ถึงจุดหนึ่งเงินเดือนจะไม่สำคัญเท่าเพื่อนร่วมงาน

จั่วหัวอย่างนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะถ้ารู้สึกว่าเงินเดือนตัวเองยังน้อยเกินไป

แต่ถ้าเราทำงานมาหลายปี จัดการเรื่องการเงินได้ดีพอสมควร และไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องรีบรวย เราก็ควรจะเริ่มให้น้ำหนักกับเนื้องานที่เราได้ทำ เพื่อนร่วมงาน และ culture ขององค์กรมากกว่าการดูแค่ค่าตอบแทน

สมมติว่าเงินเดือนเรา 100,000 บาท สามารถ cover ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนได้ค่อนข้างลงตัว ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ หัวหน้าใช้ได้ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี

และเราได้ออฟเฟอร์งานที่ใหม่ที่ให้เงินเดือน 120,000 บาท แต่ culture ไม่ดี เราจะเลือกรับงานนี้หรือไม่?

หลายคนอาจจะตอบว่าขอเลือกเงินไว้ก่อน จะได้สร้างเนื้อสร้างตัว แต่ผมอยากชวนคุยประเด็นดังต่อไปนี้

  • ถึงเงินเดือนจะขึ้น 20,000 บาท แต่บันไดภาษีเราอยู่ที่ 25% แล้ว ดังนั้น 5,000 บาทจะกลายเป็นภาษีที่เราต้องจ่ายทุกเดือน เราจึงมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 15,000 บาท
  • 15,000 บาทที่เพิ่มขึ้นมา อาจจะเอาไปลงทุนเพิ่มเติมได้ หรือทำให้เรากล้าที่จะซื้อมือถือแพงขึ้นหรือถอยรถราคาแพงขึ้น
  • มันอาจจะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นในกรณีที่เอาไปลงทุน ส่วนกรณีที่เราเอาไปซื้อของที่แพงกว่าเดิม มันก็ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนที่เราจะเคยชินกับมัน
  • รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก็ถูกลงทุนหรือใช้จ่ายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ คือประสบการณ์ในการทำงานแต่ละวัน
  • ถ้าได้ทำงานที่ไม่เหมาะกับตัวเอง หรือได้เจอหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานแย่ๆ เราจะต้องเจอสิ่งเหล่านี้ทุกวัน 5 วันต่อสัปดาห์ 250 วันต่อปี
  • และถ้าเราไม่มีความสุขกับการทำงาน เราก็จะหาทางออกด้วยการใช้เงินไปกับสิ่งอื่นๆ เพื่อเป็นช่องทางระบายความทุกข์
  • จึงกลายเป็นว่า ถึงเงินเดือนจะสูงขึ้น แต่รายจ่ายเราก็มากขึ้นด้วย สุขภาพใจและกายก็เสีย
  • ภาพรวมคือ “ขาดทุน” แม้จะได้เงินมากขึ้นก็ตาม

เขียนมาถึงขนาดนี้ ก็คงต้องขอออกตัวเพิ่มอีกสองประการ

  • ถ้าฐานเงินเดือนเดิมของเราค่อนข้างน้อย เช่น 40,000 บาท การได้ขึ้นเงินเดือน 20,000 บาทเป็น 60,000 บาทจะทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าฐานเดิมเราสูงอยู่แล้ว การขึ้นเงินเดือน 20,000 บาทแทบไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไร
  • ถ้าที่เก่ากับที่ใหม่สภาพการทำงานไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น (คือดีทั้งคู่ หรือแย่ทั้งคู่) การดูที่ตัวเงินเป็นหลักก็อาจจะยังพอตอบโจทย์ได้เหมือนกัน

สุดท้ายแล้วเงินคือสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมาและตกลงร่วมกัน เป็นเพียง story ว่าฉันมีตัวเลขในบัญชีเท่านั้น-เท่านี้ ในระดับหนึ่งมันก็สร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้ แต่พอเกินไปจากนั้นมันก็คือ “นิทาน” ที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง

สิ่งที่จะมีผลกระทบต่อความสุขและสวัสดิภาพของเรามากกว่า คือสิ่งที่เราต้องประสบพบเจอทุกวัน ซึ่งก็หนีไม่พ้นตัวงาน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และ culture ขององค์กรครับ

ตัวจะเบาเมื่อหยุดคิดว่าเรายังดีไม่พอ

วันอาทิตย์ที่แล้วผมวิ่งงาน Bangsaen21 มาครับ

งาน Bangsaen21 คืองานฮาล์ฟมาราธอน (21.1 ก.ม.) ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ผมกับเพื่อนที่ออฟฟิศวิ่งติดต่อกันมาเป็นปีที่สี่แล้ว

เสียดายที่ปีนี้ไม่ได้ไปวิ่งที่บางแสน เพราะสถานการณ์โควิดยังดูไม่น่าไว้ใจ เลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นวิ่งแบบ virtual run คือวิ่งที่ไหนก็ได้แล้วค่อยส่งหลักฐานไปให้ทีมงานเพื่อส่งเหรียญ-ส่งเสื้อมาให้ทีหลัง

ผมเริ่มซ้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ประมาณเดือนพฤศจิกายนก็วิ่ง 10 กิโลเมตรได้แบบชิวๆ คิดว่าถ้าเพิ่มระยะซ้อมสัปดาห์ละ 2 กิโลเมตรก็น่าจะพร้อมภายในกลางเดือนมกราคม

แต่แล้วเดือนธันวาคมผมข้อเท้าพลิกอย่างหนัก ต้องหยุดซ้อมไปหลายสัปดาห์ กว่าจะกลับมาวิ่งได้ใหม่ก็เข้าเดือนมกราคมแล้ว สุดท้ายเลยซ้อมถึงแค่ 18 กิโลเมตรก่อนที่จะถึงงานวิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม

วันนั้นผมตื่นมาก่อนตีสี่นิดหน่อย แต่งตัวและออกมาวอร์มหน้าบ้าน ประมาณตีสี่ครึ่งก็เริ่มวิ่ง

ช่วง 2-3 กิโลเมตรทำเวลาได้ดีจนตัวเองแปลกใจ แต่แล้วเพซก็ช้าลงเรื่อยๆ ยิ่งตอนหยุดดื่มน้ำก็เผลอโอ้เอ้ สุดท้ายจึงจบด้วยเวลา 2:09 ชั่วโมง กับระยะทาง 21.5 ก.ม. (ผมวิ่งเกินเพื่อให้สอดคล้องกับระยะที่จะได้วิ่งในสนามจริง)

ผมแคปหน้าจอแอป Garmin ส่งให้เพื่อนในกลุ่มที่วิ่ง Bangsaen21 ด้วยกัน แต่ปีนี้เป็นปีแรกในรอบสี่ปีที่ผมไม่ได้อัพรูปขึ้นเฟซบุ๊ค

อาจจะเพราะว่าไม่ได้มีรูปสวยๆ ให้โพสต์ แถมวิ่งคนเดียวรอบหมู่บ้าน เสื้อก็ไม่ใช่เสื้องาน Bangsaen21 (เพราะเขายังไม่ได้ส่งมาให้) ก็เลยไม่รู้จะอวดอะไร

แต่ถ้าจะให้ซื่อตรงกับตัวเอง เหตุผลหลักที่ไม่ได้โพสต์ขึ้นเฟซก็เพราะว่าผมใช้เวลาเยอะกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งวิ่งได้ sub-2 (จบเร็วกว่าสองชั่วโมง) ทุกครั้ง

เช้าวันนั้นไถเฟซบุ๊คก็เห็นคนอัปรูปของตัวเองเต็มไปหมด แถมส่วนใหญ่ก็ได้ sub-2 กันเสียด้วย เร็วสุดที่เห็นเป็นเพื่อนผู้หญิง วิ่งจบที่ 1 ชั่วโมง 52 นาที ทั้งยินดี ทั้งอิจฉา และบอกกับตัวเองว่า เราจะต้องกลับมาซ้อมให้หนักกว่าเดิม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้กลับไปซ้อมอีกเลย ที่เคยตื่นตีห้า ก็กลายเป็นตื่นหกโมงกว่าตลอด เพิ่งจะได้กลับมาวิ่งเบาๆ เมื่อเช้านี้เอง

ใจคนเรามันก็ซับซ้อนย้อนแย้งแบบนี้


Social Media นั้นมีข้อดีมากมาย เหตุผลที่ผมได้เขียนบทความให้คุณอ่านก็เพราะว่ามีโซเชียลมีเดียนี่แหละ

แต่หนึ่งในข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ Social Media ก็คือมันได้สร้างความรู้สึกว่า “เรายังดีไม่พอ” ให้กับคนทุกคน

สมัยก่อน ถ้าเราเป็นคนที่เล่นกีตาร์เก่งที่สุดในชั้นเรียน หรือสวยที่สุดในหมู่บ้าน เราก็จะมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองนี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน

แต่เป็นสมัยนี้ ไม่ว่าเราจะสวยแค่ไหน เล่นกีตาร์เก่งแค่ไหน มันจะมีคนที่สวยที่เก่งกว่าเราโผล่ขึ้นมาในฟีดเสมอ

แถมสมองของมนุษย์ก็ถูก wired ให้คอยเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลาเสียด้วย ต่อให้ปากจะบอกว่าแข่งกับตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วเราก็ยังอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้อยู่ดี

เมื่อพบเจอคนที่ดีกว่าแบบ 24×7 ความรู้สึกว่าเรายังดีไม่พอจึงยิ่งฝังแน่นลงไปในจิตใต้สำนึก และอาจขับเคลื่อนให้เรามีพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  • เข้าศูนย์เลเซอร์ ฉีดโบท็อกซ์
  • สมัครฟิตเนส จ้าง personal coach กิน whey protein
  • ว่างแล้วอ่านมือถือตลอด ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะอ่านอะไร แต่ก็แอบหวังว่าเราจะเจอบทความที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้
  • เสพสื่อด้าน self-improvement จนล้นเกิน หมกมุ่นจนเข้าข่าย productivity porn
  • ซื้อหนังสือมามากมายเพื่อฝังมันไว้ในกองดอง
  • ใช้ชีวิตโดยรู้สึกว่า “มีอะไรต้องทำ” และต้อง “มุ่งไปข้างหน้า” ใจจดจ่อกับอนาคตจนไม่เหลือพื้นที่ว่างให้วันนี้หายใจ

ความจี๊ด (insidious) ของมันก็คือเรื่องเหล่านี้ดันเป็นสิ่งที่สังคมให้ค่าเสียด้วย พอเราโพสต์ความ smarter faster better ของตัวเองลงในโซเชียล ก็จะมีคนมากดไลค์และคอมเมนท์ชื่นชม ซึ่งก็จะยิ่งผลักดันให้เราทำมันต่อไปอีก

โลกโซเชียลและทุนนิยมคือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้มนุษย์วิ่งเข้าหาความสมบูรณ์แบบ

แต่การวิ่งตลอดเวลานั้นเหนื่อยไม่ต่างอะไรกับการวิ่ง sub-2 และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นเพียงมโนภาพที่เราสร้างขึ้นมา แล้วเราก็แบกมโนภาพนี้เอาไว้ตลอดเวลา

เมื่อแบก ชีวิตจึงหนัก ชีวิตจึงเหนื่อย

ไม่ได้จะบอกว่าให้นั่งอยู่เฉยๆ อย่างเฉาๆ แค่จะบอกว่าเราควรแยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ กับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องเป็นคนเก่งตลอดเวลา

ตัวจะเบาเมื่อหยุดคิดว่าเรายังดีไม่พอครับ

นิทานคิดอย่างแชมป์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ทุกๆ ปี ในอเมริกากลาง จะมีการประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด

หลังจากจบการประกวด ผู้ชนะเลิศก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

เขานำเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งชนะการประกวดมาแจกให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และกล่าวว่า

“เอาเมล็ดพันธุ์นี้ไปปลูกนะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่”

ในปีต่อมา เขาก็ชนะการประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอีก

เขาเดินแจกเมล็ดพันธุ์ที่เขาเพิ่งชนะให้กับคนอื่นๆ แล้วบอกว่า

“เอาไปปลูกนะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่”

ชายผู้นี้คว้าแชมป์การประกวดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดติดต่อกัน 6 ครั้ง และเขาก็แจกเมล็ดพันธุ์ที่ชนะให้ผู้แข่งขันคนอื่นๆ ทุกปี

มีนักข่าวถามเขาว่า ถ้าเขาเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ดีเอาไว้โดยไม่แบ่งคนอื่น เขาน่าจะชนะได้ง่ายกว่านี้ไม่ใช่หรือ

แชมป์จึงตอบว่า

“แสดงว่าคุณไม่เข้าใจเรื่องการปลูกพืช คุณเคยได้ยินคำว่าการกลายพันธุ์ไหม ถ้าไร่ของผมมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี และบังเอิญไร่ของเพื่อนบ้านมีแต่เมล็ดพันธุ์ที่แย่ๆ วันหนึ่ง ลมก็จะพัดเอาเกสรของเมล็ดพันธุ์ที่แย่ๆ มาตกในไร่ของผม ทำให้เมล็ดพันธุ์ผมแย่ไปด้วย มันไม่เป็นการดีกว่าหรอกหรือ ที่ทุกคนจะมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วถึงตอนนั้นเราค่อยมาแข่งกันว่าใครขยันรดนำพรวนดินกว่ากัน”


ขอบคุณนิทานจาก Gplus Quotes: นิทานก่อนนอนเรื่องเมล็ดพันธุ์ชนะการประกวด

จะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายทีหลัง

จะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายทีหลัง

“ผึ้ง” ภรรยาของผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทมาหลายวัน เพราะเมื่อวานต้อง present เรื่องแผนการปี 2022 ให้กับ key leaders ที่ทำงาน ผึ้งเลยตื่นตั้งแต่หัวรุ่งมานั่งทำสไลด์ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ แก้แล้วแก้อีกจนสไลด์เสร็จเรียบร้อยเมื่อวานตอนเช้าก่อนจะไปส่งปรายฝนกับใกล้รุ่งที่โรงเรียน

ผมเตือนผึ้งว่าอย่าลืมซ้อมด้วยนะ ผึ้งบอกว่าได้ เดี๋ยวซ้อมในรถตอนขากลับจากส่งลูกๆ ก็แล้วกัน


ระหว่างขับรถไปส่งลูกๆ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตดูหน้าตาหงอยๆ

ปรายฝนพูดขึ้นมาเบาๆ ว่า

“พอถึงโรงเรียนแล้ว แด๊ดดี้เอาสมุดการบ้านออกจากกระเป๋าแล้วเอากลับบ้านไปได้มั้ย ปรายฝนไม่ได้ทำการบ้านมา ปรายฝนกลัวโดนคุณครูว่า”

“แล้วปรายฝนจะบอกคุณครูว่ายังไงเหรอ”

“…”

“ปรายฝนจะบอกคุณครูว่าปรายฝนลืมเอาสมุดการบ้านมาเหรอ”

“…”

การบอกว่าลืมเอาสมุดการบ้านมา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ลืม เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะจะเป็นการปลูกฝังนิสัยที่ผิดให้กับลูก

ปรายฝนบอกว่า ปรายฝนจะบอกคุณครูตรงๆ ว่าไม่ได้ทำการบ้านมา แต่น้ำเสียงก็ดูไม่มั่นใจนัก ผมกับผึ้งมองว่ายังไงก็ควรติดสมุดการบ้านไปนั่นแหละ เผื่อคุณครูสั่งการบ้านใหม่ จะได้รู้เรื่องว่าต้องทำหน้าไหนบ้าง

ไปส่งถึงหน้าโรงเรียน ปรายฝนก็ไม่ยอมเดินเข้าประตู น้ำตาไหล กังวลเรื่องสมุดการบ้านเล่มนี้ “ใกล้รุ่ง” น้องชายก็ยืนรอเก้ๆ กังๆ ว่าเมื่อไหร่เจ่เจ้จะยอมเดินไปกับเขาเสียที

ผมบอกปรายฝนว่า ตอนเด็กๆ แด๊ดดี้ก็เคยไม่ทำการบ้านเหมือนกัน เด็กทุกคนก็ชอบเล่นมากกว่าทำการบ้านอยู่แล้ว แต่พอโดนคุณครูดุ แล้วเราไม่อยากโดนดุอีก คราวหน้าเราก็จะได้ตั้งใจรีบทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น ไม่ใช่เอาแต่เล่นแล้วต้องมานั่งกังวลอยู่แบบนี้

ต้องกล่อมอยู่ร่วม 10 นาที ปรายฝนถึงยอมเดินเข้าประตูไป


ส่งปรายฝนเสร็จ ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ผมโทรไปร้านหมูปิ้งหน้าปากซอยให้เขาเตรียมของไว้ให้ ขากลับจะได้แวะรับได้เลย

“หมูปิ้ง 8 ไม้ ข้าวเหนียว 2 ถุงครับ”

“หมูจะเอาแบบติดมันหรือไม่ติดมันครับ” คนขายถาม

ผมชะงักไปชั่วขณะนึง ผลตรวจสุขภาพตอนปลายปีบอกว่าค่า LDL ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง แล้วผมก็ตอบไปว่า

“เอาแบบติดมันครับ”


ระหว่างนั่งรถกลับ ผมหันไปถามผึ้งว่าจะซ้อมกันรึยัง เห็นส่งสไลด์เข้าไลน์มือถือตัวเองแล้วนี่ เดี๋ยวสิบโมงก็เริ่มประชุมแล้วไม่ใช่เหรอ

ผึ้งก็เขิน ไม่ยอมซ้อมให้ผมฟัง จนกลับถึงบ้าน กินหมูปิ้งจะเสร็จแล้ว พอถามว่าจะซ้อมมั้ย ก็ยังบ่ายเบี่ยง

ผมเลยบอกกับผึ้งว่า ผมได้หัวข้อเขียนบล็อกแล้ว – “จะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายทีหลัง”

ถ้าไม่จ่ายด้วยการทำการบ้าน ก็ต้องจ่ายด้วยความกังวลว่าจะโดนครูดุรึเปล่า

ถ้าไม่จ่ายด้วยการซ้อมพรีเซนต์ ก็ต้องจ่ายด้วยการพูดอย่างขัดข้องตอนพรีเซนต์จริง

ถ้าไม่จ่ายด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ก็ต้องจ่ายด้วยค่า LDL ที่สูงขึ้น

(พูดจบผมก็หยิบหมูปิ้งติดมันไม้สุดท้ายขึ้นมากิน)

ผมก็เลยเสนอว่า ไหนๆ ก็จะพรีเซนต์ผ่าน Google Meet อยู่แล้ว งั้นไม่ต้องซ้อมกันต่อหน้ากันก็ได้ ซ้อมแบบผ่าน Google Meet นี่แหละ แล้วเดี๋ยวผมปิดกล้องปิดเสียง ผึ้งจะได้ไม่เขิน

ก็เลยได้ซ้อมใหญ่กันหนึ่งครั้ง และผมก็จดสิ่งที่อยากให้ปรับเอาไปบอกเขา และการพรีเซนต์ของผึ้งก็ผ่านไปได้ด้วยดี


ทุกอย่างในชีวิตมีราคาที่เราต้องจ่าย

แต่นิสัยที่แก้ไม่หายของคนเรา คืออยากใช้ให้มากที่สุด และจ่ายให้น้อยที่สุดหรือช้าที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ก็แอบหวังว่าจะไม่ต้องจ่ายเลย

มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Jordan Peterson ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life:

“Nobody gets away with anything. Ever.”

ต่อให้เราพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหน สุดท้ายเราก็ต้องจ่ายอยู่ดี แม้บางอย่างจะกินเวลาเป็นสิบปี

ถ้าตอนเด็กไม่จ่ายด้วยการตั้งใจเรียน ตอนโตก็ต้องจ่ายด้วยการยอมเหนื่อยและออกแรงมากกว่าคนที่เขามีความรู้แน่นอยู่แล้ว

ถ้าไม่จ่ายด้วยการดูแลสุขภาพตอนหนุ่มสาว ก็ต้องจ่ายด้วยการวิ่งเข้า-ออกโรงพยาบาลในวัยกลางคนและวัยชรา

ถ้าไม่จ่ายด้วยการให้เวลากับลูก ก็ต้องจ่ายด้วยความห่างเหินที่ลูกมีกับเราเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่

ถ้าไม่จ่ายด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งต่อหน้าและลับหลัง ก็ต้องจ่ายด้วยการถูกจับได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง (โดยเฉพาะตอนที่เราย่ามใจว่าจะไม่มีทางถูกจับได้)

ประเด็นสำคัญก็คือ การจ่ายทีหลังนั้นมักมี “ดอกเบี้ย” และหลายครั้งก็เป็นดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอกด้วย

การไม่ยอมจ่ายตอนนี้ ก็คือการผลักภาระให้กับตัวเองในอนาคต ซึ่งในวันนั้นสติปัญญาของเราอาจไม่แหลมคมเท่าตอนนี้ ร่างกายอาจไม่แข็งแรงเท่าตอนนี้ แต่ดันต้องมาแบกรับภาระที่ตัวเราในอดีตได้ก่อเอาไว้

Nobody gets away with anything. Ever.

ทุกอย่างในชีวิตมีราคาที่เราต้องจ่าย

จะยอมจ่ายตอนนี้ หรือจะยอมจ่ายทีหลังเท่านั้นเอง

4 ชั่วโมงเปลี่ยนชีวิต

2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเข้านอนเราทำอะไรบ้าง

ถ้าเราใช้เวลาไปกับการทำงานบนแล็ปท็อป ดูทีวี ไถมือถือ กินอาหารตอนดึกๆ เราก็จะนอนหลับไม่สนิท ทำให้วันต่อมาไม่สดใส ทำงานได้ไม่เต็มที่ และถ้าทำอย่างนี้ติดต่อกันเป็นนิสัย สุขภาพและผลงานของเราก็จะแย่ลงเรื่อยๆ

แต่ถ้าเราใช้ 2 ชั่วโมงนี้ไปกับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ฟังเพลง อ่านหนังสือที่เราชอบ กลับมาอยู่กับลมหายใจ พูดคุยกับคนที่เรารัก มันก็จะเป็นการรีเซ็ตร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีแรงที่จะลุยงานในวันต่อมา

2 ชั่วโมงหลังตื่นนอนเราทำอะไรบ้าง

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูข่าว เราก็จะมีเรื่องราวเข้ามาในหัวเต็มไปหมด รู้ตัวอีกทีก็สายและต้องรีบอาบน้ำ ทานข้าว มานั่งเฝ้าจอแบบใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

แต่ถ้าเราใช้เวลาไปกับการออกกำลังกายยามเช้า ทำโปรเจ็คที่สำคัญกับเราในระยะยาว วางแผนสำหรับชีวิตและการทำงาน เราก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง เขยิบเข้าใกล้เป้าหมาย และสามารถทำหน้าที่ของเราได้อย่างมีทิศทางและเต็มประสิทธิภาพ

ว่ากันว่า 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอนคือเวลาทองของสมอง ดังนั้นเราควรเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันให้คุ้มค่าที่สุด

2 ชั่วโมงก่อนนอน กับ 2 ชั่วโมงหลังตื่น คือ 4 ชั่วโมงที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้

แม้จะดูเล็กน้อย แต่หากเราดีขึ้นเพียงวันละ 0.1% ภายใน 1 ปีเราจะดีขึ้นถึง 44% และหากเราแย่ลงแค่วันละ 0.1% ภายใน 1 ปีเราจะแย่ลงถึง 30%

ใช้ 4 ชั่วโมงนี้อย่างมีสตินะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง โดย ชิอน คาบาซาวะ