6 สิ่งที่ต้องปรับสำหรับการ WFH (ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป)

Gwen Moran เป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ด้าน Leadership ให้กับนิตยสารชั้นนำอย่าง Fast Company

เธอทำงานที่บ้านมานานแล้ว แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนในด้านเศรษฐกิจทำให้คุณ Moran รู้สึกไม่มั่นคง เธอจึงรับงานเยอะกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น

แต่ผลของการทำงานอยู่กับโต๊ะนานเกินไป ทำให้วันหนึ่งเธอมีอาการหายใจลำบากและต้องเข้าไอซียูเพราะโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism – มักเกิดกับผู้ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานานเช่นผู้ป่วยติดเตียง)

แม้ว่าจะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หมอก็เตือนว่าถ้าเธอไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ครราวหน้าเธออาจจะไม่ได้โชคดีอย่างนี้

Moran จึงขอแนะนำ 6 เรื่องที่เราควรทำเพื่อให้ยังมีสุขภาพที่ดีช่วงที่เรา WFH ครับ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้เราลดการบริโภคน้ำตาลและโซเดียม ช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวอีกด้วย

แต่เราไม่จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว” อย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันมา เพราะปริมาณน้ำที่จำเป็นนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราทำกิจกรรมอะไรและกินอาหารประเภทไหนบ้าง (ผลไม้อย่างแตงโมหรือสตรอเบอรี่นั้นมีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 90%)

สิ่งที่ควรทำคือหาน้ำไว้ใกล้ๆ มือ และจิบน้ำเมื่อรู้สึกว่าปากเริ่มแห้ง

2. พักเบรค

บริษัทด้านสุขอนามัยในที่ทำงานอย่าง Tork เคยทำการสำรวจและพบว่า 91% ของคนทำงานในสหรัฐทำงานหนักขึ้นในช่วง WFH และ 40% ไม่ได้พักเบรคตอนเที่ยง แถมมีถึง 1 ใน 5 ที่รู้สึกว่าจะโดนคนอื่นมองไม่ดีถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ที่โต๊ะตลอดเวลา

แต่การพักเบรคนั้นช่วยเพิ่ม productivity ให้เราได้ ถ้ารู้สึกว่าเราใช้เวลาติดอยู่กับโต๊ะมากเกินไป เราควรบล็อคเวลาพักไว้ทุกๆ 60 หรือ 90 นาที

3. เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

การออกกำลังกายคือยาวิเศษทั้งในเชิงป้องกันและการรักษา เราจึงควรให้เวลากับการออกกำลังกายวันละ 30 ถึง 60 นาที

สิ่งที่ควรระวังคืออย่าออกกำลังกายโดยใช้ร่างกายเพียงส่วนเดียวทุกวัน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราควรออกกำลังกายหลากหลายประเภทสลับกันไป เช่นวันนี้ทำ bodyweight training ส่วนพรุ่งนี้ก็ไปจ็อกกิ้ง และวันถัดมาก็เล่นโยคะเป็นต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราควรจะเปลี่ยนท่านั่งทุก 30 นาที เพราะการนั่งนานเกินไปจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเพิ่มโอกาสการเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis: DVT) และระหว่างที่เปลี่ยนอิริยาบถก็ควรใช้โอกาสนี้ยืดเส้นด้วย

สำหรับคนที่พอมีสตางค์และมีพื้นที่ในบ้าน อาจจะหา standing desk หรือโต๊ะที่ใช้ยืนทำงานมาติดตั้งเอาไว้ แต่ถ้าใครปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ก็หาโอกาสที่จะยื่นคุยโทรศัพท์หรือยืนคุยตอนประชุมก็ยังดี

4. หาความสงบให้จิตใจ (finding calm)

จากการสำรวจของ Gallup ในปี 2021 พบว่าคนทำงานในสหรัฐถึง 45% บอกว่าสถานการณ์ช่วงนี้มีผลกระทบต่อชีวิต “เป็นอย่างมาก” และ 57% บอกว่าประสบภาวะเครียดทุกวัน

ดังนั้นเราจึงควรมี “ท่าลดความเครียด” ติดตัวเอาไว้ เช่นสูดลมหายใจลึกๆ โทรหาเพื่อน หางานอดิเรกทำ หรือหาสิ่งที่ทำแล้วได้เป็นตัวของตัวเอง

การตกอยู่ใต้ภาวะเครียดนานๆ คือทางด่วนสำหรับการ burnout ดังนั้นเราจึงต้องสังเกตร่างกายของเราให้ดี เช่นถ้ารู้สึกตึงๆ ที่หัวไหล่ หรือหัวใจเต้นแรงขึ้น เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลาย

5. ขีดเส้นเวลางานและเวลาส่วนตัว

ช่วง WFH จำนวนชั่วโมงการทำงานของหลายคนสูงขึ้นมาก บางทีค่ำแล้วเราก็ยังกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อเตรียมงานสำหรับโปรเจ็คถัดไป

เราจึงควรเซ็ตเวลาว่าจะเริ่มงานและเลิกงานเมื่อไหร่ แล้วหาทางที่จะใช้เวลาให้สอดคล้องกับตารางนั้น

วิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ คือการ “กลับบ้านเทียม” (fake commute) ตอนหมดวัน ด้วยการเปลี่ยนชุดและออกไปเดินเล่นหรือทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกับตัวเองว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำงานแล้วนะ

6. ใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพ

สมาคมการแพทย์อเมริกันพบว่า ช่วง WFH ที่ผ่านมา มีคนถึง 40% ที่ “โดด” การตรวจสุขภาพ

หากเราไม่ได้ตรวจสุขภาพมานานเกินหนึ่งปี ก็ควรหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น เผื่อเจออะไรที่ผิดปกติจะได้รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

เราไม่จำเป็นต้องพยายามปรับเปลี่ยนทั้ง 6 ข้อโดยทันที เพราะถ้าเราพยายามเปลี่ยนอะไรมากเกินไปเราก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดี แค่เลือกขึ้นมาทำสัก 1 หรือ 2 ข้อจนกลายเป็นนิสัยแล้วค่อยทำข้ออื่นๆ ต่อน่าจะได้ผลมากกว่า

เราน่าจะยังต้อง WFH หรือ Hybrid Work ไปอีกนาน – เผลอๆ จะตลอดไปด้วย

เราจึงควรจะมีอุปนิสัยที่เหมาะสม เพื่อจะได้ WFH ได้อย่างยั่งยืนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Fast Company: After a health scare, here’s how I’m changing up my remote work habits by Gwen Moran

นิทานวัยเกรียนกับหมาป่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กวัยแสบคนหนึ่งถูกคนเลี้ยงสัตว์ทิ้งไว้บนหลังคาโรงเลี้ยงแกะเพื่อจะได้ปลอดภัยจากภยันตราย

เมื่อเด็กกวาดตามองสิ่งต่างๆ ด้านล่างก็เจอหมาป่า เขาจึงเริ่มเยาะเย้ยถากถาง ทำหน้าล้อเลียน

“ข้าได้ยินเจ้านะ แต่ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก” หมาป่าเอ่ย “เพราะตราบใดที่เจ้ายังอยู่บนนั้น สิ่งที่พูดกับข้าคือหลังคา หาใช่ตัวเจ้าเลยสักนิด”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานสอนใจ ลูกแพะกับหมาป่า

องค์กรยุคนี้ควรมีผู้นำ On-Demand

ศัพท์คำหนึ่งที่เราเห็นบ่อยขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคือคำว่า on-demand

On-demand printing คือธุรกิจที่รับผลิตสิ่งของตามจำนวนที่เราสั่งในเวลาอันรวดเร็วและในจำนวนที่พอดีกับความต้องการ ต้นทุนจึงไม่จม และเราไม่ต้องแบกสต๊อคเยอะ

On-demand transportation คือบริการเรียกรถเพื่อไปส่งเราให้ถึงที่หมาย

ส่วน On-demand delivery ก็อย่างเช่น food delivery ที่รับสั่งอาหารและส่งให้ถึงบ้าน

คำว่า on-demand คืออะไรที่ทันใจ ตอบโจทย์ และไม่ได้มีภาระผูกมัด

องค์กรยุคใหม่ก็ควรมี on-demand leadership เช่นกัน

องค์กรยุคเดิม จะมีลำดับขั้นและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว

แต่ในยุค New Normal ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไว มีโจทย์ใหม่ๆ ให้แก้ โดยที่เราไม่แน่ใจว่าโจทย์นี้ใครควรเป็นคนดูแล จนเกิดเป็น grey area และอาจกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง

On-demand leadership จะเข้ามาเติมคำในช่องว่างได้

คนที่เป็น on-demand leader จะมองเห็นว่างานนี้ยังไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นจึงอาสาขึ้นมาเป็น project manager/project coordinator โดยที่ไม่มีใครแต่งตั้ง

เขาแต่งตั้งตัวเองเพราะสถานการณ์มันจำเป็น และเพราะทนไม่ได้ที่เห็นปัญหาอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีใครทำอะไร

On-demand leader ก็เลยสวมบทบาทเป็น owner ของปัญหานี้ นัดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง สรุป actions ที่ชัดเจน และสร้างความคืบหน้าให้กับการหาทางออก

เมื่อถึงจุดที่การแก้ปัญหาเริ่มมีโมเมนตัม หรือผู้บริหารได้มอบหมายให้มีคนดูแลอย่างเป็นทางการ on-demand leader ก็จะลดบทบาทตัวเองลงมาเป็นทีมงานธรรมดาคนหนึ่งเหมือนเดิม

ผู้นำสมัยเก่า ต้องรอการแต่งตั้งจากเบื้องบน และแม้เมื่อผ่านพ้นก็ยังปล่อยวางบทบาทตัวเองไม่ได้

ผู้นำสมัยใหม่ ไม่ต้องรอให้ใครแต่งตั้ง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็พร้อมจะเดินลงจากเวที

On-demand leadership จึงเป็นอะไรที่ทันใจ ตอบโจทย์ และไม่ได้มีภาระผูกมัด

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยโจทย์ใหม่อันท้าทายและปัญหาที่ไม่มีใครเคยพบเจอ หากองค์กรใดมีพนักงานที่พร้อมจะเป็น on-demand leader ในจำนวนที่มากเพียงพอ ก็ย่อมจะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ดีกว่าองค์กรอื่นๆ ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้

ตอนที่ฉันยังเด็ก โรงเรียนจะคืนสมุดพกมาให้เราทุก 6 สัปดาห์

พวกเราทั้งสี่คนจะเอาสมุดพกไปให้แม่ เพราะพ่อนั้นออกไปรีดนมวัวอยู่

สมุดพกของพี่น้องของฉันทั้งสามคนนั้นดูดีมาก มีแต่เกรด A เต็มไปหมด นานๆ จะมี B โผล่มาสักที แต่มีพี่สาวคนนึงที่ได้ A ทุกวิชาตลอดช่วงชีวิตการเป็นนักเรียน

สมัยนั้นพวกเราจะได้รายงานความประพฤติด้วย ซึ่งพี่น้องของฉันก็ได้รับแต่คำชมเต็มไปหมด

ส่วนสมุดพกของฉันนั้น แค่มี C ติดมาบ้างก็โชคดีมากแล้ว ส่วนเรื่องคะแนนความประพฤติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

คุณคงสงสัยว่าพ่อแม่ฉันมีปฏิกิริยายังไง คำตอบก็คือท่านไม่พูดอะไรเลย ไม่มีการเปรียบเทียบอะไรทั้งสิ้น ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำเลย พอโตมาถึงได้เข้าใจว่าฉันโชคดีแค่ไหน

เกมมาพลิกตอนฉันขึ้นป.6 เพราะอยู่ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณครูสอนขึ้นมา แม้เกรดในสมุดพกของฉันจะไม่ได้เริดหรูเท่าของคนอื่น แต่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ฉันยังจำเหตุการณ์นั้นได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แม่เปิดดูสมุดพกทีละเล่ม แล้วแม่ก็ไม่พูดอะไรเช่นเดิม แต่พอแม่เปิดสมุดพกของฉัน ฉันเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก แต่แม่ก็ไม่พูดอะไรเลยเหมือนกัน ตอนที่พ่อกลับมาถึงบ้าน พ่อก็ทำสิ่งเดียวกับแม่ คือเปิดดูสมุดพกต่างๆ โดยไม่พูดอะไร แต่พอถึงสมุดพกของฉันพ่อก็ยิ้มน้อยๆ เช่นกัน

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้ คือการไม่ตัดสินลูกจากผลการเรียน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Kathy Pennell’s answer to What was the most life-changing realization of your childhood?

ความเจ็บปวดในวัยเด็กของ Will Smith

ธรรมดาผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องดารา
 
แต่วันนี้เห็นข่าว Will Smith ตบ Chris Rock บนเวทีออสการ์ หลังจากที่ Chris Rock พูดจาล้อเลียนภรรยาของเขาที่โกนหัว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทที่ 1 ของหนังสือ “Will” อัตชีวประวัติที่ Will Smith ร่วมกันเขียนกับ Mark Manson
 
ผมขอยกบางส่วนมาไว้ตรงนี้ครับ
 
—–
 
บทที่ 1 – ความหวาดกลัว
 
ผมมองตัวเองว่าเป็นคนขี้ขลาดมาโดยตลอด ความทรงจำวัยเด็กของผมเกือบทั้งหมดมักจะเป็นตอนที่ผมกลัว กลัวเด็กคนอื่น กลัวเจ็บ กลัวอับอาย กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ
 
แต่ส่วนใหญ่ในความทรงจำนั้น คือผมกลัวพ่อผมเอง
 
ตอนที่ผมอายุ 9 ขวบ ผมยืนมองพ่อต่อยแม่อย่างแรงจนแม่ล้มลงไปกองกับพื้น และแม่ถ่มน้ำลายออกมาเป็นเลือด
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนอนคืนนั้น คือห้วงขณะที่หล่อหลอมตัวตนของผมมากกว่าห้วงขณะใดในชีวิต
 
ทุกอย่างที่ผมทำนับตั้งแต่วันนั้น ทั้งรางวัลและเกียรติยศ สปอตไลท์และความสนอกสนใจ บทบาทการแสดงและเสียงหัวเราะ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคำขอโทษทางอ้อมที่ผมมีให้แม่ที่คืนนั้นผมไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ผมทำให้แม่ผิดหวัง ที่ผมไม่กล้าประจันหน้ากับพ่อ
 
ที่ผมขี้ขลาด
 
คนที่คุณได้รู้จักในนามของ Will Smith ผู้กำราบมนุษย์ต่างดาว ดาราหนังอันน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นแค่เพียงสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องตัวผมเอง เพื่อซ่อนตัวผมจากโลกภายนอก เพื่อซ่อนไอ้ขี้ขลาดคนนี้
 
—–
 
ผมมีชื่อเต็มๆ ว่า Willard Carroll Smith II
 
พ่อก็ชื่อ Willard เหมือนกัน
 
พ่อเกิดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) และเคยรับราชการทหาร ดังนั้นเขาจึงมองทุกอย่างเป็น mission และเข้มงวดกับทุกคนในครอบครัว
 
ครั้งหนึ่งพ่อเคยใช้ผมไปซื้อบุหรี่ แต่ขากลับผมเจอเพื่อนที่มีของเล่นใหม่ เลยแวะคุยอยู่นานจนพ่อมาตาม
 
“แกทำอะไรอยู่เนี่ย? ฉันบอกให้แกมาทำอะไร?”
 
“ผมรู้ครับพ่อ แต่ผม-“
 
“บ้านเราใครคุม?”  (Who’s in charge?)
 
“พ่อหมายความว่าไงครับ”
 
“บ้านเราใครคุม ฉันหรือแก?”
 
“…พ่อเป็นคนคุมครับ”
 
“ถ้ามีผู้คุมสองคน ทุกคนจะตายกันหมด!! ถ้าแกจะเป็นคนคุมก็บอกฉันด้วย ฉันจะได้ให้แกเป็นหัวหน้า”
 
แล้วพ่อก็พูดต่อ
 
“เวลาฉันส่งแกมาทำภารกิจ มันมีทางออกได้แค่สองทาง หนึ่งคือแกทำภารกิจเสร็จสมบูรณ์ หรือสองก็คือแกตาย แกเข้าใจฉันมั้ย?”
 
“เข้าใจครับพ่อ”
 
แล้วพ่อก็ลากคอผมกลับบ้าน

—–
 
แม้ทุกคนในครอบครัวต้องเจ็บปวดกับความรุนแรงของพ่อ แต่แม่นั้นต้องรับมือกับพ่อมากกว่าใครทั้งหมด ถ้ามีสองคนเป็นผู้คุม ทุกคนจะตาย ดังนั้นแม่จึงไม่สามารถคุมอะไรในบ้านได้เลย
 
แต่แม่ของผมไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาสั่งได้ง่ายๆ แม่มีการศึกษาและหัวรั้น มีครั้งหนึ่งที่พ่อตบแม่ แล้วแม่ก็พูดกับพ่อว่า
 
“โอ้ พ่อชายชาตรี คิดว่าตบผู้หญิงแล้วจะทำให้เธอเป็นลูกผู้ชายหรือไง?”
 
แล้วพ่อก็ตบแม่อีกครั้งจนแม่ล้มลงไปกอง
 
แม่ลุกขึ้นมาสบตากับพ่อและพูดอย่างสงบว่า
 
“เธอจะตบจะตีฉันยังไงก็ได้ แต่อย่าคิดว่าจะทำให้ฉันเจ็บได้นะ” (“Hit me all you want, but you can never hurt me.”)
 
—–
 
พี่น้องทุกคนต่างจำคืนที่พ่อต่อยแม่ในห้องนอนได้ และแต่ละคนก็มีปฏิกิริยาแตกต่างออกไป
 
แฮร์รี่ ซึ่งแม้ตอนนั้นจะอายุแค่ 6 ขวบ แต่เขาก็พยายามจะเข้ามาขวางและปกป้องแม่ เขาจะทำอย่างนี้อีกหลายครั้งตลอดหลายปี ซึ่งบางครั้งเขาก็ทำสำเร็จ แต่สำหรับคืนนั้น แค่พ่อผลักแฮร์รี่ก็กระเด็นแล้ว
 
แฮร์รี่ได้เรียนรู้บทเรียนที่แม่ค้นพบเกี่ยวกับความเจ็บปวด เขาเจอสิ่งหนึ่งในตัวเขาที่ไม่อาจมีใครแตะต้องได้ นั่นก็คือต่อให้คุณจะตบจะตีเขาเท่าไหร่ คุณก็ไม่มีทางทำให้เขาเจ็บได้
 
แฮร์รี่เคยตะโกนใส่พ่อว่า “ถ้าอยากให้ผมหยุด พ่อต้องข้ามศพผมไปก่อน”
 
ในคืนเดียวกันนั้น เอลเลนพี่สาวของผมวิ่งไปซ่อนอยู่บนเตียง นอนตัวขด เอานิ้วอุดหูและร้องไห้ เธอจำได้ว่าคืนนั้นพ่อเดินผ่านมาที่ห้องนอนของเธอ พอได้ยินเสียงร้อง พ่อก็ถามว่า “จะร้องหาพระแสงอะไร”
 
หลังจากนั้นเอลเลนก็ตีตัวออกห่างจากทุกคน พอเริ่มโต เธอจะออกตระเวนราตรี กินเหล้าและสูบบุหรี่และไม่เคยโทรบอกใครว่าเธออยู่ที่ไหน
 
ส่วนผม หลังจากคืนนั้น ผมก็กลายเป็นคนชอบเอาอกเอาใจ เพราะผมเชื่อว่าถ้าทำให้พ่อหัวเราะและยิ้มได้ พวกเราทุกคนจะปลอดภัย เด็กชาย 9 ขวบในตัวผมตีความว่าความรุนแรงของพ่อนั้นเป็นความผิดของผมเอง
 
และไอ้ความต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะเอาใจคนอื่น ทำให้คนอื่นหัวเราะ และดึงความสนใจออกห่างจากสิ่งที่อัปลักษณ์ และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่สวยงาม นั่นแหละคือจุดกำเนิดของ entertainer ในตัวผม
 
แต่ในคืนวันนั้น ในห้องนอนห้องนั้น ที่ผมยืนตรงทางเดินแล้วเห็นกำปั้นของพ่อกระแทกกับใบหน้าของผู้หญิงที่ผมรักที่สุดในโลก ผมเห็นแม่ล้มลงไปกองกับพื้นและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมได้แค่ยืนตัวแข็งทื่อ
 
ผมเป็นคนขี้กลัวมาตลอด แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักถึงการไม่ทำอะไรเลยของตัวเอง ผมเป็นลูกชายคนโต ผมยืนห่างจากตรงนั้นไม่ถึง 10 เมตร ผมเป็นเพียงคนเดียวที่จะช่วยแม่ได้
 
แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
 
นั่นคือจุดที่อัตลักษณ์นั้นฝังแน่นอยู่ในใจ เข้าไปในชั้นล่างสุดของตัวตน เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจสลัดทิ้ง
 
ไม่ว่าผมจะทำอะไร ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ไม่ว่าจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ มีเพลงฮิตติดชาร์ตกี่เพลง หรือทำลายสถิติไปแล้วกี่ครั้ง มันก็ยังมีความรู้สึกอันเงียบงันที่สั่นไหวอยู่ลึกๆ ในใจผม ว่าผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาด ผมมันล้มเหลว
 
ผมขอโทษ – แม่ครับ ผมขอโทษ
 
“รู้มั้ยว่าเวลามีคนคุมสองคนจะเกิดอะไรขึ้น? เวลามีคนคุมสองคน ทุกคนจะตายกันหมด!”
 
ค่ำคืนนั้น ในห้องนอนห้องนั้น ในวัยเพียง 9 ขวบ ผมเฝ้ามองแม่ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับครอบครัวที่พังทลายลง
 
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมได้ตัดสินใจ และผมได้ให้คำมั่นสัญญาอันเงียบงันกับแม่ กับคนในครอบครัว และกับตัวผมเอง
 
ซักวันหนึ่ง ผมจะเป็นคนคุมเกม (One day, I would be in charge.)
 
และผมจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด (And this would never, ever happen again.)
 

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Will by Will Smith and Mark Manson