โซเชียลหลอกให้เราแคร์ในสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะแคร์

หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของเฟซบุ๊คคงหนีไม่พ้น News Feed

มันคือหน้า Home ที่เราเข้ามาแล้วเจอข่าวสารต่างๆ ทั้งจากเพื่อนฝูง เพจที่เราติดตาม และเพจที่เฟซบุ๊คคิดว่าเราน่าจะชอบ

ซึ่งบางทีมันก็ดี มันทำให้เราได้เจอเรื่องใหม่ๆ ได้เจอคนใหม่ๆ หรือได้เจอเรื่องเก่าๆ ที่เราหลงลืมไปนานแล้ว

แต่ในมุมกลับกัน มันก็ทำให้เราได้พบเห็นเรื่องที่เราอาจไม่เคยคิดสนใจตั้งแต่ต้น แม้ว่ามันอาจจะอยู่ในกระแส แต่ก็เป็นหัวข้อที่เราคงไม่เคยคิดคิดจะกูเกิ้ลหาข้อมูล

ผมเคยอ่านเจอมาสักที่ว่า: The problem with social media is that they make you care about things you don’t want to care about.

เมื่อเราเอาเวลาไปแคร์เรื่องที่เราไม่ได้อยากแคร์ เราย่อมเหลือเวลาแคร์เรื่องที่ควรแคร์หรือคนที่ควรแคร์น้อยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

บางคนอาจจะแย้งว่า ไม่ดีเหรอ ได้เปิดโลก ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้

แต่ในความเป็นจริง เราน่าจะรู้เรื่องที่ควรรู้ไปหมดแล้ว สิ่งที่เราขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ สิ่งที่เราขาดคือทิศทาง ความต่อเนื่อง และความอดทนมากกว่า

ต่อให้วันนี้เราอ่านเรื่องราวใหม่ๆ ได้หนึ่งร้อยเรื่อง มันก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจนับหมื่นนับแสนเรื่องที่เราจะพลาดไปอยู่ดี ดังนั้น FOMO หรือ Fear of Missing Out จึงเป็นอาการที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะยังไงเราก็ Miss Out แน่ๆ

ข่าวสารนั้นมีไม่จำกัด ความอยากรู้อยากเห็นของเรามีไม่จำกัด แต่เวลาของเรานั้นแสนจะจำกัด

ที่ผ่านมาเราใช้เวลากับเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะแคร์บน news feed ไปเท่าไหร่ รวมๆ แล้วมันคุ้มค่าหรือมันน่าเสียดาย

อย่าให้วันเวลาเปล่าเปลืองไปกับเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะแคร์เลยนะครับ

นิทานสิงโตกับหมู

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า ในอดีตชาติ พระองค์ทรงเคยเกิดเป็นราชสีห์เจ้าป่า

จู่ๆ วันหนึ่งมีหมูสกปรกที่ชอบนอนกลิ้งเกลือกในหลุมอุจจาระเหม็นคลุ้ง มาท้าสู้กัน

ราชสีห์เจ้าป่ามองดูเจ้าหมูสกปรกแล้วก็คำรามขึ้นว่า

“เจ้าหมูสกปรกเอ๋ย หากเจ้าต้องการชัยชนะ ข้ายินดีจะยกชัยชนะนั้นให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย แต่จะให้ข้าไปสู้กับเจ้านั้น ข้าไม่สู้หรอก ข้ายินดียอมแพ้เสียยังจะดีกว่าไปสู้กับหมูสกปรกอย่างเจ้า”

คนบางคนนั้น มีธาตุแท้ไม่ต่างอะไรกับหมูที่ชอบคลุกอจจาระ หากคนเช่นนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของเรา วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การไปสู้กับเขา แต่ควรถอยออกมาจะดีกว่า การถอยนั้น บางครั้งไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

https://linktr.ee/anontawong

ประโยชน์ของถ้วยชาอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าถ้วยไม่มีความว่าง ก็ใส่น้ำชาไม่ได้

ประโยชน์ของบ้านอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าบ้านไม่มีที่ว่าง ก็วางของลำบากหรือไม่มีที่ให้เดิน

ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือ คือความว่างเปล่าของมัน

หากใครเคยใช้มือถือที่เม็มโมรี่เต็ม จะรู้ว่ามือถือช้าจนน่าหงุดหงิด

ประโยชน์ของ calendar คือความว่างเปล่าของมัน

ถ้า calendar เต็มไปด้วยการประชุม เราก็จะไม่เหลือเวลาให้ทำงาน จนต้องเก็บงานมาทำตอนกลางคืน

“ความว่าง” จึงเป็นสินทรัพย์ที่คนมักมองข้าม

เพราะโลกทุนนิยมนั้นผลักดันให้เรา “เอาเข้า” มากกว่า “เอาออก”

เราจึงกดซื้อของแบบไม่บันยะบันยังทุกครั้งที่เขามีแคมเปญ เราจึงลงแอปและดาวน์โหลดทุกอย่างมาไว้ในมือถือ เราจึงรับนัดและ commit กับอะไรไว้มากมายจนแทบไม่มีพื้นที่ให้หายใจ

เมื่อชีวิตเต็มไปด้วย “stuff” เราจึงขาดแคลน “space”

ซึ่งถ้าเราผ่านโลกมามากพอ เราจะเข้าใจว่า space นั้นสำคัญกว่า stuff

เพราะเราไม่ได้ต้องการสิ่งของหรือกิจกรรมมากมายเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออิสรภาพที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรามีแต่สิ่งที่เราต้องทำ

กลับมาให้ความสำคัญกับ “ที่ว่าง” ให้มากกว่านี้

ไม่อย่างนั้นถ้วยชาของเราจะไม่มีวันใส่อะไรได้เลยครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “จงเป็นเช่นน้ำ Be Water, My Friend” – แชนนอน ลี เขียน จีรชาตา เอี่ยมรัศมี แปล สำนักพิมพ์ howto

https://linktr.ee/anontawong

สิ่งที่จะเปลี่ยนไปเมื่อเราอายุเกิน 70 ปี

มีคนเคยถามชายชราที่อายุเกิน 70 ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปในตัวของเขาบ้าง นี่คือสิ่งที่เขาตอบกลับมาครับ

1. หลังจากรักพ่อแม่ พี่น้อง ภรรยา ลูกๆ และเพื่อนฝูง ตอนนี้ผมเริ่มรู้จักที่จะรักตัวเอง

2. ผมเข้าใจแล้วว่าผมไม่ใช่ “Atlas” ผมไม่จำเป็นต้องแบกโลกเอาไว้ก็ได้

3. ผมเลิกต่อราคาผักและผลไม้ การจ่ายแพงขึ้นนิดหน่อยคงไม่ทำให้ผมถังแตกหรอก แต่เงินที่คนขายได้มากขึ้นน่าจะช่วยให้เขาจ่ายค่าเทอมลูกสาวได้

4. ผมให้ทิปกับบ๋อยทีละเยอะๆ เพราะมันทำให้เธอยิ้มกว้าง เธอต้องเผชิญกับความลำบากมากกว่าผมหลายเท่า

5. ผมเลิกเตือนคนแก่คนอื่นๆ ว่าเขาเล่าเรื่องนี้ซ้ำมาหลายรอบแล้ว การได้เล่าเรื่องต่างๆ ช่วยให้เขาได้ระลึกความหลังและกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้ง

6. ผมเรียนรู้ที่จะไม่แก้ไขความผิดพลาดของคนอื่น การทำให้ทุกคนดีพร้อมนั้นไม่ใช่ภารกิจของผม ความสงบในจิตใจสำคัญกว่าความเพอร์เฟ็ค

7. ผมเอ่ยปากชื่นชมมากกว่าเดิม คำชมนั้นทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นและทำให้อารมณ์ผมดีขึ้นด้วย อ้อ และคำแนะนำสำหรับคนที่ได้รับคำชม – จงอย่าปฏิเสธคำชมเหล่านั้น แค่พูดว่า “ขอบคุณ” ก็พอ

8. ผมเรียนรู้ที่จะไม่กังวลใจเรื่องรอยยับบนกางเกงหรือรอยเปื้อนบนเสื้อ เพราะรูปลักษณ์ไม่สำคัญเท่านิสัย

9. ผมตีตัวออกห่างจากคนที่ไม่ดีกับผม เขาไม่เห็นค่าผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมเห็นคุณค่าในตัวเอง

10. ผมไม่ร้อนใจเวลาใครเล่นไม่ซื่อเพื่อเอาชนะในการแข่งขันหนูถีบจักร ผมไม่แข่งกับใคร และผมก็ไม่ใช่หนู

11. ผมเรียนรู้ที่จะไม่อับอายอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ อารมณ์ต่างๆ นี่แหละที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

12. ผมเข้าใจแล้วว่าการลดอัตตานั้นดีกว่าการทำลายความสัมพันธ์ อัตตาจะทำให้ผมโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์จะทำให้ผมมีเพื่อน

13. ผมเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแต่ละวันราวกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย ซึ่งสักวันหนึ่งมันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

14. ผมทำสิ่งต่างๆ ก็เพื่อให้ตัวเองมีความสุข เพราะมันคือสิ่งที่ผมควรได้รับ และคนเรานั้นเลือกที่จะมีความสุขได้เสมอ

จริงๆ เราไม่ต้องรอให้อายุถึง 70 ก็ได้นะครับ 🙂


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: This is too good not to share. I asked a friend who has crossed 70 & is heading towards 80 what sort of changes he is feeling in himself? He sent me the following…

ข้อความสำหรับหัวหน้ามือใหม่ที่ชอบทำอะไรเองคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของหัวหน้ามือใหม่ – หรือแม้กระทั่งมือเก่าก็ตาม – คือการที่ตัวเองถืองานเอาไว้เยอะเกินไป

สาเหตุหลักๆ น่าจะมีอยู่สองข้อ

1. เกรงใจน้อง เห็นน้องงานเยอะอยู่แล้ว

2. น้องทำแล้วไม่ได้ดั่งใจ ช้า ทำเองเร็วกว่า

เหตุผลข้อ 1 กับ 2 อาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน คือหัวหน้าต้องจัดการเองคนเดียว จนบางทีกลายเป็นคนคอขวด น้องก็ไม่เก่งขึ้นสักที เราก็เลยไม่วางใจน้อง ก็เลยต้องแบกเองต่อไป เป็นวงจรที่ดูน่าสงสารอยู่เหมือนกัน

คนที่ได้โปรโมตเป็นหัวหน้านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานเก่งมากๆ ก็เพราะว่าเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบ รับปากแล้วก็จะต้องทำให้ได้ ต่อให้ต้องเสียสละทำงานล่วงเวลาหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ตาม

แต่หัวหน้าไม่ควรตีความหมายคำว่า “รับผิดชอบ” หรือการมี ownership ให้แคบเกินไปนัก

เพราะการรับผิดชอบงานไม่ใช่การทำด้วยตัวเองทั้งหมด

นิยามใหม่ที่จะมีประโยชน์กว่าสำหรับคนที่เป็นหัวหน้าก็คือ:

การรับผิดชอบงาน = การรู้จักใช้คนอย่างรับผิดชอบ

งานส่วนตัวของเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนงานที่เรามอบหมายไปให้คนอื่น เราก็ต้องคอยกระตุ้น คอยโค้ช และคอยติดตามผลว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดีเพียงพอ

อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “การรับผิดชอบงาน” ในฐานะของหัวหน้าอย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย โดย ฮิโรคาซึ ยามาชิ