I do if I knew I wouldn’t fail? Which one of those would I choose?”

Weaver เล่าให้ฟังว่าเขาได้ออกจากงานในองค์กรใหญ่ เพื่อมามีชีวิตที่ 2 – คือการก่อตั้งบริษัท จากนั้นก็มามีชีวิตที่ 3 คือการเลือกเป็นอาจารย์ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้


และนี่คือสามทางเลือกสำหรับคนที่คิดว่ากำลังเดินมาถึงทางแยก

Follow your mastery

Follow your talent

Follow your energy

บางคนอาจมองว่าการ “follow your energy” มันก็ไม่ต่างกับการ “follow your passion” รึเปล่า

ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยว่าสุดท้ายมันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่บางที กับบางคอนเซ็ปต์ แค่เราบิดคำนิดเดียว ความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ดังนั้นเราคงไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันว่ามันเหมือนหรือมันต่าง ขอให้คิดแค่ว่าเป็นอีกสามมุมมองที่อาจมีประโยชน์ ถ้าอันไหนเข้าท่าก็ลองดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่วางลง

ขออวยพรให้คุณผู้อ่านได้พบแนวทางที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่เราอยากมีครับ